ยังไม่ตกรถ! รีบซื้อ 5 หุ้น SET50 Free float ต่ำรับเงินต่างชาติ

ในช่วงนี้พอร์ตการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยอย่างเราๆคงจะเขียวหวานชื่นกันแน่ๆ เพราะหลังจากเม็ดเงินในระบบของต่างชาติหมุนเวียนเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ในกลุ่มภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทยที่ได้รับผลดีนั้นไปด้วย ก็เพราะเงินต่างชาติเล็งเป้าหมายมาแล้วว่าจะมากอบโกยผลประโยชน์จากการลงทุนที่ตลาดหุ้นไทยพอจะมีให้ได้ นักลงทุนรายย่อยของไทยสมัยนี้มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนกันมากขึ้น จึงเข้าให้ซื้อดักหุ้นก่อนที่กระแสเงิน Fund Flow จะเข้ามาโดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม SET50 ซึ่งในกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มแรกๆที่เม็ดเงินต่างชาติจะวิ่งเข้าหาก่อน แต่อย่างไรก็ตามจะต้องดูธีมหรือนโยบายการลงทุนด้วยว่ากระแสเงินจะหมุนเวียนไปในทิศทางใด


ในช่วงเปิดศักราชปี พ.ศ.ใหม่กระแสเงินลงทุนต่างชาติก็ยังเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องมูลค่าต่อวันไม่มากก็น้อย ขณะเดียวนักลงทุนประเภทสถาบันในประเทศก็กลัวที่จะน้อยหน้าจึงใส่เงินลงทุนเพิ่มเข้ามาในกระดานอีก จึงทำให้หุ้นในดัชนี SET50 ตัวใหญ่ทะยานปรับเพิ่มขึ้นกันเป็นแถวๆ โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ที่มีการลงทุนประเภทธุรกิจแบตเตอรี่อย่าง EA และ GPSC โดยเฉพาะ EA ที่ราคาบวกเว่อร์วังอลังการมาก จากวันสุดท้ายของปี 63 ปิดตลาดที่ราคา 49.25 บาท จนกระทั่งล่าสุดในวันที่ 6 ม.ค. 64 ปิดตลาดที่ราคา 62 บาทต่อหุ้น


แต่อย่างไรก็ตามทาง Wealthy Thai ได้รวบรวมกลุ่มหุ้นใน SET50 จำนวน 5 บริษัท ที่มี  Free float ต่ำและราคาหุ้นยังไม่ได้รับการตอบรับจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติมากเท่าที่ควร หรือพูดง่ายว่าคือราคาหุ้นยังวิ่งตามเพื่อนๆไม่ทัน จึงทำให้ราคาหุ้นยังมีอัพไซด์ต่อราคาเป้าหมายอยู่พอสมควร ได้แก่  บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC,บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG, บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP,บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA, บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC


โดยเริ่มลงรายละเอียดกันที่หุ้น BJC โดย BJC เป็นหนึ่งในหุ้นขนาดใหญ่ที่อิงต่อการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ และเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่คาดว่าจะได้รับความสนใจจากกระแสเงินทุนต่างชาติ แต่อย่างไรก็ตามราคาหุ้นในรอบ 1 เดือนยังลดลงกว่า 5.41% ดังนั้นจึงเป็นจุดให้สังเกตว่าเม็ดเงินลงทุนต่างชาติยังไม่ไหลเข้า BJC โดย BJC มี หรือ Free float สัดส่วน 26.14% หากนักลงทุนต่างชาติเข้าก็จะสามารถช่วยดันราคาหุ้นให้ขยับไปได้


ทั้งนี้หากมองพื้นฐานของ BJC บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ในปี 64จะมีกำไร 4,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อน เพราะกำลังซื้อมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น รวมถึงการจัดเตรียมงบประมาณจากภาครัฐซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจเวชภัณฑ์ อีกทั้งคาดว่าการท่องเที่ยวในประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นในปี 64 จึงแนะนำ "ซื้อ" ประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ 43 บาทต่อหุ้นทำให้ยังมีอัพไซด์ราคาหุ้นอยู่ที่ 22%


ขณะที่ CBG หุ้นเครื่องดื่มขนาดใหญ่ที่มีแผนจะโค่นแชมป์เครื่องดื่มชูกำลังยักษ์ใหญ่ของไทย โดย 9 เดือนแรกของปี 63 สามารถทำกำไรสุทธิได้ 2,651 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าทั้งปี 62 ที่ทำกำไรสุทธิได้ 2,506 ล้านบาทไปแล้ว โดย CBG มี Free float สัดส่วน 26.36% ซึ่ง CBG เป็นหุ้นที่น่าสนใจและอยู่ในเรดาห์ของรักลงทุนต่างชาติ


ทั้งนี้บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า คุณเสถียร เศรษฐสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ CBG เผย outlook ของ CBG มีประเด็นสำคัญว่า แนวโน้มกำไร 4/63 น่าจะเติบโตกว่าปีก่อน และจะเติบโตกว่าไตรมาส3/63จากความต้องการทั้งภายในและต่างประเทศ จากการทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง


สำหรับปี 64 ตั้งเป้ารายได้ในประเทศเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% และต่างประเทศเติบโตไม่ต่ำกว่า 25% ผ่านการขยายช่องทางการจัดจำหน่าย โดยรุกตลาดใหม่ เน้นช่องทางโมเดิร์นเทรดมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะออกสินค้าใหม่และออกสินค้าภายใต้แบรนด์ Woody C+Lock แต่จะเป็นกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวกับความสวยงาม มั่นใจว่า Woody C+Lock จะเติบโตดีต่อเนื่อง ตั้งเป้างบลงทุนที่ 300 ล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิตของขวดแก้วเพิ่มอีก 300 ล้านขวดต่อปี และกระป๋องอีก 300 ล้านกระป๋องต่อปี คาดตั้งเสร็จช่วง ม.ค. 64


ส่วนประเด็นศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยผลทดสอบปริมาณปริมาณวิตามินซีในเครื่องดื่มผสมวิตามินซี จำนวน 47 ตัวอย่าง ที่วางจำหน่ายทั่วไปในตลาด จะเห็นได้เครื่องดื่มผสมวิตามินซี ที่มีปริมาณวิตามินซีสูงสุด 5 อันดับ คือ 1) Woody C+Lock รสเลมอน  2) Woody C+Lock รสส้ม 3) C-Vitt รสเลมอน 4)C-Vitt รสส้ม และ 5) C-Vitt เจลลี่ รสเลมอน  โดยปัจจุบัน Woody C+Lock มีวางจำหน่ายในต่างประเทศแล้ว 4 ประเทศ อย่างไรก็ตามการที่ CBG ได้เผยแนวโน้มผลประกอบการปี 64โดยรายได้เติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ฝ่ายวิเคราะห์กำหนดคำแนะนำ "ซื้อ" ประเมินราคาเป้าหมายไว้ที่ 181 บาทต่อหุ้น


ด้าน SCGP ธุรกิจแพ็กเกจจิ้งที่เป็นลูกรักของของ SCC ซึ่งมีส่วนช่วยสรางผลกำไรเป็นกอบเป็นกำให้กับหุ้นแม่อย่าง SCC ซึ่งในช่วงภาวะการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 การที่ผู้คนหยุดชะลอการเดินทางท่องเที่ยว การทำงานแบบ work from home และการที่ภาครัฐขอให้ประชาชนร่วมมืออยู่บ้าน ซึ่งเป็นผลดีต่อพัสดุวัสดุประเภทแพ็กเกจจิ้งต่างๆให้มียอดใช้เพิ่มสูงขึ้น เพราะการจัดส่งสินค้า หรือการสั่งอาหารก็ล้วนแล้วแต่ต้องใช้แพ็กเกจจิ้งเป็นหลักอยู่แล้ว โอกาสของธุรกิจ e-commerce เสมือนเป็นจุดที่ให้ SCGP สามารถเรียกเม็ดเงินลงทุนต่างชาติได้ โดยปัจจุบันมี Free float สัดส่วน 29.51%


โดยบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด ระบุว่า ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวของบริษัทตาม New economy ที่เกิดขึ้นทั้งการเติบโตตามเทรนด์ e-commerce และ การขนส่งอาหาร ซึ่งสำหรับตลาด e-commerce ใน SEA คาดจะเติบโตเฉลี่ย 25% ต่อปีใน 63-67 และส่งผลบวกไปถึงตลาดของบรรจุภัณฑ์สำหรับ e-commerce ใน SEA ที่คาดจะเติบโตเฉลี่ย 14% ต่อปีในช่วงเวลาเดียวกัน ด้านของประเทศไทยเองคาด e-commerce จะเติบโตเฉลี่ย 23% ต่อปี และการเติบโตเฉลี่ยของตลาดของบรรจุภัณฑ์สำหรับ e-commerce อยู่ที่ 17% โดยประเทศมีอัตราการเข้าถึง e-commerce ยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วในหลายๆประเทศ (9-27%) โดยคิดเป็นแค่เพียง 3% ของยอดค้าปลีกทั้งหมด ในเทรนด์ที่สองเรื่องของการส่งอาหารสำหรับในประเทศไทยคาดจะขยายตัวต่อปีที่ 14% จึงยังคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 48 บาท


สำหรับ TOA เป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่หลายคนในประเทศรู้จัก และเป็นที่หมายปองการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะช่วยดันราคาได้ โดยทาง TOA มี Free float สัดส่วน 25.02%  สำหรับในแง่ปัจจัยพื้นฐานบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดว่าแนวโน้มปี 64-65 คาดจะกลับมาเติบโต มีการเปิดตัวโมเดลธุรกิจใหม่ “MEGA PAINT Warehouse” ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและบริการจากทีโอเอครบวงจร และ ยกระดับบริการงานช่างมาตรฐานใหม่ “WHO Service” ด้วยโซลูชั่นงานการก่อสร้างและซ่อมแซมบ้าน คาดจะมีกำไรที่เติบโตเฉลี่ย 8% สู่ระดับ 2,429 ล้านบาท ในปี 65 ทั้งนี้ TOA มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีเงินสดในมือ และ เงินลงทุนระยะสั้นสูง 6,365 ล้านบาท ผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกปี 63 จ่ายปันผลมากขึ้นเป็น 0.27 บาท ครึ่งหลังปี 63 คาดกำไรจะดีขึ้นจากครึ่งปีแรก เราคาดจะจ่ายปันผลเพิ่มเป็น 0.28 บาท รวมจ่ายปันผลกำไรปี 63 เท่ากับ 0.55 บาท คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทน 1.6% แนะนำ "ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมาย 40 บาทต่อหุ้น


ส่วน DTAC ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาอาจจะมีเรื่องของการที่เครือข่ายให้บริการล่มในการลงทะเบียนใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งของรัฐบาล และมีความเสี่ยงทำให้ผู้ใช้บริการย้ายค่าย แต่อย่างไรก็ตามทาง DTAC ได้ชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบไปแล้ว DTAC ยังพอมีปัจจัยที่จะทำให้นักลงทุนสถาบันเข้ามาซื้อขายด้วยการที่มี Free float สัดส่วน 29.37%


สำหรับแนวโน้มในอนาคต DTAC บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด ประเมินว่า กำไรปกติในไตรมาส4/63 จะอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน เพราะนโยบายการลดต้นทุนเชิงรุก โดยมองว่าต้นทุนการดำเนินงานจะลดลง 12% จากปีก่อน หนุนจากต้นทุนค่าธรรมเนียม (regulatory costs) ที่ลดลง ทั้งนี้หากกำไรไตรมาส4/63 ใกล้เคียงกับที่คาด จึงมองว่า DTAC จะจ่ายเงินปันผล 100% ของกำไรในปี 63 ซึ่งเทียบเท่าผลตอบแทนเงินปันผลที่สูงถึง 8% จากระดับราคาปัจจุบัน โดยบริษัทไม่เปิดเผยจำนวนผู้ใช้บริการที่ได้รับผลกระทบจากการลงทะเบียนคนละครึ่ง แต่บริษัทคาดว่าผลกระทบจะไม่รุนแรง ดังนั้นคาดว่าผลกระทบต่อกำไรไตรมาส 4/63จึงไม่มีนัยสำคัญ กำหนดคำแนะนำ "ซื้อ" ซึ่งให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 64 บาท

 

 

Share: