3 หุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ราคากำลังวิ่งสู่โลกแห่งอนาคต

หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าพูดถึงกลุ่มนี้นักลงทุนคงจะนึกถึง DELTA แต่ก็ยังมีหุ้นตัวอื่นๆ ที่ล่าสุดเห็นว่าราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงเช่นเดียวกัน โดยหุ้นกลุ่มนี้ต่างเคลมกันกันว่าเป็นหุ้นแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตตามพลังงานสะอาด ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมโทรคมนาคมอีกด้วย


ล่าสุดจากกระแส Blue Wave ที่ทางพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งวุฒิสภารอบสองในรัฐจอร์เจีย ก็มีหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายของนายโจ ไบเดน อย่างพวก Green Energy และพวกรถ EV อิเล็กทรอนิกส์  ยานยนต์ รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะมีมากขึ้น


สำหรับหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดหุ้นไทยก็มีหลายๆตัว แต่ที่น่าจับตาไม่แพ้ DELTA ก็คงจะเป็น  3 หุ้น ที่ล่าสุดราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง ทั้ง บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT ตามด้วย บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA และ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE

 

SMT จ่อปันผลครั้งแรกในรอบ 10 ปี

เริ่มจาก บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT ดำเนินธุรกิจรับจ้างผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งหากย้อนกลับไปดูในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (60-62) กำไรสุทธิค่อนข้างผันผวน โดยปี 60 ขาดทุนสุทธิสูงถึงระดับ -545.89 ล้านบาท ต่อมาปี 61 มีกำไรสุทธิ 70.42 ล้านบาท ส่วนปี 62 มีผลขาดทุนสุทธิอีกครั้งที่ -39.37  ล้านบาท แต่ล่าสุดงวด 9 เดือนปี 63 มีกำไรสุทธฺแล้วจำนวน 49.10  ล้านบาท ซึ่งถือเป็ฯการตอกย้ำผลประกอบการที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน


SMT  เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง เนื่องจากยังไม่อยู่ใน Coverage ของเรา จึงไม่มีการศึกษาข้อมูลในเชิงลึก ซึ่งนักลงทุนต้องใช้วิจารณญาณในการลงทุนมากกว่าปกติ โดย  SMT เป็นผู้ประกอบการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำของประเทศ เดิมรายได้หลักมาจากการผลิตและส่งออก HDD แต่ด้วยอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างต่ำจึงเลิกธุรกิจนี้ไปพร้อมกับโรงงานได้รับผลกระทบหนักจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 จึงเป็นโอกาสปรับปรุงโรงงานและหาธุรกิจอื่นที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ในระยะยาว”นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว


สัดส่วนรายได้ในปี 2562 มาจากธุรกิจออบติกส์ (Optics) 37% รายได้จาก Box Build สัดส่วน 13% และรายได้จาก IC packaging 50% ขณะที่ปี 2563 คาดสัดส่วนรายได้กลุ่มออบติกส์ที่ 30% รายได้จาก Box Build ที่ 13% และรายได้จาก IC packaging ที่ 57%


เริ่มเห็นสัญญาณการพลิกฟื้นผลประกอบการเป็นกำไรชัดเจนครั้งแรกในปี 2563 นับตั้งแต่เกิดเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 เนื่องจากสินค้าใหม่ที่มีความเป็น High technology และเป็นกระแสของโลกอนาคตมากขึ้น และสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้นได้สูงกว่า 20% จากอดีตที่ต่ำกว่า 10%


SMT เริ่มมีผลการดำเนินงานพลิกมาเป็นกำไรในไตรมาส 2/63 จำนวน 37 ล้านบาท และเร่งตัวขึ้นเป็น 43 ล้านบาท ในไตรมาส 3/63 ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 4/63 คาดว่าจะเป็นไตรมาสที่มีรายได้สูงที่สุด แต่มีค่าใช้จ่ายผลตอบแทนพนักงานทำให้ SG&A เพิ่มขึ้น ดังนั้นคาดกำไรสุทธิที่ราว 35 ล้านบาท (แบบบวกลบ)


ขณะที่ทิศทางปี 64 บริษัทคาดรายได้ ไม่น้อยกว่า 2,600 ล้านบาท เติบโต 30% จากปี 63 ได้ปัจจัยหนุนจากสินค้าใหม่และลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มออบติกส์ที่ใช้ทางโทรคมนาคม รวมถึงระบบ Sensor สำหรับรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไร้คนขับซึ่งมี LiDar เป็นลูกค้าใหม่ของบริษัท บริษัทคาดรายได้กลุ่มนี้เติบโต 42% จากปี 63 โดยส่วนใหญ่มากจากกลุ่มยานยนต์ตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 20%

 

ขณะที่อัตรากำไรสุทธิเราคาดเบื้องต้นที่เลขหลักเดียวช่วงสูง ที่ 7 – 9% โดยเราคาดกำไรสุทธิปี 2564 เบื้องต้นที่ 182 – 234 ล้านบาท เติบโต 116 – 180% จากปี 2563 ที่คาดกำไรที่ราว 84 ล้านบาท และปี 2564 อาจจ่ายเงินปันผลได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2554

 

อย่างไรก็ตามที่คาดการณ์กำไรปกติที่ 182 – 234 ล้านบาทดังกล่าว คิดเป็น EPS ปี 2564 ที่ 0.22 – 0.28 บาท ที่ราคาปัจจุบันซื้อขายที่ PER2564 ต่ำเพียงราว 12 เท่า ต่ำกว่าหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กฯ ที่เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ไม่ต่ำกว่า 30 เท่าดังนั้นประเมินมูลค่าเบื้องต้นแบบ Conservative ด้วย PER เพียง 20 เท่า ได้ราคาเหมาะสมเบื้องต้นที่ 4.40 – 5.60 บาท  


นอกจากนี้ยังมีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มธุรกิจของ SMT ที่เป็นสินค้า High value มากขึ้น มีความพร้อมด้วยโรงงานที่ใหม่ และทันสมัยจากการปรับปรุงหลังน้ำท่วมใหญ่ ขณะที่สินค้าเป็นกระแสของโลกที่มีความต้องการสูง เช่น กลุ่มออบติกส์ และ Sensors ที่ใช้ได้ทั้งในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม, Data center, Cloud services, EV Car, ยานยนต์ไร้คนขับ และโรงไฟฟ้า รวมถึงยุด New normal ที่ทำให้คนทำงานที่บ้านมากขึ้น ความต้องการ Gadget ทางด้าน IT สูงขึ้น หนุนธุรกิจ Box Build และ IC Packaging และยังมี Valuation ค่อนข้างต่ำมาก

 

ความเสี่ยง: รายได้ที่มาจากลูกค้าใหม่ยังมีความไม่แน่นอนเรื่องความต่อเนื่องของคำสั่งซื้อซึ่งอาจทำให้ประมาณการกำไรคลาดเคลื่อนได้ อย่างไรก็ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้นทุกบาทล้วนช่วยเพิ่มการประหยัดต่อขนาดทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลงทั้งสิ้น เนื่องจากผ่านการลงทุนใหญ่ไปหมดแล้ว, ค่าเงินบาทแข็งค่า

 

HANA รับ 5G หนุนผลงาน

ทางด้าน HANA ผู้ให้บริการผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็คทรอนิกส์แบบครบวงจร (Electronic Manufacturing Service-EMS) โดยกำไรสุทธิช่วง 3 ปีย้อนหลังก็มีความผันผวนเช่นเดียวกัน โดยปี 60 มีกำไรสุทธิ 2,887.73  ล้านบาท หลังจากนั้นปี 61 กำไรสุทธิลดลงเหลือ 2,375.22 ล้านบาท ส่วนปี 62 ลดลงมาอยู่ที่ 1,804.58  ล้านบาท แต่ล่าสุดงวด 9 เดือนปี 63 มีกำไรสุทธิแล้ว 1,206.06  ล้านบาท


“เราคาดการณ์ว่าเทคโนโลยี 5
G จะเป็นปัจจัยสนับสนุนหลักในการเติบโตของ  HANA  เนื่องจากบริษัทฯมีสัดส่วนรายได้หลักมาจากสินค้าในอุตสาหกรรม Telecom (ประมาณ 30% ของรายได้รวม) International Data Corporation (IDC) ประเมินว่ายอดขาย Smartphone ทั่วโลกจะกลับมาเติบโตได้ประมาณ 3.4% ต่อปี ตั้งแต่ช่วงปี 64-67 (เทียบกับอัตราการเติบโตที่ลดลง 3.3% ต่อปี ในช่วงปี 59-63)  สาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีจาก 4G เป็น 5G ส่งผลให้ความต้องการเปลี่ยน Smartphone เพิ่มขึ้น โดย IDC คาดการณ์ว่าสัดส่วน smartphone 5G ในปี 2020 อยู่ที่ 19% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 36% ในปี 64 โดยในปี67 จะอยู่ที่ 58%” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว


สำหรับ HANA เป็นหนึ่งในบริษัทอิสระชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นผู้ให้บริการผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็คทรอนิกส์แบบครบวงจร (Electronic Manufacturing Service – EMS) บริษัทฯ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ และมีฐานการผลิต 6 แห่ง โดยมีที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยคือที่จังหวัดลำพูนและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประเทศจีนในเมืองเจียซิง สหรัฐอเมริกาในรัฐโอไฮโอ และประเทศกัมพูชาในจังหวัดเกาะกง


ลักษณะผลิตภัณฑ์สามารถจำแนกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่1. ผลิตภัณฑ์ PCBA ผลิตโดยบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) มีโรงงานตั้งอยู่ที่จังหวัดลำพูน และบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส์ (เจียซิง) จำกัด โดยมีโรงงานตั้งอยู่ที่เมืองเจียซิง ประเทศจีน และบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส์ (กัมพูชา) จำกัด โดยมีโรงงานตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา

 

2.ผลิตภัณฑ์ IC มีการประกอบและทดสอบการทำงานโดยบริษัท ฮานา เซมิคอนดักเตอร์ (อยุธยา) จำกัด โดยมีโรงงานตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และที่โรงงานเจียซิง ประเทศจีน 3. ผลิตภัณฑ์ Liquid Crystal on Silicon (LcoS) ผลิตโดยบริษัท ฮานา เทคโนโลยี อิงค์ จำกัด มีโรงงานตั้งอยู่ที่รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา และบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส์ (กัมพูชา) จำกัด โดยมีโรงงานตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา

 

ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรม Semiconductor มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในปี 64 โดย World Semiconductor Trade Statistics (WSTS) คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรม Semiconductor โลก ในปี 64 จะเติบโต +8.4% จากปีก่อน สอดคล้องกับการคาดการณ์ของผลิตภัณฑ์ Wafer ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตชิ้นส่วน Semiconductors และเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตของ  HANA  มี โดย Bloomberg คาดการณ์ Base case มูลค่าตลาดของ Wafer ในปี 64 จะเติบโต +7% จากปีก่อน และอาจจะเติบโต +9% จากปีก่อน หากเป็นไปตามการคาดการณ์ของ Gartner อย่างไรก็ตาม Bloomberg มองกรณี worst case ไว้ที่ -5% จากปีก่อน


ดังนั้นประเมินกำไรปกติปี 63 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,633 ล้านบาท เติบโต +11.1% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเราประเมินอัตรากำไรขั้นต้นในปี 63 อยู่ที่ 13% (9 เดือนอยู่ที่ 14.2%) เปรียบเทียบกับปี 62 ที่ 11.4% ในขณะที่กำไรสุทธิปี 63 จะอยู่ที่ 1,553 ล้านบาท ลดลง 13.9% จากปีก่อน เนื่องจากในปี 62 บริษัทมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 334 ล้านบาท


ส่วนไตรมาส 4/63 เราคาดการณ์กำไรปกติ 313 ล้านบาท ปรับตัวลดลง -31.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ ลดลง14.4% จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากค่าเงินบาทแข็งค่า ส่งผลให้เราปรับประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นลงมาอยู่ที่ 9.9% ลดลงมากจาก 12.6% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงจาก 11.9% ในไตรมาสก่อน


อย่างไรก็ตามเราประเมินรายได้สกุลเงินบาทอยู่ที่ 5,216 ล้านบาท เติบโต +6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต +8.4% จากไตรมาสก่อน และรายได้สกุลเงินดอลลาห์สหรัฐอยู่ที่ 174 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้น +1.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ +16.0% จากไตรมาสก่อน มีปัจจัยสนับสนุนจากในช่วงไตรมาส 3/63 ลูกค้าของบริษัทฯใช้สินค้าคงคลังไปจำนวนมาก ทำให้ในช่วงไตรมาส4/63 ลูกค้าต้องการทำซื้อสินค้าคงคลังจำนวนมากเข้ามาทดแทน รวมถึงอีกปัจจัยหลักที่สนันบสนุนการเติบโตของรายได้มาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศจีนเป็นหลัก ทำให้สินค้ากลุ่มรถยนต์และมือถือมียอดขายเติบโตได้เป็นอย่างดี


ขณะที่ประเมินกำไรปกติปี 64 ที่ 1,781 ล้านบาท เติบโต +9% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกลุ่ม Auto ที่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในช่วงปลายปี 63 ขณะที่อุตสาหกรรม Smartphone มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นมาจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีจาก 4G เป็น 5G ส่งผลให้ความต้องการเปลี่ยน Smartphone เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อบริษัทฯ เนื่องจากบริษัทมีรายได้จากกลุ่ม Telecom ประมาณ 30%


อย่างไรก็ตามเรามองว่าค่าเงินบาทยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กดดันการเติบโตของบริษัทฯ โดยเราประเมินรายได้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 664 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต +8% จากปีก่อน ซึ่งหากเปลี่ยนเป็นสกุลบาทจะอยู่ที่ 19,934 ล้านบาท เติบโต +3.7% จากปีก่อน และเราประเมินอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 12.8% ลดลงจากปี 63 ที่ 13%


ดังนั้นเราประเมินราคาเหมาะสมปี 64 ที่ 40 บาท คำแนะนำหุ้น  HANA  ถือ จากแนวโน้มกำไรสุทธิที่จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังจากโรคระบาด Covid-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กลับมาเติบโตได้ รวมถึงอีกปัจจัยหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเครือข่ายมือถือจาก 4G เป็น 5G ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ความต้องการซื้อมือถือมากขึ้น โดย  HANA  เป็นบริษัทที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดในกลุ่ม Electronic ของประเทศไทย เนื่องจาก  HANA  มีรายได้จากกลุ่มธุรกิจ Telecom ประมาณ 30% อย่างไรก็ตามการแข็งค่าของค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐกระทบต่อรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทโดยตรงทำให้ผลการดำเนินงานของ  HANA  ถูกกดดัน


ส่วนปัจจัยเสี่ยง 1. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน  2. สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน   3. เศรษฐกิจชะลอตัว  4. การล่าช้าของเทคโนโลยี 5G

 

KCE แรงหนุนจากอุปสงค์ PCB

และสุดท้าย KCE ผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ PCB ซึ่งเป็นแผ่น Epoxy Glass ที่มีสื่อนำไฟฟ้า เช่น ตะกั่ว ทองแดงเคลือบอยู่ และผลิตแผ่น PCB หลายชั้น ซึ่งเป็นชิ้นส่วนพื้นฐานสำคัญในการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคม อุตสาหกรรมยานยนต์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกชนิด


ในช่วง 3 ปี ย้อนหลัง กำไรสุทธิค่อนข้างผันผวนเช่นเดียวกัน โดยปี 60 มีกำไรสุทธิ 2,544.50 ล้านบาท หลังจากนั้นปี 61 กำไรสุทธิลดลงมาอยู่ที่ 2,014.87  ล้านบาท ส่วนปี 62 กำไรสุทธิถือว่าอยู่ในระดับต่ำเพียง 934.49  ล้านบาท ล่าสุดงวด 9 เดือนปี 63 มีกำไรสุทธิแล้ว 746.21 ล้านบาท


โดย บริษัท หลักทรัพย์ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ได้แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 60 บาท เนื่องจากมองว่า อุปสงค์ PCB ดีขึ้น โดยคาดว่ารายได้ของ KCE จะเติบโตที่ เฉลี่ย 14% ใน 64-65 เพราะได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ PCB สำหรับยานยนต์ที่แข็งแกร่งเกินคาด


ขณะที่ต้นทุนของสารเคมีและ CCL เป็นปัจจัยเสี่ยงต่ออัตรากำไร แต่ฝ่ายบริหารคาดว่าประสิทธิภาพและการลดต้นทุนที่ดีขึ้นจะช่วยบรรเทาความกดดัน ดังนั้นด้วย EPS จะเฉลี่ยอยู่ที่ 35% ใน 63-65 จึงปรับเพิ่มคำแนะนำ KCE เป็น “ซื้อ” ด้วยราคาเป้าหมายที่สูงขึ้นเป็น 60 บาท


ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัดระบุว่า ประเมินกำไรสุทธิปี 63 ของ KCE คาดอยู่ที่ 1,203 ล้านบาท เติบโตจากปี 62 ที่อยู่ 934.49  ล้านบาท ส่วนปี 64 คาดมีกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่นที่ 2,035 ล้านบาทโดยปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2563-64 ขึ้น 24.0% และ 31.6% จากเดิม สะท้อนธุรกิจหลักฟื้นตัวเร็วกว่าคาดมาก ทั้งในด้านรายได้รวมและประสิทธิภาพการทำกำไร


โดยภายหลังปรับเพิ่มประมาณการ คาดกำไรสุทธิปี 2563 จะเพิ่มขึ้นถึง 28.7% จากปีก่อน และปี 64 คาดโตสูงถึง 69.1% จากปี 63 เนื่องจากธุรกิจยานยนต์โลกฟื้นตัวชัดเจน จนเกือบเช้าสภาวะปกติแล้ว หนุนแนวโน้มรายได้รวมปี 2564 เติบโต 15.0% จากปี 63 นอกจากนี้ KCE ยังเน้นผลิตสินค้าที่มี margin สูงมากขึ้น ได้แก่ แผ่น PCB ประเภท HDI และลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง หนุนแนวโน้ม gross margin ปี 2563-64 ฟื้นตัวมาที่ 22.5% และ 27.5% ตามลำดับ

 

 

 

Share: