ศาลรธน.ชี้ประยุทธ์นั่งเก้าอี้นายกฯต่อ นักวิเคราะห์ห่วงม็อบยกระดับ คาดดัชนียืนได้ 1,380 จุด

สำหรับการเมืองในประเทศที่เข้มข้นมาตลอดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่แนวร่วมกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุมประกาศ 10 ข้อเรียกร้องเพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองอย่างจริงๆ จังๆ ความคืบหน้าล่าสุดกรณีศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งพิจารณาเพื่ออ่านคำวินิจฉัย เรื่องประธานสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สิ้นสุดเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 1 (4) แระกอบมาตรา 160 (5) และมาตรา 170 วรรค 1 (5) ประกอบมาตรา 186 วรรค 1 และมาตรา 184 วรรค 1 (3) หรือไม่


ซึ่งศาลฯ อ่านคำวินิจฉัยว่า ความเป็นนายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว โดยศาลระบุว่า การใช้บ้านพักในกรมฯ ซึ่งเป็นบ้านพักราชการ ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผบ.ทบ. นายกรัฐมนตรีครั้งแรกและปัจจุบัน ซึ่งการที่ยังคงอยู่อาศัยในบ้านพักดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.57 ถึงปัจจุบัน และไม่เสียค่าน้ำประปา ค่าไฟ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว และไม่เป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรม อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงหรือไม่นั้น ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วว่า คดีมีหลักฐานเพียงพอจึงยุติการไต่สวน และกำหนดประเด็นวินิจฉัยว่า โดยข้อเท็จจริงปรากฎว่า ผู้ถูกร้องเป็นผู้มีสิทธิเข้าพักบ้านรับรอง ตามข้อ 5 ของระเบียบกองทัพบก ประกอบกับการเป็นนายกรัฐมนตรี จึงยังมีสิทธิอยู่อาศัย เนื่องจากเคยเป็นผบ.ทบ. ซึ่งสร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศ หาใช่มีสถานะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เคยเป็นผู้บัญชาสูงสุด นอกจากนี้ให้กองทัพบกพิจารณาให้มีสิทธิเข้าพักอาศัยเป็นกรณีเฉพาะรายก็ได้


ส่วนค่าน้ำประปาและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามความจำเป็นและความเหมาะสมในการใช้งาน กองทัพบกให้สิทธิแก่ผู้มีเงื่อนไข ไม่ใช่ให้สิทธิเฉพาะผู้ถูกร้องเท่านั้น เป็นไปดุลยพินิจของกองทัพบกตามระเบียบการเข้าพักอาศัยบ้านรับรองกองทัพบก 2548 ก่อนที่ผู้ถูกร้องจะดำรงตำแหน่งผบ.ทบ.และนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่เป็นผู้นำของประเทศ รัฐมีหน้าที่ให้ความปลอดภัยดูแลความเป็นอยู่ของนายกฯ และครอบครัว ตามสภาพการ สร้างความพร้อมต่อการปฏิบัติหน้าที่บริหารประเทศ จึงมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องจัดให้มีที่พักแก่นายกรัฐมนตรี ในอดีตเช่นบ้านพิษณุโลก แต่ปัจจุบันไม่พร้อมใช้ เพื่อให้นายกฯ ปฏิบัติได้อย่างสมเกียรติ รัฐจึงจัดให้มีบ้านพักรับรอง


ดังนั้นการที่กองทัพบกจัดที่พักตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผบ.ทบ.ต่อเนื่องปัจจุบัน ตามระเบียบฯ ซึ่งเป็นกฎระเบียบที่ใช้บังคับอยู่ ประกอบกับกองทัพบกให้สิทธิแก่ผู้ดำรงตำแหน่ง จึงไม่สิ้นสุดตามมาตรา 170 วรรค 1 (5) และถือว่าไม่เป็นการฝ่าฝืนร้ายแรงตามมาตรา 160 (5) และมาตรา 170 วรรค 1 (4) การใช้บ้านพักรับรองจึงไม่เป็นกรณีประโยชน์ส่วนตน หรือประโยชน์อื่นใดต่อการปฏิบัติหน้าที่ อันขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนหรือส่วนรวม ดังนั้นผู้ถูกร้องไม่มีพฤติกรรมอันฝ่าฝืนอันร้ายแรงตามมาตรฐานจริยธรรม ศาลจึงวินิจฉัยว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่สิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี


โดยผลจากการที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พ้นหรือไม่พ้นสภาพการเป็น “นายกรัฐมนตรี” นั้น ในด้านตลาดทุน นักวิเคราะห์หลายสำนัก ประเมินแนวทางผลกระทบไว้ 2 แนวทางคือ “รอดกับไม่รอด” ทาง Wealthy Thai ได้รวบรวมข้อมูลมาฝากนักลงทุนดังนี้

 

 

โบรกฯ มองหุ้นไทยไปต่อ เร่งมาตรการกระตุ้นศก.

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ว่า หากรอด การลงทุนก็คงเงียบ แต่ต้องติดตามสถานการณ์ชุมนุมต่อว่าทางผู้ชุมนุมจะยกระดับการชุมนุมหรือไม่อย่างไร แต่แน่นอนว่าผลการตัดสินของศาลจะหยิบมาเป็นข้ออ้างเรื่อง Double Standard เมื่อเทียบกับพิจารณาคดีของอดีตนายกรัฐมนตรี อย่างน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายสมัคร สุนทรเวช เพราะว่าคนที่เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมีอยู่แค่ 2 คนนี้ ซึ่งก็ไม่รอดทั้งคู่ นอกจากนี้ยังมีหลายคดีที่ผ่านศาลรัฐธรรมนูญแล้วไม่ถูกใจกลุ่มคณะราษฎร


“แต่ถ้าถามว่าเป็นแนวทางไหน ก็อาจจะรอดมากกว่าเพราะในมาตรา 186 อนุโลมให้ใช้ มาตรา184 กับครม. ซึ่งมีเงื่อนไขเปิดช่องให้รัฐมนตรีมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ได้ระดับหนึ่ง หากต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรี ดังนั้นตรงนี้ทำให้โอกาสพล.อ.ประยุทธ์รอดมีสูง ยิ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม การใช้พื้นที่กองทัพสามารถอ้างได้ว่าใช้สำหรับปฏิบัติหน้าที่ได้” นายประกิตกล่าว


นายประกิตกล่าวว่า นอกจากนี้คำว่า “บ้านพัก” ศาลต้องตีความว่าเป็นบ้านพักเพื่อที่อยู่อาศัยหรือบ้านพักรับรอง สรุปแล้วโอกาสรอดมีมากกว่า ซึ่งนั่นจะทำให้การชุมนุมน่าจะร้อนแรงขึ้น ขณะเดียวกันประเด็น Double standard ก็จะร้อนแรงมากขึ้นด้วย


นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยกับ Wealthy Thai ว่า กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่านายกรัฐมนตรีไม่ผิด จะส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะคาดว่านักลงทุนจะคลายความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทยอาจเกิดภาวะผันผวนเล็กน้อยจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เชียงใหม่และเชียงราย เบื้องต้นหากนายกรัฐมนตรีไม่พ้นตำแหน่ง จะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เพราะมองว่าจะทำให้งานประมูลภาครัฐไม่สะดุด


ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด มองว่า หากศาลฯ วินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากออกมาในแนวทางนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป การเดินหน้าออกมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจก็สามารถดำเนินการได้ต่อเนื่อง แต่ในอีกทางหนึ่งก็เป็นไปได้ที่กระแสการชุมนุมนอกสภาฯ ก็มีโอกาสร้อนแรงขึ้น


ขณะที่นักวิเคราะห์ บมจ.หลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) มองผลกระทบกรณีดังกล่าวต่อตลาดหุ้นในระดับจำกัด แต่คาดประเด็นความขัดแย้งจะถูกนำไปขยายความต่อโดยผู้ชุมนุม และทำให้บรรยากาศทางการเมืองยังคงตึงเครียด


สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ จำกัด มองหากผลออกมาวินิจฉัยว่า พล.อ. ประยุทธ์ไม่มีความผิด ประเมินว่าทางกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎร มีโอกาสที่จะยกระดับการชุมนุมเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งอาจเป็น Noise รบกวนบรรยากาศการลงทุนที่ยืดเยื้อต่อไป

Share: