4 หุ้นโรงไฟฟ้าไซส์กลาง SUPER กับการโตแบบอันลิมิต

กลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าถือเป็นหุ้นปลอดภัย (Defensive) จากปัจจัยที่เข้ามากระทบทั้งจากปัญหาต่างประเทศ การชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก หรือแม่แต่ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงปัญหาที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กระจายไปทั่วโลก ซึ่งกลุ่มธุรกิจอื่นๆต้องต่อสู่กับวิกฤตที่เข้ามาอย่างยากลำบาก แต่ในฐานะหุ้นปลอดภัย (Defensive) อย่างกลุ่มโรงไฟฟ้าไม่ได้สะดุดหรือได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงจากเหตุการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นแต่อย่างใด


โดยก่อนหน้านี้ ทาง Wealthy Thai ได้รวบรวมแนวทางการดำเนินธุรกิจของกลุ่มหุ้นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่กันไปแล้ว (https://www.wealthythai.com/web/contents/WT201200002?fbclid=IwAR32TbKeaqes0JZb0p9UWqxrxicRoqJi_8WwhYuahMm6HbL4mhB8MxxGwoQ)


ขณะเดียวกันในวันนี้ทาง Wealthy Thai อยากนำเสนอหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าไซส์กลาง จำนวน 5 หลักทรัพย์ที่มีมาร์เก็ตแคปเฉลี่ย 20,000-30,000 ล้านบาท และมีจำนวนผู้ถือหุ้นหลักหมื่นคน โดยบริษัทเหล่านี้มีแผนการลงทุน ประกอบกับแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งประกอบไปด้วย บริษัท ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SUPER,บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL,บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG,บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP,บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG

 

SUPER โตแบบอันลิมิต

เริ่มกันที่ SUPER ในฐานะที่เป็นหุ้นขวัญใจมหาชน โดยนายจอมทรัพย์ โลจายะ ประธานคณะกรรมการ SUPER เคยระบุไว้ว่า ผลการดำเนินงานมีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องในปี 63 และปี 64 โดยเชื่อว่าในปี 64 บริษัทจะมีรายได้ขึ้นไปแตะระดับ 10,000 ล้านบาท  เนื่องจากจากการรับรู้รายได้จากการขายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์(COD)ทั้งจากโรงไฟฟ้าเดิม และโรงไฟฟ้าใหม่ รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเวียดนามอีก 3 โครงการ มีกำลังการผลิตรวม 550 เมกะวัตต์ โดย COD ไปแล้วเมื่อเดือนธ.ค.63 ตามแผนที่วางไว้ จึงทำให้ SUPER มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 1,536 MW


นอกจากนี้ยังมีการทยอยรับรู้จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากขยะเพิ่มเติม ขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม (วินด์ฟาร์ม) ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 171 เมกะวัตต์ และ 250 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการเร่งก่อสร้างคาดว่าจะทยอย COD ได้ภายในปี 64 รวมทั้งการควบคุมประสิทธิการบริหารต้นทุนให้ดีขึ้น


ขณะที่บริษัท หลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าใน 64 บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวมขนาด 550MW แบบเต็มปีเป็นปีแรก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกำไรปกติให้เติบโตจากปี 63 ทุกไตรมาส จึงยังคงประมาณการกำไรปกติปี 64 ที่2,562 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 88% จากปี 63 และเติบโตต่อเนื่องในปี 65 ที่คาดว่ากำไรจะอยู่ที่ 2,720 ล้านบาท จากการเริ่มรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานลม รวม 4 โครงการ รวมขนาด 421MW ที่คาด COD ในไตรมาส4/64 ดังนั้นยังคงมุมมองบวกต่อหุ้นSUPER คาดกำไรปกติจะท าระดับสูงสุดใหม่ 3 ปี เป็นอย่างน้อย (2564 – 2566) จึงยังคงคำแนะน า “ซื้อ ที่ราคาเหมาะสม 1.47 บาท/หุ้น

 

GUNKUL ก้าวสู่อีกขั้นของรายได้

เป็นอีกหนึ่งหุ้นที่ธุรกิจไฟฟ้ากำลังเป็นที่เติบโตสร้างผลประกอบการเป็นกอบเป็นกำให้กับบริษัทมาต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม GUNKUL วางแผนการเติบโตในอนาคตด้วยการสรางโรงไฟฟ้าแห่งใหม่รวมถึงการเข้าซื้อโรงไฟฟ้าเดิมที่จ่ายไฟเข้าระบบแล้วทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยปัจจุบันนี้ GUNKUL มีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 600 MW และวางแผนไว้ว่าจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าให้ได้ 1,000 MW ในปี 65


โดยนางสาวโศภชา ดำรงปิยวุฒิ ในฐานะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คาดการณ์ว่าในปี 64 บริษัทมีความมั่นใจในศักยภาพการเติบโตของทั้งรายได้และกำไร จากโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม โดยปี 64 จะรับรู้รายได้เต็มปีจากการจ่ายไฟฟ้าเพิ่มทั้งในและต่างประเทศรวม 200 MW ขณะเดียวกันบริษัทขายโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Iwakuni ประเทศญี่ปุ่นขนาดกําลังการผลิตตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 75MW (กําลังการผลิตติดตั้ง 98MW)มูลค่า 9.9 พันล้านเยน หรือคิดเป็น 2.9 พันล้านบาท จะบันทึกกำไรจากธุรกรรมดังกล่าวประมาณ 1,100 ล้านบาท


ด้านบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด มีมุมมองเป็นบวกจากการขายโครงการดังกล่าว ประเมินเป็นการจัด financial structure เพื่อรองรับโครงการใหม่ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในไตรมาส 4/63 (ซึ่งทางบริษัทได้ขายโครงการ Utsunomiya 67MW และไปลงทุนในโครงการ Phong DienII และ Tan Chau กําลังการผลิตรวม 100MW ในเวียดนามซึ่งสามารถรับรู้รายได้ได้ทันที)


ทั้งนี้กําไรจากการทําธุรกรรมดังกล่าวสามารถรองรับการลงทุนโครงการใหม่เพิ่มเติมราว 150MW คาดสร้าง sentiment เชิงบวกให้กับหุ้นได้ ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในเวียดนาม และเมียนมากําลังการผลิตรวมราว 300-400MW ทั้งนี้เราอยู่ระหว่างปรับประมาณการและราคาเป้าหมายใหม่ จากเดิมแนะนํา “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 3.60 บาท

 

SPCG ความหวังอยู่ที่ EEC

ขณะที่หุ้น SPCG มีสตอรี่บวกใหม่เข้ามาล่าสุดคือประกาศลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ผ่านบริษัท SET Energy ขนาดไม่ต่ำกว่า 500MW อายุสัญญา 25ปี ในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ EEC 3 จังหวัด คือ ระยอง ฉะเชิงเทรา และ ชลบุรี โดยSPCG เข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนของ Mitsu ในบริษัท SET Energy ที่ 40% ทำให้ภายหลังจากการดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว SPCG จะมีสัดส่วนการลงทุนในบริษัท SET Energy ทั้งสิ้น 80% ส่วนอีก 20% เป็นของ PEA Encom ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นปัจจัยที่จะเข้ามาช่วยซัพพอร์ทการเติบโตของผลประกอบการให้กับบริษัท โดยจะเข้ามาเติมเต็มและเป็นส่วนเพิ่มชดเชยให้กับโครงการที่มีอยู่ในมือรูปแบบ Adder จะทยอยหมดอายุสัญญาไป


ด้านบริษัท หลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินว่าจากการประเมินเบื้องต้น ปี 64 คาดรายได้จะอยู่ที่ 5,500 ล้านบาท และกำไรปกติจะอยู่ที่ 2,500-2,800 ล้านบาท  ซึ่งได้แรงหนุนจากการเริ่มรับรู้รายได้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ EEC ขนาด 300MW ในช่วงครึ่งหลังของปี 64 เข้ามาชดเชยโครงการที่ Adder จะหมดทั้งหมด 5 โครงการ รวมขนาด 29MW และในปี 65 คาดรายได้และกำไรปกติจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดที่ 6,500 ล้านบาท และ 2,800 – 3,000 ล้านบาท มีโอกาสทำระดับสูงสุดใหม่ แม้จะหมดสัญญาการรับซื้อในรูปแบบ Adder ทั้งหมด 9 โครงการ รวมขนาด 53MW แต่กำลังการผลิตใหม่ที่เข้ามาจะช่วยชดเชยส่วนกำไรที่หายไปได้ทั้งหมด

 

BCPG มากความสามารถด้านพลังงาน

BCPG เป็นอีกหนึ่งหุ้นที่มีแผนงานการเติบโตต่อเนื่องในทุกๆปี โดยแผนการลงทุนของบริษัทเพื่อพัฒนาโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่จะเน้นการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าเดิมที่เคยจ่ายไฟเข้าระบบแล้ว แต่อย่างไรก็ตามยังมีโครงการที่ BCPG พัฒนาก่อสรางขึ้นเองโดยเฉพาะโครงการโซลาร์ ฟาร์มที่ประเทศญี่ปุ่น จำนวนหลายเมกะวัตต์ โดย BCPG วางแผนงานว่าในปี 64 กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และ ค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) ปี 64 เติบโต 30-40% เนื่องจากการเติบโตของโรงไฟฟ้าในพอร์ต โรงไฟฟ้าพลังน้ำ (hydro power plants) ในสปป.ลาว ที่คาดผลการดำเนินงานปี 64 จะดีขึ้น จากปีนี้ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานลม ได้รับประโยชน์จากการที่รัฐบาลประเทศฟิลิปปินส์ประกาศปรับขึ้นราคารับซื้อไฟฟ้าในประเทศ ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงการรับรู้รายได้เต็มปีจากการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และในปี 64 โรงไฟฟ้าโซลาร์ ฟาร์มที่ญี่ปุ่น 3 โครงการจะจ่ายไฟเข้าระบบรวมกันอีกกว่า 65MW

 

 

 

Share: