อยากมี “อาชีพอิสระ”...แล้วจะ ‘จัดการเงิน’ อย่างไรให้อยู่รอดได้ ?

ทำไม “อาชีพอิสระ” ถึงได้รับความสนใจของยุคนี้?

“ผู้ประกอบอาชีพอิสระ” มีความเป็นนายของตนเองคือ สามารถกำหนดงาน เวลาทำงาน และรายได้ด้วยตนเอง โดยเป็นงานที่มีการใช้ความคิด ความรู้และความสามารถของตนเองโดยตรง


“แต่อย่างไรก็ตาม การที่ตัดสินใจเลือก ‘ประกอบอาชีพอิสระ’ ก็ต้องยอมรับในความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของรายได้ กล่าวคือ บางเดือนมีรายได้สูงมาก บางเดือนมีรายได้น้อย หรือบางเดือนอาจจะไม่มีรายได้เลย เช่นนี้แล้วจึงมักจะมีคำถามในใจเสมอว่าจะอยู่รอดได้อย่างไร หรือจะมีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในระยะยาวหรือไม่ นอกจากนี้ ในกรณีที่เจ็บป่วยหนักจนไม่สามารถทำงานได้ ผู้ประกอบอาชีพอิสระก็ไม่มีสวัสดิการรองรับค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล และคุ้มครองรายได้ในกรณีไม่ได้ทำงาน”


ดังนั้น เราจะจัดการอย่างไรให้มีความเชื่อมั่นว่า การประกอบ “อาชีพอิสระ” ก็สามารถอยู่รอดได้ และสามารถจัดการวางแผนการทำงานได้ว่าต้องทำงานอีกนานแค่ไหน จึงจะอยู่ในจุดที่เพียงพอโดยมีแนวทางจัดการ ดังนี้

  1. มีใจรักในงานที่ทำ มีวินัยและมีความอดทนมากพอ โดยทำการวางแผนและกำหนดกลยุทธ์เพื่อหารายได้จากงานที่ทำให้มีรายได้สม่ำเสมอและมาจากหลายแหล่งรายได้ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงของแหล่งรายได้นอกจากนี้ ควรวางแผนทำงบประมาณล่วงหน้า ให้มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายในทุกเดือน

  2. ทำบัญชีแยกค่าใช้จ่ายระหว่าง ‘งาน’ และ ‘ส่วนตัว’ ออกมาให้ชัดเจน เพื่อให้ทราบว่า ผลกำไรจากการทำงาน คิดเป็นเท่าไหร่ (Profit margin) หากมีกำไรน้อยเกินไป อาจกลับไปพิจารณาราคาที่เหมาะสมในการรับงาน หรือลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของงานลงมา

“และในกรณีของกลุ่มอาชีพอิสระที่มีความไม่แน่นอนเรื่องรายได้สูง ก็ควรจะลดค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่ไม่จำเป็น เพื่อเป็นการลดภาระในช่วงที่ขาดรายได้จากงานที่ทำ”

 

 

  1. มีเงินเก็บไว้ในสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อเป็น ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’ ในยามที่รายได้ไม่เพียงพอ หรือไม่มีรายได้ เช่น บัญชีเงินฝากธนาคาร กองทุนตลาดเงิน หรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

 

สภาพคล่องสำรอง = ค่าใช้จ่ายจำเป็นต่อเดือน x (6 ถึง12 เดือน)

  1. บริหารความเสี่ยงในเรื่องความคุ้มครองสุขภาพโรคร้ายแรง และการขาดแคลนรายได้จากการทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยเลือกทำประกันให้เพียงพอและเหมาะสมกับรายได้ ตามหลักการของการวางแผนการเงินที่ดี

  2. เมื่อมีรายได้เข้ามา ทำการแบ่งเงิน ดังนี้

    • ค่าใช้จ่ายในงานที่ทำ เพื่อเก็บไว้เป็นทุนสำรองในการทำงานครั้งถัดไป

    • ค่าใช้จ่ายส่วนตัว แบ่งออกมาเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ และผันแปร

    • สร้างวินัยเก็บเงินออมและลงทุนอย่างน้อย 10 – 30 % ของรายได้ เพื่อเป็นการตอบโจทย์ลงทุนตามเป้าของตัวเองที่ต้องการโดยแบ่งเป้าหมายตามระยะเวลา ดังนี้

 

ระยะสั้น ในช่วง 1-3 ปี เช่น เตรียมเงินดาวน์รถยนต์ ดาวน์บ้านหรือเพื่อการท่องเที่ยว
ระยะกลาง ในช่วง 3-7 ปี   เช่น ทุนการศึกษา หรือเพื่อซื้อรถยนต์
ระยะยาว ตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป เช่น เงินที่จะใช้ยามเกษียณ

  1. เลือกก่อหนี้ที่จำเป็น และไม่ควรก่อหนี้ในสัดส่วนที่สูงเกินกว่า 50% ของทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ และภาระค่าผ่อนชำระก็ไม่ควรเกิน 30% ของรายได้เฉลี่ย

 


ประกอบ “อาชีพอิสระ”อีกนานแค่ไหน...จึงจะเพียงพอ
?

หากเราได้มี “การวางแผนการเงิน” ที่ดีตั้งแต่วันนี้ โดยมีการตั้งเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการอย่างชัดเจนมีวินัยในการเก็บออมและลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และมีการลงทุนได้อย่างเหมาะสม ก็จะทำให้รู้ว่า เราต้องทำงานหาเงินอีกเท่าไหร่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการจากแผนการเงิน และสามารถคาดการณ์ได้ว่า เมื่อไหร่ที่เราจะได้บรรลุครบตามทุกเป้าหมายที่ต้องการจึงจะเรียกได้ว่าอยู่ใน ‘จุดที่เพียงพอ’ สำหรับตัวเราเอง


นอกจากเรื่อง “แผนการเงิน” แล้ว ก็เป็นคำถามในใจเของเราเองว่า ...ยังมี ‘ใจ’ และ ‘พลังแรงกาย’ ที่จะประกอบอาชีพนี้อยู่หรือไม่ หากยังมีใจและมีแรง ก็จงสู้ในการเป็นผู้ประกอบ “อาชีพอิสระ” ที่เราเป็นนายของตนเองกันต่อไปค่ะ


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ [email protected],สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ  www.tfpa.or.th

Share: