5 หุ้นใหญ่รอรับนักลงทุน โยกเงิน STA-STGT นำทีม

"เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาค โดยมีแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ Outperform เมื่อเทียบกับ SET ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามมองว่า ในสัปดาห์นี้มีแนวโน้มที่นักลงทุนจะย้ายการลงทุนเข้าไปในหุ้นที่เคลื่อนไหว Underperform ภายในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับตลาด ซึ่งหุ้นในกลุ่มนี้จะมีการฟื้นตัวและปัจจัยบวกรายตัวของแต่ละธุรกิจ"

 

โดยบทวิเคราะห์ บริษัท หลักทรัพย์อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้เลือกหุ้นที่คาดว่านักลงทุนจะย้ายกลุ่มไปเข้าลงทุน ได้แก่ STA,STGT,RS,COM7,JMT,RBF,KCE,MTC,PTG,TKN,PRM,TQM,CBG,THANI,MAKRO,ILM ดังนั้นทาง Wealthy Thai จึงได้เลือกหุ้นขนาดใหญ่ที่พื้นฐานธุรกิจในช่วงที่ผ่านมามีการเติบโต รวมถึงแนวโน้มการเติบโตในอนาคต ที่มีปัจจัยบวกรองรับจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงการได้รับปัจจัยหนุนจากการระบาดของไวรัสโควิด19 จำนวน 5 หุ้น

 

เริ่มกันที่บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA โดยบทวิเคราะห์ ของบริษัทหลักทรัพย์เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด รายงานว่า กำหนดราคาเป้าหมายไว้ที่ 41 บาท ปัจจัยหนึ่งที่เป็นผลบวกต่อ STA คือประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดผู้รับซื้อยางรายใหญ่ของโลก มีมาตรการสนับสนุนการขยายกำลังการผลิตรถยนต์ทำให้ยอดสั่งซื้อยาง เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตล้อยางและชิ้นส่วนต่างๆ เพิ่มขึ้น

 

รวมถึงการที่ราคายางยังมีแนวโน้มที่ดีในไตรมาส 4 จากผู้ประกอบการล้อยางรถยนต์กลับมาเดินการผลิตได้มากขึ้นประมาณ 70-80% ซึ่งคาดว่า โดยราคายางแท่งตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 40 บาทต่อกิโลกรัม และยังอยู่ในระดับใกล้กับสมมติฐานของที่ 42-43 บาทต่อกิโลกรัม หากในช่วงครึ่งปีหลัง 63 ยังอยู่สูงในระดับ 43-47 บาทต่อกิโลกรัม โดยตลอด มีโอกาสจะปรับประมาณการขึ้นไปอีก ทั้งนี้ประเมินกำไรสุทธิของ STA ในปี 63 อยู่ที่ 4,600 บาท ดีขึ้นจากขาดทุนในปีก่อน -149 ล้านบาท และคงกำไรสุทธิปี 64 อยู่ที่ 4,800 ล้านบาท

 

ขณะที่บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า กำไรสุทธิงวดปี 63 จะอยู่ที่ 9,044 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,310% จากปีก่อน และคาดว่ากำไรสุทธิในปี 64 จะเติบโตต่อเนื่องไปอีกที่กำไรสุทธิระดับ 15,422 ล้านบาท ซึ่งทิศทางของกำไรจะเติบโตต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 64

 

ช่วงเวลาการส่งมอบถุงมือยางธรรมชาติยาวถึง 16 เดือน (ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.63 ที่ 9 เดือน) และถุงมือยางไนไตรล์ยาวถึง 31 เดือน (ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.63 ที่ 12 เดือน) ส่งผลให้ backlogs ถุงมือยางธรรมชาติยาวถึงไตรมาส 1/65 และถุงมือยางไนไตรล์ยาวถึงครึ่งแรกของปี 66 บ่งบอกถึงความต้องการถุงมือยางยังแข็งแกร่งแม้มีข่าววัคซีน

 

ด้านบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่าการที่ PTGยังคงตั้งเป้าปริมาณขายไตรมาส 4/63 จะเติบโต 10% จากไตรมาสก่อน ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์มองว่ามีความเป็นไปได้ที่ปริมาณการขายที่จะเพิ่มขึ้น เพราะเป็นช่วงที่มีวันหยุดยาว และมีการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ในส่วนค่าการตลาดนั้น EPPO ยังรายงานค่าการตลาดที่อยู่ในระดับ 2.4-2.5 บาทต่อลิตร ซึ่งยังใกล้เคียงกับไตรมาส3/63

 

นอกจากนี้แล้วราคา CPO มีการปรับเพิ่มขึ้นมากว่า 90% ในเดือน พ.ย. เทียบกับ ก.ย. ดังนั้นแล้วมีโอกาสที่กำไรจาก Palm Complex อาจจะมากกว่าที่บริษัทตั้งเป้าไว้ในปีที่ ซึ่งทาง PTG ตั้งเป้าไว้ 200-240 ล้านบาท โดยในช่วง 9 เดือนทำได้แล้วประมาณ 180 ล้านบาท โดยแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 20บาท

 

สำหรับบริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TQM บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า แนวโน้มไตรมาส 4/63 ไปได้ดี เพราะยังเป็นไฮซีซั่นของธุรกิจ และล่าสุดบริษัทจับมือกับ FSMART ขายประกันผ่านตู้บุญเติม ทำให้มีโอกาสเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น

 

รวมถึงเริ่มขยายการลงทุนไปต่างประเทศ ด้วยการตั้งบริษัทโฮลดิ้งส์ TO2020 เพื่อขยายการลงทุนไปในภูมิภาค โดย TO2020 จะเข้าไปถือหุ้น 49% ใน BIC Insurance กัมพูชา (BIC) ส่วนอีก 51%เป็นการถือหุ้นโดยผู้ประกอบการท้องถิ่น เช่น Asia Investment and Financial Services (AIF) และผู้ถือหุ้นเดิมของ BIC ปัจจุบันอยู่ในช่วง MOU คาดว่าจะเริ่มเห็นส่วนแบ่งผลประกอบการของดีลนี้ในครึ่งแรกของปี 64 นอกจากนั้นยังมีแผนจะเข้าไปลงทุนในลาวเป็นลำดับต่อไปด้วย

 

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ MAKRO บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มองแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/63 จะเติบโตต่อเนื่อง จากอานิสงส์ทางอ้อมของมาตรการรัฐกระตุ้นการบริโภคผ่านร้านค้าปลีกรายย่อยและสตรีทฟู้ด, รวมถึงเป็นช่วงไฮซีซั่น ขณะที่ยอดขายสาขาเดิมก็เพิ่มขึ้นได้ 1-2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ยังคงกำไรสุทธิปี 63 ไว้ที่ 6,390 ล้านบาท และในปี 64 ที่ 7,000 ล้านบาท โดยแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ที่ราคาเป้าหมาย 45บาท

             

บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อเนื่องใน เพราะ MAKRO น่าจะยังคุมต้นทุนได้ ในขณะที่โมเมนตั้มการเติบโตของยอดขาย (ส่วนใหญ่มาจากอาหารสด) เพราะได้แรงเสริมจากมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของรัฐบาล (อย่างเช่น มาตรการคนละครึ่ง และช้อปดีมีคืน) ซึ่งจะช่วยหนุนกำไรของบริษัทในไตรมาส 4/63 เติบโตแต่เนื่องจากเหลืออัพไซด์อีกไม่มาก

Share: