DELTA หุ้น 3 เด้งในรอบปี กับราคาทะยานเกินพื้นฐาน?

หลักการของวิธีการหาหุ้นเด้ง หรือหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 100% ก็คือ 1 เด้งนั้น นักลงทุนคงจะเคยสงสัยว่าเค้ามีวิธีหาหุ้นเหล่านี้กันยังไง และอะไรเป็นเครื่องคิดวิเคราะห์ในการช่วยค้นหา รวมถึงเมื่อค้นพบหุ้นเด้งแล้ว จะต้องดูว่าหุ้นที่ราคาเด้งแรงๆนั้น เด้งแรงเพราะพื้นฐานปัจจัยการดำเนินธุรกิจหรือว่าเด้งเพราะมีเจ้ามือหุ้น สำหรับวิธีการคัดหาหุ้นเด้งหากฟังจากคำบอกใบ้ของเซียนหุ้น หรือนักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญในตลาด ต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ธุรกิจที่จะเด้งได้นั้นต้องไม่เติบโตแค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง จะต้องมีธุรกิจที่ขยายออกไปยังต่างประเทศเพื่อเพิ่มยอดขาย และขยายฐานลูกค้าให้ได้ต่อเนื่อง ไม่สุ่มเสี่ยงที่จะพึ่งพิงลูกค้าเพียงไม่กี่ราย


ลักษณะการประกอบธุรกิจจะต้องเป็นธุรกิจคลื่นลูกที่สอง ซึ่งหมายความว่าจะต้องเป็นธุรกิจที่ไม่ได้เคยเติบโตแบบยิ่งใหญ่มาก่อนหน้านั้น และเป็นธุรกิจดาวรุ่งที่รอวันเติบโตในอนาคต เพราะราคาหุ้นที่เด้งนั้นจะต้องสะท้อนเข้ามาในตัวของผลประกอบการด้วย รวมถึงวิชั่น หรือวิสัยทัศน์ของผู้บริหารในการแนวโน้มธุรกิจว่าตลาดกำลังต้องการอะไร และจะมุ่งเน้นไปทางไหน แต่จะต้องเชี่ยวชาญในธุรกิจที่บริษัทดำเนินการอยู่ ไม่ใช่แค่เพียงว่าเห็นธุรกิจพลังงานทำแล้วดี ก็หันไปทำธุรกิจพลังงานทดแทนกับคนอื่นบ้าง


นี่คงเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งสำหรับวิธีการที่จะช่วยให้นักลงทุนหาหุ้นที่ราคาเด้งแรง 1 หรือ 2 หรืออาจจะ 3 เด้งกันเลยก็ว่าได้ ซึ่งตั้งแต่ในต้นปีจนถึงปัจจุบันมีหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นชนิดที่เรียกได้ว่า 3 เด้ง หรือเพิ่มขึ้นกว่า 300% แค่เพียงในระยะเวลารอบปี 63 คือ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA โดยในช่วงที่ผ่านมา DELTA เป็นที่สนใจของนักลงทุนมาโดยตลอด เพราะว่าราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตอบรับกระแสข่าวการมาของเทคโนโลยีขั้นสูงที่จะเปลี่ยนแปลงทุกๆอย่างไปตลอดกาล ส่วนหนึ่งคือรถยนต์ที่จะใช้พลังงานเชื้อเพลิงจะหมดไป และรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Car จะเข้ามาทดแทนแค่เพียงในระยะเวลาไม่เกิน 10ปีต่อจากนี้ นั่นก็แสดงถึงว่านักลงทุนเริ่มมองไปข้างหน้าเห็นทิศทางอนาคตแล้วว่าโลกจะเป็นอย่างไร


โดยนายศุภชัย วัฒนวิเทศกุล นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เคยเล่าให้กับ Wealthy Thai ฟังว่า หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ถ้ามองภาพในระยะยาวยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกในอนาคต เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเข้าสู่ยุค  Internet of Things (IoT) และยุค Machine to Machine Communication รวมถึงระบบ Automation ต่างๆที่กำลังจะมาภายใต้การเข้าสู่ระบบ 5G แต่อย่างไรก็ตามจะต้องเลือกหุ้นที่จะสอดรับกับยุคดังกล่าว โดย DELTA เป็นหนึ่งในบริษัทที่จะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่กล่าวมานั้นโดย DELTA ประกอบธุรกิจหลักทำศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์  POD  เครื่องสำรองไฟฟ้าอัตโนมัติ (UPS) ศูนย์ข้อมูลขนาดเล็ก (Micro Data Center) ระบบรางจ่ายไฟฟ้า (Busway) ระบบบริหารจัดการศูนย์คอมพิวเตอร์ (DCIM) ซึ่งในยุคของ 5G จะใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งประเทศไทยขณะนี้ถือว่ายังไม่ก้าวเข้าสู่ 5G เท่าที่ควร ขณะเดียวกัน DELTA ยังทำธุรกิจติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมองดูแล้วหากเทรนธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นมาจริงๆก็จะได้รับประโยชน์อีกเยอะ


เบื้องต้นเห็นได้จากการที่ DELTA รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 3/63 มีกำไรสุทธิ 2,643 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 327 % จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 618 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายสินค้าและบริการอยู่ที่ 17,540 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.4% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความต้องการในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูล cloud (cloud storage) และศูนย์ข้อมูล (data center) อีกทั้งการเติบโตอย่างโดดเด่นของโซลูชั่นรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทำให้งวด 9 เดือนปีนี้ มีกำไรสุทธิ 5,520 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 114% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,577 ล้านบาท

 


 

ส่องเทรนธุรกิจ

บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดการณ์กำไรปกติปี 2564 ที่ 8,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15%จากปีก่อน หนุนจากการเติบโตของสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ EV Car แต่การเติบโตจะลดความร้อนแรงลงจากฐานที่สูงในปี 63 การลงทุนที่ระดับปัจจุบันต้องเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อหวังผลกับศักยภาพเติบโตในตลาด EV Car ตลาด Home automation และตลาด 5G ที่จะเติบโตได้อีกมากในอนาคต


บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์เคจีไอ (ประเทศไทย)  จำกัด ระบุว่า ผลประกอบการของ DELTA จะโตอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อน  จากฐานเปรียบเทียบที่ และมองว่าแนวโน้มผลประกอบการปี 64 จะได้แรงหนุนจากดาร์ต้า เซ็นเตอร์ (data center) และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งคาดว่ายอดขายจะโต 15% และอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ 25.3%

 

 

ราคาเกินพื้นฐานไปแล้วจริงหรือ?

บริษัทหลักทรัพย์ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด เชื่อว่าราคาได้นำหน้าปัจจัยพื้นฐานไปแล้ว จึงปรับลดคำแนะนำ “ขาย” ที่ราคาเป้าหมาย 208 บาท


บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด ยังคงประมาณการ และคาดว่าไตรมาส 4/63 จะอ่อนแอลงตามฤดูกาล และอุปสงค์ของ Data Center ที่ลดลง รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น เราแนะนำให้ “ขาย” โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 158.00 บาท อิง PER ที่ 25.1


แม้ว่าผลประกอบการจะคาดเติบโตเด่นใน 2H20 แต่ ณ ราคาหุ้นปัจจุบันซึ่งเทรดบน PER ปี 2021 ที่ระดับ 25-40 เท่า น่าจะสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว


บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด เชื่อว่าหากการปรับเพิ่มคำสั่งซื้อในช่วงที่ผ่านมาของลูกค้าเพื่อเพิ่มสินค้าคงคลัง (จากที่ลดลงไปมากช่วง COVID-19) ไม่สอดคล้องกับอุปสงค์ที่แท้จริงของ End user อาจจะทำให้เกิด Inventory correction ได้ในอนาคต โดยราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว

Share: