“จับจังหวะลงทุน” ในหุ้นพื้นฐานดีอย่างมีสไตล์ไปกับ... ‘กอง K-STEQ’ !!!

การลงทุน “หุ้นไทย” ที่มี ‘พื้นฐานที่ดี’ เอง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยให้ปิดความเสี่ยงในการลงทุนอีกหนึ่งวิธี เพราะผลการดำเนินงานของบริษัทเหล่านี้จะมีการเติบโตที่ดี ซึ่งจะสะท้อนมาถึงราคาหุ้นให้มีความผันผวนน้อย


อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยเองมีความผันผวนค่อนข้างมาก นอกจากการเลือก ‘หุ้นพื้นฐานดี’ แล้ว การผสมผสานกับการ ‘จับจังหวะ’ ธีมการลงทุนและ ‘ระดับการถือเงินสด’ ให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดนั้นๆ ก็เป็นอีกกลยุทธ์ที่สามรถช่วยสร้างผลตอบแทนให้ได้เป็นอย่างดี


ซึ่งอย่างเช่นเคยในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จะนำเสนอข้อมูลกองทุนรายกองที่ได้รับการจัดอันดับ ‘มอร์นิ่งสตาร์ 5 ดาว’ มาแนะนำให้แก่นักลงทุนที่สนใจเช่นเคย


โดยในครั้งนี้จะพามารู้จักกับกองทุนรวมหุ้นไทยจาก ‘บริษัทหลักทรัพยจัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด’ นั่นก็คือ “กองทุนเปิดเคสตราทีจิค เทรดดิ้ง หุ้นทุน (K-STEQ)” นั่นเอง

 

 

“กอง K-STEQ” สร้างผลงานผ่าน...‘การเลือกหุ้น’ และ ‘จับจังหวะการลงทุน

ในบางการคัดเลือก “หุ้นพื้นฐานที่ดี” เอง ก็ค่อนข้างมีความยากและความซับซ้อนพอสมควร ด้วยการศึกษาเอกสารของบริษัทถึงการดำเนินธุรกิจ แหล่งที่มารายได้ กำไรสุทธิ เป็นต้น ทำให้การจะเฟ้นหาหุ้นรายตัวก็เป็นไปได้ยาก


จึงทำให้เกิดผลิตภัณฑ์การลงทุนชนิดหนึ่งอย่าง กองทุนรวมประเภทต่างๆ ขึ้น เพื่อมาตอบโจทย์สไตล์การลงทุน การรับความเสี่ยง ไปจนถึงผลตอบแทนของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกันออกไป


“หนึ่งในกลยุทธ์การจับจังหวะการลงทุน หรือปรับสัดส่วนของเงินสดกับหุ้น ในลักษณะที่นักลงทุนทั่วไปเรียกว่า ‘เทรดดิ้ง (Trading)’ นั้น กองทุนก็สามารถทำได้เช่นกันเพียงแต่คงไม่ถึงขนาดเดย์เทรดในความเข้าใจของนักลงทุนทั่วไปแต่ประการใด แต่ด้วย ‘อัตราส่วนหมุนเวียนการลงทุนของกองทุน (PTR)’ ย้อนหลัง 1 ปี ที่ 243.23% นั้น ก็สะท้อนได้ถึงสไตล์การลงทุนของ ‘กองทุน K-STEQ’ ได้เป็นอย่างดีว่าไม่ใช่ลักษณะของการซื้อมาถือยาวโดยไม่ทำอะไรแต่ประการใดอย่างแน่นอน แต่มีการหมุนเวียนหุ้นในพอร์ตอยู่พอสมควรเลยทีเดียว ซึ่งก็เป็นอีกสไตล์การลงทุนที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน”


สำหรับ ‘กองทุน K-STEQ’ ได้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2537 ซึ่งจนถึงปัจจุบัน (1 ธันวาคม 2563) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 641.85 ล้านบาท

 


“เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี พร้อมจับจังหวะธีมการลงทุนและระดับการถือเงินสดให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดในแต่ละช่วง เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไร และเนื่องจากจดทะเบียนอยู่ในกลุ่ม ‘กองทุนหุ้นทั่วไป’ จึงไม่มีข้อจำกัดในการลงทุนในหุ้น ดังนั้นกองทุนเองจึงมีการกระจายการลงทุนบางส่วนไปใน ‘หุ้นขนาดกลาง-เล็ก’ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นอีกด้วย”


ในขณะเดียวกองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน  (Efficient Portfolio Management)


โดยหลักทรัพย์ประเภทตราสารทุนแยกตามกลุ่มธุรกิจ 5 อันดับแรก (ณ วันที่ 30 ตุลาคม 63) ประกอบไปด้วย


-พลังงานและสาธารณูปโภค (ENERGY & UTILITIES)                     19.76%
-พาณิชย์ (COMMERCE)                                                                      9.51%
-ขนส่งและโลจิสติกส์ (TRANSPORTATION & LOGISTICS)              7.08%
-ธนาคาร (BANKING)                                                                          5.90%
-พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (PROPERTY DEVELOPMENT)                  5.88%
-หลักทรัพย์อื่นๆ (OTHERS)                                                                 39.85%

 

 ด้านผลงานย้อนหลังของ ‘กองทุน K-STEQ’ ย้อนหลัง 10 ปี (ณ วันที่ 30 ต.ค. 63) มีความผันผวนของกองอยู่ที่ 17.70% ต่อปี ใกล้เคียงกับตัวชี้วัดที่ 16.60% ต่อปี ส่วนในแง่ผลตอบแทนก็ถือว่าทำได้ไม่เลวนัก ตามกลยุทธ์ในการบริหารจัดการที่มุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัดอยู่ที่ 5.59% ต่อปี ในขณะที่ตัวชี้วัดอยู่ที่ 5.46% ต่อปี ซึ่งถือว่าการ Active Management ของกองทุนไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงให้กับกองทุนมากขึ้นแต่ประการใด แต่ยังสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มได้ตามที่คาดหวังได้ดีในระยะยาวอีกด้วย แต่อย่างไรก็ดีในช่วง5ปีกองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงสุดอยู่ที่ -38.76%


โดยผู้ที่สนใจจะลงทุนใน ‘กองทุน K-STEQ’’ นั้น การซื้อและขายคืนของหน่วยลงทุนนั้น มีมูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกอยู่ที่ 500 บาท เช่นเดียวกันกับมูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งถัดไปจะอยู่ที่ 500 บาท ส่วนระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน บริษัทจัดการจะจัดให้มีการชำระเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุนภายใน 3 วันทำการ (T+3) เริ่มนับตั้งแต่วันถัดไปจากการซื้อขาย


“นักลงทุนหรือผู้ที่กำลังมองหาโอกาสการลงทุนในหุ้นไทยที่มีพื้นฐานดี ที่มีการ ‘จับจังหวะ’ ในแต่ละช่วงให้เหมาะกับภาวะตลาดแล้ว ‘กองทุน K-STEQ’ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี ด้วยจำนวนเงินลงทุนที่ไม่สูงนักแต่สามารถกระจายการลงทุนได้หลักทรัพย์ที่หลากหลาย มีผู้จัดการกองทุนช่วยจับจังหวะลงทุนให้ ก็ทำให้ช่วยปิดความเสี่ยงได้และมีความคุ้มค่าในการลงทุนไม่น้อย”

Share: