วิเคราะห์เมื่อ PTT ส่อแวว กำไรเกือบต่ำสุดในรอบ 17 ปี

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ถือเป็นที่สุดของประเทศไทยในหลายด้านทั้งในด้านของธุรกิจพลังงาน ในฐานนะที่เป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ และบริษัทที่มีมูลค่ามาร์เก็ตแคปใหญ่เป็นอันดับ 1 ของตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย และจากการจัดอันดับของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 62 ที่ผ่านมา ได้รวบรวมหุ้นของไทยอยู่อันดับที่เท่าไหร่ของโลก โดยพบว่าในกลุ่มพลังงาน PTT มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 27 และอันดับใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยในปี 62 ทาง PTT สามารถสร้างผลงานด้วยการมีรายได้ 2.26 ล้านล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 9.29 หมื่นล้านบาท

             

แต่อย่างไรก็ตามในปี 63 นี้เองกลุ่มธุรกิจของ PTT และบรรดาบริษัทลูกๆ ในเครือต่างต้องประสบปัญหาจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 รวมถึงสงครามราคาน้ำมัน กันถ้วนหน้าจึงทำให้ผลประกอบการของบริษัทลูกๆ ที่จะส่งผ่านมายัง PTT ได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกัน โดยธุรกิจโรงกลั่นได้รับผลกระทบจากการที่ค่าการกลั่นอยู่ในระดับต่ำเพียง 1-2 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลง ซึ่งมีบางช่วงบางตอนของการทำธุรกิจราคาหน้าโรงกลั่นที่สิงคโปร์มีค่าการกลั่นที่ติดลบ (PTT อ้างอิงราคาหน้าโรงกลั่นตลาดสิงคโปร์) นักลงทุนคงจะจำเหตุการณ์กันได้ว่าในวันที่ 21 เม.ย. 63 ราคาน้ำมันดิบรอบส่งมอบเดือนพ.ค.63 WTI ติดลบเป็นครั้งแรกในประวัตศาสตร์ เสมือนเป็นสัญญาณให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกต่างปรับตัวลดตามๆกันทั้งน้ำมันดิบเบรนท์ และน้ำมันดิบดูไบ

             

ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีถึงแม้ว่าราคาวัตถุดิบที่เป็นน้ำมันจะลดลง และทำให้ช่องว่างส่วนต่างราคาขายจะเพิ่มขึ้น (สเปรด) แต่อย่างไรก็ตามจะต้องปรับราคาขายให้ลดต่ำตามไปด้วย และทำให้ช่องว่างของกำไรก็ลดลง อีกทั้งเมื่อมีการประกาศปิดประเทศในหลายๆแห่งทั้งในฝั่งเอเชีย อเมริกา รวมถึงยุโรปก็ทำให้ความต้องการใช้สินค้าด้านเคมีภัณฑ์ลดลง เมื่อความต้องการใช้ลดลง ประกอบกับส่วนต่างราคากำไรที่ลดลงก็ยิ่งส่งผลให้ผลประกอบการมีทิศทางที่ปรับตัวลดลงด้วยเช่นกัน แต่สำหรับธุรกิจพลังงานไฟฟ้าดูเหมือนจะเป็นธุรกิจเดียวที่ยังสามารถยืนอยู่ได้ เพราะถึงอย่างไรก็ตามคนยังคงต้องการใช้ไฟฟ้าในหลายๆ เรื่องทั้งในด้านอุปโภคบริโภค รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ถึงแม้จะล็อคดาวน์บางส่วน แต่ก็ยังมีบางส่วนที่จะต้องเดินหน้าขับเคลื่อน

             

ผลจากปัจจัยดังกล่าวโดยรวมแล้วทำให้ผลการดำเนินงานของ PTT ในงวด 9 เดือนแรกของปี 63 มีรายได้ 1.23 ล้านล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2.46 หมื่นล้านบาท Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาร่วมกันวิเคราะห์ว่าผลประกอบการของ PTT ในปี 63 จะเป็นอย่างไรก็บ้าง โดยจากการค้นข้อมูลพบว่ามีโอกาสที่ PTT จะรายงานกำไรสุทธิงวดปี 63 ออกมาได้เกือบที่จะต่ำที่สุดในรอบ 17 ปีของการดำเนินธุรกิจภายหลังจากที่เปลี่ยนชื่อจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และแปรรูปมาเป็นบริษัทมหาชน ตลอดช่วงการดำเนินธุรกิจใน 20 ปี ทั้งนี้จากข้อมูลรายงานของ PTT ระบุว่าในปี 58 ทาง PTT มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 19,936 ล้านบาท ถือว่าเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่การเป็นบริษัทมหาชน เพราะก่อนหน้านี้ที่ในฐานะที่ PTT เป็นบริษัทมหาชนเป็นปีแรกในปี 44 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 21,000ล้านบาท และในปี 45 ขยับเพิ่มเป็น 24,500 ล้านบาท ขณะที่ในปี 46 สามารถทำกำไรสุทธิได้ระดับ 39,400 ล้านบาท โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด มองว่า PTT จะรายงานกำไรสุทธิงวดปี 63 ที่ 34,000 ล้านบาท ซึ่งนั่นก็หมายความว่ามีโอกาสเป็นไปได้ที่ปีนี้ PTT จะรายงานกำไรสุทธิเกือบที่จะต่ำที่สุดในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ปี 46 อย่างไรก็ตามนักลงทุนคงจะต้องจับตาดูว่า PTT จะประกาศงบปี 63 ออกมาเท่าไหร่

 

 

 

นักวิเคราะห์ส่องงบปี 64 ผลงานฟื้น

 

ขณะที่บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด มองแนวโน้มสิ้นปี 64 ทาง PTT จะรายงานกำไรสุทธิ 34,000 ล้านบาท ซึ่งปรับคาดการณ์จากเดิมคาดจะทำได้ 30,000 ล้านบาท และปรับประมาณการกำไรปี 64 ขึ้น 2% มาเป็น 70,000 ล้านบาท จากเดิม 69,000 ล้านบาท จากที่ปรับประมาณการกลุ่มปิโตรเคมีไปก่อนหน้านี้ด้วยแนวโน้มธุรกิจปิโตรเคมีที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด

 

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากการประชุมนักวิเคราะห์วันที่ 17 พ.ย. 63 ผู้บริหารมองสถานการณ์ปี 64 ดีขึ้นจากปี 63 เพราะอุตสาหกรรมต้นน้ำ-ปลายน้ำสอดคล้องการฟื้นตัวจากปัจจัยมหภาค ทั้งนี้ การฟื้นตัวยังเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป และมีความไม่แน่นอน โดยประเมินราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยอยู่ 44-49 เหรียญสหรัฐ เทียบกับปีนี้ที่ 40-45 เหรียญสหรัฐ

 

ส่วนค่าการกลั่นสิงคโปร์จะอยู่ 1-2 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 0.2-1.2 เหรียญสหรัฐ ส่วนราคาโอเลฟินส์ HDPE และ PP ที่ 890-950 เหรียญสหรัฐต่อตัน และ 940-1,000 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากปีนี้ 850-870 เหรียญสหรัฐตัน และ 940-960 เหรียญสหรัฐต่อตัน ตามลำดับ ด้านราคาอะโรมาติกส์ BZ และ PX ที่ 460-570 เหรียญสหรัฐต่อตัน และ 580-690เหรียญสหรัฐต่อตัน จากปีนี้ 450-470 เหรียญสหรัฐต่อตัน และ 560-580 เหรียญสหรัฐตันตามลำดับ

 

บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 47.50 บาท คงมุมมองที่บริษัทมีความน่าสนใจบนการฟื้นตัวของกำไร ตั้งแต่ครึ่งหลังปี 63 ตามการฟื้นตัวของทุกธุรกิจ ทั้งธุรกิจก๊าซฯ ปริมาณขายฟื้นทุกกลุ่มลูกค้า ธุรกิจสำรวจและผลิตที่ stock loss ลดลง และค่าการกลั่นรวมถึง spread ปิโตรเคมีฟื้น ธุรกิจสำรวจฯ ปริมาณขายโตตามการฟื้นตัวของความต้องการใช้ และแหล่งใหม่ และธุรกิจน้ำมันที่ปริมาณขายฟื้นตัว ตามการขยายสาขา และฟื้นจาก COVID-19

Share: