BPP กับโอกาสเติบโตครั้งใหม่ ด้วยแผนพัฒนาพลังงานสะอาด

หุ้นโรงไฟฟ้ากลับมาอยู่ในกระแสนิยมกันอีกครั้งสำหรับนักลงทุน เพราะถือว่าเป็นหุ้นที่ Defensive เนื่องจาก แม้จะมีการระบาดของ COVID-19 อีกครั้ง แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจำกัด โดยมีหนึ่งหุ้นที่น่าจับตา อย่าง บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP


สำหรับ BPP ถือเป็นผู้ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลักด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยปัจจุบันมีรายได้หลักมาจากการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป (Conventional power generation) และได้มีการขยายการลงทุนไปยังโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable power generation) โดยลงทุนในโรงไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบและในหลายประเทศ เช่น ประเทศไทย ประเทศลาว ประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น


BPP เป็นบริษัทย่อยของ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU โดย ณ วันที่ 11 ก.ย. 2563 มีสัดส่วนการถือครองหุ้น BPP ที่ระดับ 78.57% โดยงวด 9 เดือนแรกของปี 63 มีกำไรสุทธิแล้วจำนวน 2,501.22 ล้านบาท ซึ่งมีอัตรากำไรสุทธิสูงถึงระดับ 34.05% มากกว่าทั้งปี 62 ที่มีอัตรากำไรสุทธิระดับ 29.47% ซึ่งต้องจับตากันต่อไปว่าไตรมาสสุดท้ายของปี 63 จะเป็นเช่นไร


อย่างไรก็ตามในช่วงปลายปี 63 ทาง BPP ได้ประกาศเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โรงไฟฟ้าจำนวน 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการแรก โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ยามากาตะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งบริษัท BRE Singapore Pte Ltd (BRES) บริษัทย่อยของบริษัท บ้านปูเน็กซ์ จำกัด (Banpu Next) โดย BANPU และ BPP ถือหุ้นในสัดส่วนเท่ากันที่ 50:50 ภายใต้โครงสร้างการลงทุนแบบทีเค 100% ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 63 มีกำลังการผลิตรวม 20 เมกะวัตต์ ได้เข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับบริษัท Tohoku Electric Power Co.Inc. เป็นระยะเวลา 20 ปี โดยมีราคารับซื้อไฟฟ้าแบบ Feed-in-Tariff (FIT) 36 เยนต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง


และอีกหนึ่งโครงการ คือ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ยาบูกิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง BRES เป็นผู้ดำเนินการนั้น ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วในวันที่ 16 ธันวาคม 2563 โดยโรงไฟฟ้าดังกล่าว มีกำลังการผลิตรวม 7 เมกะวัตต์ (MW) ได้เข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ บริษัท Tohoku Electric Power Co., Inc. เป็นระยะเวลา 20 ปี มีราคารับซื้อไฟฟ้าแบบ Feed-in-Tariff (FIT) 36 เยนต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง


BPP ยังคงมองหาโอกาสการลงทุนอย่างต่อเนื่องในภมูภาคเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 5,300 เมกะวัตต์ภายในปี 2568 โดยเน้นการลงทุนในตลาดที่มีความเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้าและมีนโยบายสนับสนุนจากรัฐบาล


สำหรับหุ้นโรงไฟฟ้า มีความโดดเด่นคือทนทานต่อภาวะวิกฤติเศรษฐกิจมีรายได้ มั่นคงตามสัญญาการซื้อขายไฟฟ้า เช่นเดียวกับนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) ที่มองว่า BPP เป็นหนึ่งในหุ้นโรงไฟฟ้าที่มีศักยภาพการเติบโต ทั้ง BGRIM, BPP, GPSC, GULF

 

โอกาสการเติบโตครั้งใหม่

ล่าสุดเหมือนกับว่า BPP จะได้รับข่าวดีอีกครั้ง จากประเด็นนายโจ ไบเดิน ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา โดยมีนโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาด ซึ่งนักวิเคราะห์ บริษัท หลักทรัพย์ ฟิลลิป ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) บอกว่า น่าจะเป็นผลบวกกับ BPP ที่จะมีข้อสรุปการลงทุนโรงไฟฟ้า-ก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา ต้นปีนี้ อย่างไรก็ตามราคาหุ้น laggard ช้ากว่า GPSC และ EA แต่ยังมองว่าจะตามขึ้นไปได้ โดย IAA Consensus 19.00 บาท  แนะนำ “ซื้อ”


ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด บอกว่าในปี 64 ทาง BPP มีโรงไฟฟ้าที่ COD แล้วจำนวน  2,294 เมกะวัตต์ โดยในปี 64 จะมีโรงไฟฟ้าที่จะ COD ประกอบด้วย โครงการ Shanxi Lu Guang (SLG) มีกำลังการผลิต 396 เมกะวัตต์ รวมทั้งโครงการ Japan Solar มีกำลังการผลิต 15 เมกะวัตต์ โครงการ Vietnam wind มีกำลังการผลิต 40 เมกะวัตต์ ขณะที่โครงการ Japan Solar กำลังการผลิต 61 เมกะวัตต์  มีแผน COD ในปี 65-66 พร้อมยังบอกอีกว่า หุ้นโรงไฟฟ้าที่มีแนวโน้มกำไรปกติปี 64 จะเห็นการเติบโตที่ชัดเจนจากโรงไฟฟ้ากลุ่ม SPP ( BGRIM, GPSC, GULF, BPP) ที่จะทยอยรับรู้กําไรจากโครงการใหม่ๆ แต่ในคำแนะนำ Switch สำหรับ BPP ให้ราคาเป้าหมาย 16 บาท


ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ประเมินรายได้รวมปี 64 ของ BPP ที่ระดับ 5,121 ล้านบาท ลดลงจากปี 63 ที่คาดระดับ 5,369 ล้านบาท ขณะที่ตัวเลขกำไรสุทธิคาดอยู่ที่ 4,179 ล้านบาท เติบโตจากปี 63 ที่คาด อยู่ที่ 3,005 ล้านบาท ซึ่งให้คำแนะนำ Outperform และให้ราคาเป้าหมาย 19 บาท

 

Share: