จับตา OR หุ้นไอพีโอสุดฮอต

กลุ่มปตท. เป็นเครือบริษัทด้านพลังงานและปิโตรเคมีรายใหญ่ของประเทศไทย นำโดยบริษัทแม่อย่าง PTT หรือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบธุรกิจก๊าซธรรมชาติและน้ำมันปิโตรเลียมครบวงจร ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศด้านพลังงาน และธุรกิจเทคโนโลยีและวิศวกรรม นอกจากนี้ PTT ยังมีรายได้จากการลงทุนผ่านบริษัทในกลุ่มด้วย โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้


1. ธุรกิจสำรวจและผลิต บริษัท

บริษัทปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP


2.ธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR


3.ธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, บริษัท ไออาร์พีซี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC และ บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT Tank)


4.ธุรกิจไฟฟ้าและสาธารณูปโภค

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC


จะเห็นได้ว่าในเครือปตท. มีบริษัทที่บริษัทธุรกิจด้านพลังงานตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และบริษัทในกลุ่มเกือบทั้งหมดได้แปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว เหลือเพียง OR  และ PTT Tank เท่านั้น ซึ่งล่าสุด PTT มีแผนจะนำ OR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) และได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลและหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงาน ก.ล.ต. และได้รับการอนุมัติแล้วในปี 2563 ทำให้ถูกจับตามองจากนักลงทุน และเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่หุ้น OR จะเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์


วันนี้ Wealthy Thai จึงขอพาผู้อ่านทุกท่านมาทำความรู้จักกับหุ้น OR หรือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ให้มากขึ้น

 

ธุรกิจปั๊มน้ำมันและค้าปลีก

สำหรับความเป็นมาของ OR เดิมบริษัทเป็นหน่วยงานที่ดูแลธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกใน PTT ก่อนที่ปี 2561 จะถูกโอนย้ายธุรกิจตลอดจนหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องมาจัดตั้งเป็น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) โดยมีฐานะเป็นบริษัทแกน (Flagship Company) ของกลุ่ม ปตท. เพื่อดูแลธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ ธุรกิจกาแฟ ร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ร้านสะดวกซื้อ และการบริหารจัดการพื้นที่


โดยธุรกิจและแบรนด์ภายใต้การดูแลของ OR เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยเป็นอย่างดี เช่น สถานีบริการน้ำมัน “PTT Station” ซึ่งปัจจุบันมีสาขารวม 2,297 สาขา, คาเฟ่อเมซอน ปัจจุบันมีสาขารวม 3,440 สาขา และร้านสะดวกซื้อ จิฟฟี่ และ 7-Eleven ภายใน PTT Station มีสาขารวมทั้งหมด 2,046 สาขา (หมายเหตุ : จำนวนสาขารวมในประเทศและต่างประเทศ, ข้อมูลจากเว็บไซด์ https://investor.pttor.com/th)


นอกจากนี้ OR ยังมีแบรนด์ที่ได้รับสิทธิอนุญาตแต่ผู้เดียวในประเทศไทย คือ เท็กซัส ชิคเก้น, แบรนด์ที่ได้รับสิทธิมาสเตอร์แฟรนไชส์ในประเทศไทย ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ และแบรนด์ที่เป็นเจ้าของ เพิร์ลลี่ ที

 

รายได้มาจากอะไรบ้าง

สำหรับสัดส่วนรายได้ของ OR จะมาจาก 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจน้ำมันสัดส่วนรายได้ 91.3%, ธุรกิจต่างประเทศสัดส่วนรายได้ 5.1% และธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) สัดส่วนรายได้ 3.2% (ข้อมูลสิ้นสุด 27 ก.ค. 63)


รายได้ย้อนหลัง 3 ปี

ปี 2560                    รายได้ 550,717.6 ลบ.            กำไรสุทธิ 12,671.1 ลบ.         อัตรากำไรสุทธิ 2.3%

ปี 2561                    รายได้ 599,173.9 ลบ.            กำไรสุทธิ 9,493.1 ลบ.           อัตรากำไรสุทธิ 1.6%

ปี 2562                    รายได้ 583,393.0 ลบ.            กำไรสุทธิ 10,895.8 ลบ.         อัตรากำไรสุทธิ 1.9%

9 เดือน ปี 63              รายได้ 319,308.41 ลบ.          กำไรสุทธิ 5,868.5 ลบ.           อัตรากำไรสุทธิ 1.8%

 

 

การลงทุนในอนาคต

OR ระบุในแบบแสดงรายการข้อมูลและหนังสือชี้ชวนถึงแผนการลงทุนระหว่างปี 2563-2567 ดังนี้ ธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน “PTT Station” บริษัทมีแผนจะเปิดสถานีบริการน้ำมันใหม่ประมาณ 137 แห่งต่อปี โดยจะรักษาสัดส่วนระหว่างสถานีบริการน้ำมันประเภท DODO (Dealer Owned Dealer Operated) ต่อสถานีบริการน้ำมันประเภท COCO (Company Owned Company Operated) ในประเทศให้อยู่ที่สัดส่วนประมาณ 80% ต่อ 20% นอกจากนี้ บริษัทมีแผนจะบำรุงรักษาและปรับปรุงสถานีบริการน้ำมันเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยวางแผนค่าใช้จ่ายในการลงทุนเป็นจำนวน 19,532.7 ล้านบาท โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 ได้มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นแล้วจำนวน 1,048 ล้านบาท


ธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) บริษัทมีแผนจะขยายเครือข่ายร้านค้าปลีกอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของอุปสงค์ในตลาด โดยปี 2564-2567 มีแผนจะเปิดร้านคาเฟ่อเมซอนประมาณ 429 แห่งต่อปี และจะรักษาสัดส่วนระหว่างร้านคาเฟ่อเมซอนที่เป็นร้านค้าแฟรนไชส์ต่อร้านคาเฟ่อเมซอนประเภท COCO เป็นสัดส่วนประมาณ 80.0% ต่อ 20.0% สำหรับร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่น ๆ บริษัทมีแผนจะเปิดร้านอาหารเท็กซัส ชิคเก้น จำนวน 40 แห่งต่อปี โดยหลักจะเป็นการเปิดร้านอาหารประเภท COCO และร้านอาหารฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ จำนวน 35 แห่งต่อปี มีสัดส่วนระหว่างการเปิดร้านอาหารฮั่วเซ่งฮงติ่มซำที่เป็นร้านค้าแฟรนไชส์ต่อร้านอาหารฮั่วเซ่งฮงติ่มซำประเภท COCO ในสัดส่วนประมาณ 17.0% ต่อ 83.0% นอกจากนี้ บริษัทมีแผนจะขยายเครือข่ายร้านสะดวกซื้ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ และร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven รวมถึงมีแผนจะขยายธุรกิจการบริหารจัดการพื้นที่ของบริษัทด้วย


ทั้งนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะลงทุนเพื่อเพิ่มความหลากหลายของธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ โดยนำเสนอแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ หรือบริการใหม่ๆ ซึ่งการลงทุนดังกล่าวอาจรวมถึงการลงทุนในรูปแบบของการควบรวมกิจการ (Merger & Acquisition) หรือการจัดตั้งบริษัทร่วมค้า (Joint Venture) เป็นต้น โดยบริษัท ได้วางแผนค่าใช้จ่ายในการลงทุนเป็นจำนวน 19,700.7 ล้านบาท โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 ได้มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นแล้วจำนวน 446.0 ล้านบาท


ธุรกิจต่างประเทศ บริษัทกำลังลงทุนในโครงการเพื่อพัฒนาธุรกิจต่างประเทศ โดยปี 2564-2567 มีแผนจะเปิดสถานีบริการน้ำมันแห่งใหม่ในต่างประเทศประมาณ 71 แห่งต่อปี โดยวางแผนค่าใช้จ่ายในการลงทุนเป็นจำนวน 15,433.6 ล้านบาท และ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2463 ได้มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นแล้วจำนวน 231.7 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าจะรักษาสัดส่วนระหว่างสถานีบริการน้ำมันประเภท DODO ต่อสถานีบริการน้ำมันประเภท COCO เป็นสัดส่วนประมาณ 80.0% ต่อ 20.0% อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการลงทุนรวมที่คาดการณ์ไว้สำหรับสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวจะมีจำนวนประมาณ 530.0 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ บริษัทยังวางแผนค่าใช้จ่ายในการลงทุนเป็นจำนวนประมาณ 670.0 ล้านบาทต่อปี เพื่อขยายเครือข่ายร้านค้าปลีกในต่างประเทศ

 

ข้อมูลเสนอขายไอพีโอ

ส่วนรายละเอียดการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ OR จะเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวนไม่เกิน 3,000,000,000 หุ้น หรือคิดเป็น 25% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วหลังไอพีโอ ซึ่งประกอบด้วย หุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายต่อประชาชนเป็นการทั่วไป 2,610,000,000 หุ้น (รวมการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ PTT เฉพาะกลุ่มที่มี Pre-emptive Rights จำนวนไม่เกิน 300,000,000 หุ้น) และหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) 390,000,000 หุ้น


ส่วนราคาพาร์อยู่ที่ 10 บาท และมี บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน


โดยผู้ถือหุ้นเดิมของ PTT ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น (Pre-emptive Ratio) ของ OR เบื้องต้นจะอยู่ที่ประมาณ 95 หุ้นสามัญของ PTT ต่อ 1 หุ้น OR โดยสงวนสิทธิที่จะเสนอขายและจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้น PTT ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น ทั้งนี้ กำหนดให้วันที่ 5 ม.ค. 64 เป็นวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น PTT (Record Date) ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้นไอพีโอของ OR แล้ว หากตอนนี้นักลงทุนอยากได้หุ้นของ OR ต้องรอวันเปิดจองซื้อหุ้นไอพีโอเท่านั้น

 

วัตถุประสงค์การใช้เงิน

OR มีแผนจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ไปขยายธุรกิจในปี 2564-2567 ดังนี้ ขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT station, ขยายธุรกิจสำหรับการตลาดพาณิชย์ในกลุ่มธุรกิจน้ำมัน, ลงทุนคลังเก็บผลิตภัณฑ์และศูนย์กระจายสินค้าธุรกิจน้ำมัน, ขยายเครือข่ายร้านค้าปลีก, ลงทุนในธุรกิจต่างประเทศ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ หรือใช้ชำระคืนเงินกู้ยืม (ถ้ามี)


นับเป็นไอพีโอที่น่าจับตาที่สุดในปี 2564 ต้องรอติดตามกันว่า OR จะกำหนดราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอเท่าไหร่ และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายในปีนี้ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้หรือไม่

 

Share: