รีบช้อปปิ้ง 5 หุ้นส่งออกอาหาร เตรียมวิ่งรับบาทอ่อนค่า-ตรุษจีน

ณ ขณะนี้คงจะเป็นช่วงเวลาที่นักลงทุนกำลังหาธีมการลงทุนให้กับตัวเองว่าจะเล่นธีมการลงทุนแนวไหน และจะเลือกลงทุนแบบไหน หลังจากในช่วงที่ผ่านมาหุ้นอย่างกลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มพลังงาน กลุ่มปิโตรเคมี หรือแม้กระทั่งกลุ่มธนาคารพาณิชย์ รวมถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์บางตัวที่มีการเข้าไปเก็งกำไรเพื่อรับเงินปันผล เพราะรับกระแสเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ และกระแสเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ


ทั้งนี้ทาง Wealthy Thai ได้ลองค้นข้อมูลมาให้กับนักลงทุนดูว่าตอนนี้ยังมีหุ้นกลุ่มไหนที่จะเป็นธีมให้นักลงทุนได้เข้าลงทุนบ้าง และสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ได้ประเมินไว้ คือกลุ่มหุ้นส่งออกอาหาร ที่ขณะนี้จะได้รับแรงหนุนจากทิศทางของค่าเงินดอลลาร์กำลังกลับทิศทางมาแข็งค่า และจึงทำให้เงินบาทอ่อนค่าได้ ประกอบกับใกล้จะเป็นช่วงเทศกาลวันตรุษจีน กลุ่มหุ้นส่งออกอาหารในจุดเองจึงอาจจะจังหวะให้กับนักลงทุนเข้าลงทุน


โดยกลุ่มหุ้นส่งออกอาหารได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF,บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG,บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT,บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN,บริษัท เอเชี่ยนซี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN โดยหุ้นกลุ่มเหล่านี้อาจจะเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนได้อีกกลุ่มหนึ่งนอกเหนือจากหุ้นกลุ่มอื่นๆ ขณะเดียวกันราคาหุ้นในกลุ่มนี้เองถือว่ายัง laggard กว่าหุ้นกลุ่มอื่นๆและขึ้นน้อยกว่าตลาด


บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มองหุ้นกลุ่มนี้ว่า กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร มีปัจจัยบวกจากการที่ราคาเนื้อหมูใน 3 ประเทศมีการปรับตัวขึ้นแรงใน่ชวงปลายเดือน ธ.ค. ต่อเนื่องมาในเดือน ม.ค. โดยราคาหมูในประเทศไทยปรับตัวขึ้นทั้งในกรุงเทพฯมาที่ 78 บาท/กก. และในต่างจังหวัดมาที่ระดับ 80 บาท/กก. ซึ่งเมื่อเทียบกับต้นทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ระดับ 55-60 บาท/กก. (แม้ต้นทุนราคาวัตถุดิบจะปรับขึ้น) เป็นระดับที่มีอัตรากำไรสูง และคาดราคาหมูในประเทศจะยืนระดับสูงได้ต่อเนื่องจากการเข้าสู่เทศการตรุษจีน, อากาศที่ร้อนส่งผลต่ออุปทาน และอุปสงค์ที่ฟื้นตัว


ขณะที่ในด้านของราคาหมูในจีนปรับตัวขึ้นกว่า 25% มาที่ระดับ 37 หยวน/กก. ใกล้เคียงระดับสูงสุดปี 63 ที่ 40 หยวน/กก. และสถิติสูงสุดที่ 42 บาท/กก. หนุนโดยอุปสงค์ที่ฟื้นตัว สำหรับด้านของราคาหมูในเวียดนามเองปรับตัวขึ้น 12% และคาดจะฟื้นตัวต่อเนื่องจากอุปทานที่ตึงตัวขึ้นหลังจากก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการรายเล็กมีการปล่อยอุปทานเข้ามาในตลาดจาก ASF ในจุดนี้ทำให้มองว่าจากราคาหมูที่ปรับตัวขึ้นมา และมีแนวโน้มจะยืนในระดับสูงได้ต่อเนื่องน่าจะหนุนให้ทั้ง CPF และ TFG เทรดในระดับ PER ที่สูงขึ้นใกล้กับหรือสูงกว่าระดับ PER เฉลี่ยในระยะยาว รวมถึงเรายังคงชอบกลุ่มไก่จากการฟื้นตัวของราคาไก่และปริมาณการส่งออก เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ทั้ง CPF, TFG และ GFPT


ด้านของบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มองในมุมเดียวกันว่า ขณะนี้ราคาสุกรหน้าฟาร์มในไทยล่าสุดอยู่ที่ 80 บาท/กก. สูงสุดในรอบ 6 ปี จากการเปิดชายแดนส่งออกไปยังประเทศกัมพูชามากขึ้น ซึ่งส่งผลบวกต่อ TFG และ CPF ที่มีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจสุกรในไทย 30% และ 10% ของรายได้รวม ขณะที่ราคาสุกรหน้าฟาร์มในประเทศเวียดนามปรับเพิ่มขึ้นกว่า 12% มาอยู่ที่ 7.5หมื่นดอง/กก. หรือ 100 บาท/กก. ส่งผลบวกให้ CPF และ TFG ที่มีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจสุกรในเวียดนาม 10% และ 3% ของรายได้รวม


ขณะที่ราคาสุกรหน้าฟาร์มในประเทศจีนปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 34.80 หยวน/กก. หรือ 160 บาท/กก.ซึ่งก็จะส่งผลบวกต่อ CPF ที่มีธุรกิจในจีน ซึ่งสาเหตุหลักมาจากปัญหาสุกรที่ขาดแคลนในภูมิภาคเอเชีย เพราะการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาของสุกรที่จีนและเวียดนามที่ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง และยังไม่มีวัคซีนเข้ามารักษา หนุนแนวโน้มราคาสุกรยืนสูงต่อเนื่องในปี 64 


โดยแนะนำ ซื้อ TFG มูลค่าราคาเหมาะสม 6.20 บาทต่อหุ้น โดย PER อยู่ที่ 13 เท่า จากแนวโน้มกำไรปกติปี 63-64 จะเติบโต 43.5% และ 3% เพราะธุรกิจสุกรยังดีต่อเนื่อง และแนะนำ "ซื้อ" CPF มูลค่าเหมาะสมที่ 42 บาทต่อหุ้น มีค่า PER 9เท่า จากกำไรสุทธิปี 63-64 ที่เติบโต 32.8% และ 4.7% จากธุรกิจส่งออกสุกร และส่งออกไก่ฟื้นตัว คาดได้อัตราเงินปันผลกว่า 3% ต่อปี


ขณะที่ หุ้น SUN บริษัท หลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ "ซื้อ"  โดยกำหนดราคาเป้าหมาย 6.35 บาทต่อหุ้น SUN เป็นบริษัทผู้ผลิต จัดจำหน่าย และส่งออกข้าวโพดหวานแปรรูปอันดับ 1 ของประเทศ โดยในปี 2562 บริษัทมีสัดส่วนรายได้ในประเทศ อยู่ที่ 13% ขณะที่รายได้จากการส่งออกอยู่ที่ 86% โดยรายได้ในช่วง 9 เดือนอยู่ที่ 1,979 ล้านบาท เติบโต 42% จากปีก่อน เพราะผลพลอยได้จาก COVID-19 ทำให้อุปทานในโลกลดลง ขณะที่อุปสงค์เพิ่มสูงขึ้นจากเทรนด์รักสุขภาพ และเน้นบริโภคสินค้าที่สามารถเก็บไว้ในบ้านได้ ส่งผลต่อรายได้ส่งออกสูงให้ขึ้น ทำให้สินค้าของบริษัทเป็นที่รู้จักมากขึ้น ขณะที่ประสิทธิภาพการปลูกข้าวโพดหวานสูงขึ้น ทำให้มีผลผลิตต่อไร่มากขึ้น ประกอบกับปัญหาภัยแล้ง และแมลงระบาดที่เกิดขึ้นในปี 2562 หมดลง รวมถึงเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงจากปีก่อนทำให้รับรู้รายได้เป็นเงินบาทสูงขึ้น


โดยคาดรายได้ในปี 64 ที่ 2,997 ล้านบาท เติบโต 15.3% จากปีก่อน โดยเพิ่มขึ้นจากรายได้ส่งออกที่คาดเติบโต 11.4% ทั้งจากทั้งลูกค้ารายใหม่ และลูกค้ารายเก่า ประกอบกับการรุกตลาดใหม่ๆในยุโรป และตะวันออกกลาง ประกอบกับรายได้ในประเทศคาดจะเติบโตสูง 38% จากกลุ่มสินค้าพร้อมรับประทานที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งจะเห็นรายได้ของกลุ่มนี้ชัดเจนมากขึ้นในปี 64


ด้านหุ้น ASIAN บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด คงคำแนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 14.70 บาท อิง PERปี 64  ที่ 9.7 เท่า โดยปรับเพิ่มจากเดิมที่ 13.20 บาท ทั้งนี้มองแนวโน้มการดำเนินงานไตรมาส 4/63 ยังมีความต้องการจากธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงยังมีแนวโน้มดีกว่าปีก่อนและมีลูกค้ารองรับจนถึงไตรมาส1/64 รวมถึงการสำรองอาหาร และธุรกิจอาหารแช่แข็ง ยังมีอัตรากำไรที่ดีจากการปรับปรุงสินค้าให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มมากขึ้น และปรับกำไรสุทธิปี 64มาที่ 825 ล้านบาท เพื่อสะท้อน ผลิตภัณฑ์ของบริษัทเป็นที่รู้จักจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้น และการสามารถปรับปรุงปัญหาคอขวดในขบวนการผลิต รวมถึงการบริหารต้นทุนที่ดี


โดยแนวโน้มอาหารแปรรูปดีต่อเนื่องจากการกลับมาสำรองอาหาร ภาพรวมธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงในปีนี้จะเติบโตด้วยปริมาณคำสั่งซื้อที่มีต่อเนื่องจากลูกค้าทั้งใน UK, US รวมถึงคำสั่งซื้อจากลูกค้ารายใหญ่รายใหม่ในญี่ปุ่น โดยธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (ประมาณ 40% ของรายได้รวม) ได้มีลูกค้ารองรับไปจนถึง 1Q21 และมีมาร์จิ้นที่สูงระดับ 16-25% กลุ่มอาหารแช่แข็ง (32% ของรายได้รวม) อัตรากำไรขั้นต้นยังมีแนวโน้มดีที่ 10% จากระดับปกติเดิมของอาหารแช่แข็งที่ 5-9% เพราะการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้มีมูลค่าเพิ่ม ขณะที่กลุ่มอาหารสัตว์น้ำ (16% ของรายได้รวม)จะอ่อนตัวลงเล็กน้อยในไตรมาส4/63 เนื่องจากเข้าสู่ช่วงอากาศเย็น ซึ่งการเลี้ยงกุ้งจะลดน้อยลง ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์ Tuna (12% ของรายได้รวม) ได้ประโยชน์จากสำรองอาหารแปรรูปเพราะโควิดกลับมาระบาด


สำหรับหุ้น GFPT บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ประมาณการว่ากำไรหลักปี 64 จะเติบโตเป็นเลขหลักเดียวแล้วค่อยขยายตัวสูงขึ้นในปี 65 เนื่องจากปี 64 มีกำลังการผลิตไก่แปรรูปทรงตัวจะทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 63 เพราะอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรเก่าเป็นตัวใหม่ และคาดว่าราคาไก่ส่งออกและในประเทศจะขยับขึ้นไม่มาก ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์สูงขึ้น จึงประเมินอัตรากำไรขั้นต้นปี 64 ไว้ใกล้เคียงกับปี 63


ส่วนปี 65 จะมีกำลังการผลิตไก่ปรุงสุกเพิ่มขึ้น โดยผลิตเต็มที่ได้ตั้งแต่ไตรมาส3/65 เป็นต้นไป ทำให้รายได้และอัตรากำไรจะดีขึ้น ปัจจุบันประมาณการกำไรหลัก ปี 64ไว้ที่ 1.28 พันล้านบาท และในปี 65 จะอยู่ที่ 1.43 พันล้านบาท โดยคงคำแนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐานไว้ที่ 15.40 บาท โดยอิงกับ Core P/E ปี 2021F ที่ 15 เท่า และคาดการณ์ปันผล ปี 64 ไว้ที่ 2.2%

Share: