หวัง ‘วัคซีนต้าน COVID-19’ พลิกฟื้นวิกฤตเศรษฐกิจโลก !!!

“หุ้นญี่ปุ่น” ในปีนี้ก็ยังบวกได้อีก 5.36% ต่อเนื่องจากในปีก่อนที่ +18.52% ท่ามกลางวิกฤติ COVID-19 ที่รุมเร้า เรียกว่า...ไม่กลัวการแพร่ระบาดเลย


“ทองคำ” หลังเศรษฐกิจพลิกฟื้น ราคาก็ถูกหุ้นแซงหน้ากันไป ปัจจุบันอยู่ที่ 1,860 ดอลลาร์ ค่อนข้างผันผวน แต่ตลาดก็ยังมีมุมมองเป็นบวกอยู่


วันนี้ ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจของ 2 สินทรัพย์นี้มาฝากกัน

 

“ราคาทอง” ยังผันผวน...แต่ยังมีแรงหนุนจาก ‘ดอลลาร์อ่อน’-‘ดอกเบี้ยติดลบ’

โดย “นาวิน อินทรสมบัติ” Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย จำกัด มองว่า ราคาทองคำมีความผันผวนสูง ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาด รวมถึงประเด็นทางการเมืองในหลายภูมิภาค ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยหนุนให้ปิดบวกได้กว่า 25% ในปีที่ผ่านมา สำหรับระยะถัดไปราคาทองคำยังคงมีแรงหนุนจากการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเข้าสู่ภาวะติดลบ ทำให้ต้นทุนในการถือครองทองคำลดลง รวมถึงปัจจัยความไม่แน่นอนต่างๆ ในขณะที่ปัจจัยกดดันหลักยังเป็นเรื่องความคืบหน้าในการอนุมัติใช้วัคซีน

 

(คุณนาวิน อินทรสมบัติ)

 

 

“บริษัทเตรียมจ่ายปันผล ‘กองทุนเปิดเค โกลด์-A ชนิดจ่ายเงินปันผล (K-GOLD-A(D))’ สำหรับรอบผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. - 31 ธ.ค. 20 ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย และ ‘กองทุนเปิดเค ญี่ปุ่น หุ้นทุน (K-JP)’ สำหรับรอบผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. - 31 ธ.ค. 20 ในอัตรา 0.30 บาทต่อหน่วย โดยทั้ง 2 กองทุนมีกำหนดจ่ายปันผลพร้อมกันในวันที่ 14 ม.ค. 20 รวมมูลค่าทั้งสิ้น 217.82 ล้านบาท”


สำหรับ ‘กองทุน K-GOLD-A(D)’ ใช้กลยุทธ์การบริหารผ่านกองทุนหลัก ‘SPDR Gold Trust’ ที่เน้นลงทุนในทองคำแท่งเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำแท่งในตลาดโลก โดยกองทุนมีการจ่ายปันผลนับตั้งแต่จัดตั้ง รวมทั้งสิ้น 21 ครั้ง เป็นเงิน 5.55 บาทต่อหน่วย และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยอยู่ที่ 6.68% ต่อปี

 

แนะจับตาสถานการณ์ ‘ญี่ปุ่น’ อย่างใกล้ชิด...ก่อนจะเข้าลงทุน

สำหรับเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นยังฟื้นตัวอย่างช้าๆ เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ในขณะที่รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมกว่า 13% ของ GDP โดยหวังเยียวยาเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวได้ดีขึ้น ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนยังต้องจับตาสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดในประเทศญี่ปุ่น และประเทศคู่ค้าหลักๆ รวมถึงนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯที่จะมีต่อญี่ปุ่นในระยะถัดไป


“กองทุน K-JP ใช้กลยุทธ์การบริหารผ่านกองทุนหลัก ‘Schroder International Selection Fund Japanese Equity, Class A Acc​’ ที่เน้นลงทุนในหุ้นบริษัทชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีปัจจัยพื้นฐานที่ดี มีความสามารถทางการแข่งขันสูง และมีการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยผู้บริหารกองทุนหลักจะไม่จำกัดหมวดหมู่ของอุตสาหกรรมหรือขนาดของบริษัท เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการลงทุนสูงสุด”


ทั้งนี้ กองทุนมีการจ่ายปันผลนับตั้งแต่จัดตั้ง รวมทั้งสิ้น 10 ครั้ง เป็นเงิน 2.85 บาทต่อหน่วย และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยอยู่ที่ 2.79% ต่อปี


ทั้งนี้แนะนำให้ผู้ลงทุนมีสัดส่วนการลงทุนใน ‘ทองคำ’ 5-10% ของพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง ส่วนใครที่สนใจจะลงทุน ‘หุ้นญี่ปุ่น’ แนะนำให้ประเมินสถานการณ์ก่อนเข้าลงทุน ซึ่งทั้ง 2 กองทุนจาก บลจ.กสิกรไทย ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกให้กับนักลงทุนที่สนใจได้ไม่มากก็น้อย

Share: