4 บิ๊กแคป หุ้นรับเหมาไทย กับความหวังที่ฝากไว้กับงานภาครัฐ

ในช่วงปี 63 ที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มรับเหมาถือเป็นอีก 1 กลุ่ม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 แม้จำนวนงานในมือจะไม่ได้หายไปไหน แต่การระบาดของ COVID-19 ทำให้ไม่สามารถส่งมอบงานได้ จึงเป็นปัญหาในการรับรู้รายได้ของหุ้นกลุ่มดังกล่าว ดังนั้นพอมาถึงปี 64 ก็เกิดการระบาดของของ COVID-19 อีกครั้ง จะทำให้หุ้นกลุ่มนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง เราไปหาคำตอบด้วยกันเลย


สำหรับหุ้นกลุ่มรับเหมาเจ้าหลักๆในตลาดหุ้นไทยและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง อย่างบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK, บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD, บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน)  หรือ STEC และบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ UNIQ ซึ่งบริษัทเหล่านี้ล้วนแต่ได้รับโครงการขนาดใหญ่จากภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง


หุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ในตลาด คือ CK, ITD, STEC, UNIQ ปี 2563 ที่ผ่านมาจะมีผลประกอบการที่น่าผิดหวังหนัก คือ 1.) CK เหลือ Backlog น้อย  2.) ITD มีปัญหาภาระหนี้ที่สูง ภาระเงินลงทุนที่สูงในโครงการทวาย และโปแตซ รวมถึงบริษัทลูกในอินเดีย ถูกกระทบจาก Covid-19 หนัก 3.) STEC มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำ จากต้นทุนที่มากกว่าประมาณการ  และ  4.) UNIQ อัตรากำไรขั้นต้นลดต่ำลง แนวโน้มปี 2564 คาดผลประกอบการจะฟื้นตัว แต่ผลประกอบการจะยังไม่เด่น และ มีความไม่แน่นอนสูง  โดยปีก่อนยังไม่มี Backlog ใหม่เข้ามาเติมมากนัก” นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว


พร้อมยังบอกอีกว่า ในปี 2564 โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีความคืบหน้า กำลังอยู่ในขั้นตอนประมูล หรือ เตรียมเปิดประมูล คือ  1.) รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ศูนย์วัฒนธรรมฯ-บางขุนนนท์ 1.27 แสนล้านบาท เปิดประมูลแบบ PPP แล้ว ปัจจุบันกำลังรอศาลปกครองสูงสุดพิจารณา ซึ่งหากมีการล้มประมูล และ ออก TOR ใหม่ ก็คาดจะเปิดประมูลในปีนี้


2.) รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ 1 แสนล้านบาท เตรียมจะเปิดประมูลในส่วนงานโยธาประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ประมาณเดือน ก.พ. นี้  3.) รถไฟทางคู่สายใหม่ เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ 8.5 หมื่นล้านบาท ได้ออกร่าง TOR บนเวบไซต์ของรฟท. แล้ว คาดเตรียมเปิดประมูลได้ในครึ่งแรกปี 2564  และ4.) รถไฟทางคู่สายใหม่ บ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม 5.5 หมื่นล้านบาท ได้ออกร่าง TOR บนเวบไซต์ของ รฟท. แล้ว และ ครม. ได้เห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืนในแนวรถไฟแล้ว คาดเปิดประมูลได้ในปี 2564 นี้ 

 

รถไฟทางคู่สายใหม่ จะส่งผลบวกต่อรับเหมาขนาดใหญ่

ทั้งนี้ประเมินว่ารถไฟทางคู่สายใหม่ 2 เส้นทาง แบ่งเป็นไม่กี่สัญญา และ แต่ละสัญญามีมูลค่าสูง  คือ สาย เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ มูลค่าโครงการ 85,345 ล้านบาท มี 3 สัญญา มูลค่าแต่ละสัญญาระหว่าง 2-2.6 หมื่นล้านบาท  สาย บ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม มูลค่าโครงการ 55,453 ล้านบาท มี 2 สัญญา มูลค่าแต่ละสัญญาณ 2.7-2.8 หมื่นล้านบาท  ทำให้บริษัทรับเหมาขนาดใหญ่ในตลาด คือ CK, ITD, STEC, UNIQ มีความได้เปรียบ  ซึ่งการประมูลรถไฟทางคู่ก่อนหน้านี้ปรากฏว่า แต่ละสัญญาณมีมูลค่าต่ำไม่ถึงหมื่นล้านบาท ทำให้มีบริษัทรับเหมาขนาดเล็ก จับมือกับรับเหมาจีน เข้ามาแข่งขันด้านราคาสูง  ดังนั้นการประมูลรถไฟทางคู่สายใหม่ 2 เส้นทาง คาดการแข่งขันด้านราคาจะน้อยลง

 

เปิดคาดการณ์ผลงานประกอบการ

โดยนักวิเคราะห์บอกอีกว่า ขณะนี้ประเมิน CK ในปี 63 จะรายงานกำไรสุทธิ 917  ล้านบาท ลดลง -48% จากปีก่อน ส่วนปี 64 จะมีกำไรสุทธิ 1,712 ล้านบาท เติบโต 87% โดยเลือก CK เป็น Top Pick แต่เป็นลักษณะเก็งกำไรตามข่าวงานประมูลเป้าหมาย 24 บาท


ITD ประเมินว่าปี 63 จะมีผลขาดทุนสูงถึง -1,022 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ระดับ -37 ล้านบาท แต่ปี 64 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 317 ล้านบาท โดยแนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 1.60 บาท ขณะที่ STEC ประเมินว่าปี 63 จะมีกำไรสุทธิ 764 ล้านบาท ลดลง -49% จากปีก่อน แต่หลังจากนั้นปี 64 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ  1,110 ล้านบาท เติบโต 45% จากปี 63 โดยให้คำแนะนำเก็งกำไร ราคาเป้าหมาย 18.00 บาท และสุดท้าย UNIQ ประเมินว่าปี 63 จะมีกำไรสุทธิ 284 ล้านบาท ลดลง 61% แต่หลังจากนั้นคาดว่าปี 64 จะมีกำไรสุทธิ 399 ล้านบาท เติบโต 40%จากปี 63 โดยแนะนำให้ ถือ เป้าหมาย 5.50 บาท


หุ้นกลุ่มรับเหมาจะมีประเด็นความเสี่ยงที่ทำให้ปีนี้ยังผันผวน คือ ความล่าช้าของงานประมูล  การแพร่ระบาดของCovid-19กระทบแรงงานต่างด้าว  ต้นทุนเหล็กเส้นเริ่มปรับตัวสูงขึ้น


ส่วนทางด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาระบุว่า เราคิดว่าการที่ COVID-19 กลับมาระบาดอีกรอบในเดือนที่แล้วจะส่งผลกระทบต่อผู้ รับเหมา งานเสาเข็มและฐานราก จากการขาดแคลนแรงงานต่างด้าว (แรงงานต่างด้าวไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 แล้ว) แม้ว่าจะมีการเลื่อนเปิดโครงการใหม่ ๆ ออกไป ซึ่งหากปัญหานี้ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงครึ่งหลังปี 64 ก็จะทำให้ความสามารถของผู้ รับเหมา ในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ (รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน, รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน) ลดลง


ทั้งนี้ เรายังคงให้น้ำหนักหุ้นกลุ่ม รับเหมา ก่อสร้างที่ Neutral โดยเราชอบ CK เพราะ จะมีรายได้ equity income เพิ่มขึ้นจาก CKP เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบจากปรากฎการณ์ El Nino  และ  backlog มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากโอกาสที่จะชนะประมูลโครงการรถไฟทางคู่เฟสที่สอง และโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้


ทั้งนี้ไตรมาส 1/64 เป็นจังหวะดีที่จะติดตามความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก, รถไฟทางคู่สองเส้นทาง และรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ โดยเราเชื่อว่าศาลตัดสินคดีรถไฟฟ้าสายสีส้มภายในเดือนมกราคม 2564 โดย รฟม. จะปฏิบัติตามคำสั่งศาล และเดินหน้าพิจารณาผลการประมูลและเซ็นสัญญาในไตรมาส 3/64


ในขณะเดียวกัน เราก็คาดว่าจะมีการออก TOR โครงการรถไฟทางคู่เฟสที่สอง (เด่นชัย  เชียงราย - เชียงของ, บ้านไผ่ - นครพนม เนื่องจาก เราพบว่ามีการโพสต์ร่าง TOR บนเว็บไซต์แล้วตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2563 ทั้งนี้ เรามองว่า CK และ ITDมีโอกาสสูงที่จะชนะประมูลโครงการดังกล่าวเพราะมีประสบการณ์ในการก่อสร้างอุโมงค์ สำหรับโครงการรถไฟฟ้ามาแล้ว


นอกจากนี้ เรายังคาดว่าจะมีการออก TOR ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (มูลค่า 7.7 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นสัญญางานก่อสร้างใต้ดิน 4 ฉบับ, เส้นทางยกระดับ 1 ฉบับ และงานวางรางอีกหนึ่งฉบับ) ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 และน่าจะเซ็นสัญญาโครงการนี้ได้ภายในสิ้นปี 2564

 

Share: