“บลจ.ไทยพาณิชย์”...เสนอขาย ‘กองทุนคอมเพล็กซ์รีเทิร์น’ ต่อเนื่อง IPO 1-9 ธ.ค.นี้

 

“บลจ.ไทยพาณิชย์”...มองหุ้นตลาดเกิดใหม่ยังน่าสนใจ เป็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในยุคดอกเบี้ยต่ำ ส่ง ‘กองทุนคอมเพล็กซ์รีเทิร์น’ ต่อเนื่อง IPO 1-9 ธ.ค.นี้ 

 

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเห็นโอกาสจากการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ จึงได้นำเสนอขายกองทุนคอมเพล็กซ์รีเทิร์นต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนตามตราสารทุนที่จดทะเบียนซื้อขายในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ จากการลงทุนในสัญญาวอร์แรนต์ที่อ้างอิงกับ MSCI Emerging Markets Index (USD) พร้อมโอกาสลดความเสี่ยงการขาดทุนของเงินต้นผ่านการเลือกลงทุนในตราสารที่มีคุณภาพ โดยบริษัทได้เปิดเสนอขาย ‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ คอมเพล็กซ์รีเทิร์น 1YJ (SCBCR1YL)’ ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย’ กองทุนมีอายุ 1 ปี มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท เปิดขายหน่วยลงทุนครั้งเดียวระหว่างวันที่ 1 – 9 ธ.ค. 20 นี้ ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำ 500,000 บาท

 

       

ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย

 

สำหรับกองทุนนี้มีกลยุทธ์การลงทุนแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่

 

ส่วนที่ 1 : นำเงินต้นประมาณ 98% ของทรัพย์สินกองทุนไปลงทุนในตราสารหนี้และเงินฝากทั้งในและต่างประเทศที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับลงทุนได้ขึ้นไป เมื่อครบกำหนดอายุกองทุนจะได้รับเงินลงทุนคืนพร้อมโอกาสรับผลตอบแทนซึ่งมีมูลค่าเทียบเท่ากับเงินต้น การลงทุนส่วนนี้มีความผันผวนต่ำช่วยลดความเสี่ยงการขาดทุนเงินต้นได้ ซึ่งกองทุนจะเข้าทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน

 

ส่วนที่ 2 : ประมาณ 2% ของทรัพย์สินกองทุน จะนำไปลงทุนในสัญญาวอร์แรนต์ที่อิงกับผลตอบแทนของ MSCI Emerging Markets Index (USD) เน้นสร้างผลตอบแทนตามผลการดำเนินงานของตราสารทุนที่จดทะเบียนซื้อขายในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ผ่าน MSCI Emerging Markets Index (USD) ที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ซึ่งดัชนีประกอบด้วยหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่และขนาดกลางที่จดทะเบียนซื้อขายในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ จำนวน 26 ประเทศ ครอบคลุม 1,387 หุ้น หรือประมาณ 85% ของตลาดในแต่ละประเทศ โดยคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (free float-adjusted market capitalization)

 

สำหรับสัญญาวอแรนต์ดังกล่าวมีลักษณะการจ่ายผลตอบแทนแบบ Shark fin ซึ่งเป็นส่วนสร้างผลตอบให้กับกองทุน โดยแบ่งการจ่ายผลตอบแทนเป็น 3 กรณี คือ

 

กรณีที่ 1 : จ่ายผลตอบแทน 40% ของผลตอบแทนของดัชนี เมื่อดัชนีปรับตัวขึ้นระหว่าง 0 ถึง 15% 

กรณีที่ 2 : จ่ายผลตอบแทนชดเชยประมาณ 0.25% เมื่อดัชนีปรับตัวขึ้นเกิน 15% ระหว่างอายุกองทุน

กรณีที่ 3 : ไม่จ่ายผลตอบแทนหากดัชนีปรับตัวลงต่ำกว่าราคา ณ วันลงทุนเมื่อครบกำหนดอายุกองทุน 

 

“โดย MSCI Emerging Markets Index (USD) มีผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่เฉลี่ย -1.16% ต่อปี ย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 10.54% ต่อปี ย้อนหลัง 3 ปีอยู่ที่ 2.42% ต่อปี และย้อนหลัง 5 ปีอยู่ที่ 8.97% ต่อปี (ที่มา: MSCI Emerging Markets Index (USD) ณ  Bloomberg ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย. 20)

 

นายณรงค์ศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า การลงทุนในหุ้นยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดี เนื่องจากนโยบายทางด้านการค้าของโจ ไบเดน คาดว่าจะผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นโดยเฉพาะในทวีปเอเชีย เช่น จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ หลังจากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถึงแม้ว่ายังคงมีความเสี่ยงด้านความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงความผันผวนในกลุ่มประเทศอเมริกาใต้และยุโรปตะวันออกจากนโยบายป้องกันการแพร่ระบาดและราคาน้ำมันที่ยังมีความผันผวนสูงอยู่

 

“ดังนั้นกองทุน SCBCR1YL ที่มีรูปแบบการลงทุนเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนตามผลการดำเนินงานของตราสารทุนที่จดทะเบียนซื้อขายในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ประกอบกับมีโอกาสได้รับผลตอบแทนชดเชยในระดับที่น่าสนใจหากตราสารทุนที่จดทะเบียนซื้อขายในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ปรับตัวขึ้นมากกว่าที่คาด จึงเป็นกองทุนที่ตอบโจทย์การลงทุนในสภาวะเช่นนี้ได้เป็นอย่างดี”

Share: