3 บิ๊กบจ. SET 100 เงินกู้สูง ดันหนี้สินรวมพุ่ง

จะดีแค่ไหน หากเราลงทุนในหุ้นตัวใด ตัวหนึ่ง แล้วมีพื้นฐานที่ดี สร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้ผลตอบแทนอย่างที่คาดหวังไว้ ดังนั้นวันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai ได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากนักลงทุนอีกเช่นเคย โดยครึ่งนี้ได้หยิบยกประเด็นหุ้น SET100 ที่มีเงินกู้สูงมาฝากนักลงทุน จะมีอะไรบ้างไปอ่านดูกันเลย


ทีมข่าว Wealthy Thai ได้ตรวจสอบไปยัง setsmart.com ซึ่งเป็นบริการระบบข้อมูลตลาดหลักทรัพย์บนอินเทอร์เน็ต พัฒนาโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยจากการรวบรวมข้อมูลพบว่า หุ้น SET100 ที่มีเงินกู้สูงในงวดไตรมาส 3/63 มีจำนวน 3 หลักทรัพย์ คือ AAV, ESSO และ MINT


ทั้งนี้เมื่อรวบรวมได้ทั้ง 3 หลักทรัพย์ดังกล่าว setsmart.com ได้ประมวลผลจาก 3 ประเด็น คือ อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ รวมทั้ง หนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น และ เงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน ซึ่งจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนักลงทุนสามารถติดตามได้ดังต่อไปนี้


ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ ใช้วัดความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้หนี้สิน อัตราส่วนนี้เจ้าหนี้ ธนาคาร และผู้ให้กู้ จะใช้ในการประเมินความเสี่ยงจากการได้รับชำระเงินของกิจการ ส่วนหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น แสดงถึงหนี้สินที่มีดอกเบี้ยของบริษัทมีสัดส่วนเป็นกี่เท่าของส่วนของผู้ถือหุ้น และเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน คือ กิจกรรมหลักที่ก่อให้เกิดรายได้และค่าใช้จ่ายของกิจการ โดยมีรายละเอียดในตารางดังนี้

 

AAV ยังมีกำไรสะสม 12,525.27 ล้านบาท

ทีมข่าว Wealthy Thai ได้ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่า AV  งวด 9 เดือนปี 63 มีเงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมดำเนินงาน -335.6 ล้านบาท โดยเหตุผลหลัก มาจากผลขาดทุนจากการดำเนินงานสำหรับงวด ในส่วนของเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมลงทุนมีจำนวน 12,261.3 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเงินสดรับจากการขายเครื่องบินจำนวน 10 ลำ ขณะที่เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงินมีจำนวน 13,473.8 ล้านบาท โดยหลักมีการชำระหนี้เพื่อยกเลิกสัญญาเช่าการเงินและสัญญาเงินกู้ระยะยาวก่อนถึงเวลาที่กำหนด รวมถึงการชำระหนี้สินภายใต้สัญญาเช่าและจ่ายดอกเบี้ยและชำระหุ้นกู้ระยะยาว


ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 กันยายน 2563 มีเงินสดสุทธิติดลบ -1,548.06 ล้านบาท ส่วนหนี้สินรวมมีจำนวน 52,991.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17,777.5 ล้านบาท หรือ 50% เทียบจากสิ้นปีก่อน โดยงวดไตรมาส 3/63 มีต้นทุนทางการเงิน 1,352.67 ล้านบาท ทั้งนี้ หนี้สินดังกล่าว เป็นผลมาจาก 1.หนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 5,379.8 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของหนี้สินตามสัญญาเช่าสุทธิจากหนี้สิน ตามสัญญาเช่าการเงิน 5,037.2 ล้านบาท โดยหลักมาจากการนำมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 16 มาใช้ขณะที่มีรายได้รับล่วงหน้าลดลง 1,797.2 ล้านบาท เนื่องจากการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศส่งผลต่อยอดการจองล่วงหน้า อีกทั้งได้มีการจัดประเภทหุ้นกู้ระยะยาวจำนวน 1,500 ล้านบาท จากหนี้สินไม่หมุนเวียนเป็นหนี้สินหมุนเวียน


2.หนี้สินไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 12,397.7 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของหนี้สินตามสัญญาเช่าสุทธิจากหนี้สินตามสัญญาเช่าการเงินจำนวน 16,146.5 ล้านบาท โดยหลักมาจากการนำมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 16 มาใช้ในขณะที่เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงินลดลงจำนวน 1,810.2 ล้านบาท ตามการชำระคืนหนี้สินและดอกเบี้ยจ่าย


อย่างไรก็ตามแม้ปี 62 จนถึงงวด 9 เดือนปี 63 ทาง AAV จะรายงานผลประกอบการมีผลขาดทุนสุทธิต่อเนื่อง โดยงวด 9 เดือนปี 63 รายงานผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 3,649.64 ล้านบาท ซึ่งได้รับแรงกดดันจากการระบาดของ COVID-19  แต่ล่าสุด ณ สิ้น งวด 9 เดือนปี 63 ยังมีกำไรสะสมสูงถึง 12,525.27 ล้านบาท ขณะที่สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 71,841.58 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 18,850.01 ล้านบาท

 

 

ESSO ยอดเงินกู้ยืมรวม 29,355 ล้านบาท

ต่อมา ESSO งวด 9 เดือนปี 63 บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน -1,169 ล้านบาท สะท้อนถึงผลขาดทุนสำหรับงวดหักกับผลกระทบเชิงบวกจากเงินทุนหมุนเวียนกระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 841 ล้านบาท เป็นผลจากการลงทุนเพื่อสร้างและพัฒนาสถานีบริการน้ำมันโครงการของโรงกลั่น รวมถึงเงินสดจ่ายเพื่อได้มาในสินทรัพย์สิทธิการใช้ หักลบบางส่วนกับเงินปันผลรับจากการลงทุน กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินจำนวน 2,085 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเงินกู้ยืมสุทธิ


บริษัทมีหนี้สินรวม 45,871 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,746 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4% จากสิ้นปี 62 สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของหนี้สิน ตามสัญญาเช่าตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินเกี่ยวกับสัญญาเช่า (TFRS 16) หักลบบางส่วนกับเจ้าหนี้ทางการค้าจากการซื้อน้ำมันดิบที่ลดลง สืบเนื่องจากกิจกรรมซ่อมบำรุงหอกลั่นน้ำมันดิบหน่วยที่ 2 ในไตรมาส 3/63 รวมถึงราคาน้ำมันดิบที่ลดลงเช่นเดียวกัน


ณ วันที่ 30 กันยายน 2563 ESSO มีเงินสดสุทธิ 75.35 ล้านบาท และมียอดเงินกู้ยืมรวมจำนวน 29,355 ล้านบาท เปรียบเทียบกับ ยอดสิ้นปี 2562 จำนวน 26,943 ล้านบาท บริษัทยังคงรักษาแหล่งเงินทุนให้เพียงพอกับภาระผูกพันในการชำระเงินอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาสนี้ยอดเงินกู้ยืมระยะยาวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 7,625 ล้านบาท และยอดเงินกู้ยืมระยะสั้นลดลงเป็นจำนวน 21,730 ล้านบาท โดยไตรมาส 3/63 มีต้นทุนทางการเงิน 267.22 ล้านบาท


อย่างไรก็ตามปี 62 จนถึงงวด 9 เดือนปี 63 ทาง ESSO รายงานผลประกอบการมีผลขาดทุนสุทธิต่อเนื่อง โดยงวด 9 เดือนปี 63 รายงานผลขาดทุนสุทธิสูงถึง -8,344.30 ล้านบาท ซึ่งได้รับแรงกดดันจากการระบาดของ COVID-19  และล่าสุด ณ สิ้น งวด 9 เดือนปี 63 ยังมีขาดทุนสะสมสูงถึง -7,513.32 ล้านบาท ขณะที่สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 59,302.36 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 13,431.63 ล้านบาท

 

 

MINT เงินสดสุทธิ 17,308.33 ล้านบาท

และสุดท้าย MINT งวด 9 เดือนปี 63 บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน -1,745.24 ล้านบาท โดยมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการลดลง ของกำไรสุทธิงวด 9 เดือนปี 63 และการลดลงสุทธิที่เกี่ยวกับการแปลงค่าเงิน 14,660 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กระแสเงินสดจากการดำเนินงานมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยบริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกจำนวน 835 ล้านบาทในไตรมาส 3/63 จากที่เป็นลบจำนวน 2,580 ล้านบาท ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 63


MINT มีหนี้สินรวม 294,165 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 3/63 เพิ่มขึ้นจำนวน 125,849 ล้านบาท จาก 168,316 ล้านบาท ณ สิ้นปี 62 โดยมีสาเหตุหลักมาจาก 1.การเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมสุทธิจำนวน 25,877 ล้านบาท จากทั้งเงินกู้ยืมระยะสั้น และระยะยาวโดยส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ยืมเพิ่มเติมของเอ็นเอช โฮเทล กรุ๊ปเพื่อรักษาสภาพคล่องท่ามกลางการระบาดของโรค COVID-19  และ2.หนี้สินภายใต้สัญญาเช่าการเงิน 98,889 ล้านบาท จาก การบังคับใช้มาตรฐานการบัญชีTFRS16 และการรวมกลุ่มโรงแรมในทวีปยุโรป ซึ่งก่อนหน้านี้อยู่ภายใต้เครือ Boscolo โดยต้นทุนทางการเงินอยู่ที่ 6,054.70 ล้านบาท ขณะที่เงินสดสุทธิอยู่ที่17,308.33 ล้านบาท


อย่างไรก็ตามงวด 9 เดือนปี 63 ทาง MINT รายงานผลขาดทุนสุทธิสูงถึง -15,816.39 ล้านบาท ซึ่งได้รับแรงกดดันจากการระบาดของ COVID-19  แต่ล่าสุด ณ สิ้น งวด 9 เดือนปี 63 ยังกำไรสะสมสูงถึง 21,412.02 ล้านบาท ขณะที่สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 376,932.71 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 82,767.58 ล้านบาท

Share: