“เอกชน” แห่ซบสินเชื่อแบงก์...ทำ ‘ยอดออกหุ้นกู้’ ปี20 วูบ 36%-คาดปีนี้ทั้งปี 7.0 – 7.5 แสนล้านบาท !!!

ปี2020 ที่ผ่านมา แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจไทยจะเผชิญแรงกดดันและความกังวลต่างๆ ตลอดทั้งปี เม็ดเงินลงทุนจาก “ต่างชาติ” ทั้งปีก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับใน ‘ตลาดหุ้น’ ที่เป็นเงินไหลออกสุทธิ 64,025 ล้านบาท


แต่ที่แตกต่างกับตลาดหุ้นในปี21 นี้ คือ “สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)” ประเมินแล้วว่าจะไม่มีเงินไหลกลับเข้ามาแต่ประการใด ไหลออกก็คงไม่มาก เพราะเงินที่ต่างชาติที่ถืออยู่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นเงินลงทุนจริงๆ แล้ว


ภาพรวมมูลค่าคงค้างตราสารหนี้ไทยยังคงเพิ่มขึ้นเป็น 14.13 ล้านล้านบาท จากสิ้นปี19 ที่ 13.52 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.5%


ในขณะที่การออก ‘ตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว’ มีมูลค่ารวม 683,559 ล้านบาท ลดลง 36% จากปีก่อนหน้าที่มียอดการออกสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 1.08 ล้านล้านบาท


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับตลาดตราสารหนี้ไทยมาอัพเดทกัน

 

 

 

คาดปี21 “เงินต่างชาติ” ยังไม่ไหลกลับเข้า ‘ตราสารหนี้ไทย’...เหตุมี ‘ทางเลือกอื่น’ ที่ดีกว่าให้ลงทุน

พร้อมการมาของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ทั่วโลกต่างมองว่าจะมีเงินไหลออกจากสหรัฐมายังกลุ่มตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก ซึ่งได้เห็นกันไปแล้วในส่วนของ ‘ตลาดหุ้นไทย’ ที่ได้รับอานิสงส์ไปเช่นกันในช่วงปีนี้ ที่กลับมาซื้อหุ้นไทยแล้ว 5,561 ล้านบาท (1-12 ม.ค. 21)


อย่างไรก็ตาม “ธาดา พฤฒิธาดา” กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) บอกว่า ในตลาดตราสารหนี้เองนั้น ตั้งแต่ต้นปีมา (1 – 8 ม.ค. 21) ยังมีเงินต่างชาติไหลออกสุทธิ 7,325 ล้านบาท และแนวโน้มทั้งปีนี้คงมีมีเงินไหลเข้ามาแต่ประการใด หากดูพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี ก็ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 1.15% สูงกว่า 1% แล้ว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐคงต้องมีการใช้เงินอีกจำนวนมากซัพพลายของพันธบัตรคงมีอีกมากน่าจะทำให้อัตราผลตอบแทน (Yield) ของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นได้อีก ในขณะที่ของไทยเองไม่ได้มีปัญหาสภาพคล่อง ซัพพลายของตราสารหนี้ในปีนี้ก็ไม่ได้มากอย่างที่คิด Yield คงไม่ได้ปรับตัวขึ้นได้มากแต่ประการใด ที่สำคัญส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยสหรัฐกับไทยในปัจจุบันก็น้อยไม่ได้ดึงดูดให้เงินลงทุนไหลเข้าแต่ประการใด

 

(คุณธาดา พฤฒิธาดา)

 

 

“ส่วนที่จะมีเงินไหลเข้ามาเพื่อหวัง ‘เงินบาทแข็งค่า’ นั้น คงไม่ เพราะคงไม่ได้แข็งค่ามากจนน่าเข้ามาหวังผลตอบแทนตรงนั้น ต้องไม่ลืมว่าทั่วโลกมอง ‘ดอลลาร์อ่อนค่า’ ดังนั้นเงินลงทุนจะมุ่งไปยังสินทรัพย์ที่สามารถให้ผลตอบแทนดีกว่าดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงได้เป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามเงินต่างชาติที่ลงทุนอยู่ในตลาดตราสารหนี้ไทยปีนี้ก็คงไหลออกไม่มาก เพราะส่วนใหญ่สิ้นปี20 ต่างชาติถือครองตราสารหนี้ไทย 857,151 ล้านบาท กว่า 93% เป็นเงินลงทุนระยะยาวจริงๆ”

 

คาด ‘COVID-19 ระลอกใหม่’ ไม่แรงกว่ารอบแรก...เชื่อ ‘แบงก์ชาติ’ คงดอกเบี้ย 0.5% ถึงสิ้นปี

ทั้งนี้จะเห็นว่า “เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Yield Curve)” ปี20 ชันขึ้นกว่าในปี19 โดยช่วงอายุต่ำกว่า 25 ปีลงมาปรับตัวลดลง ในขณะที่ช่วงอายุมากกว่า 25 ปี ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตามพันธบัตรอายุต่ำกว่า 3 ปี ยังอยู่ต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5%


หากดู ‘ส่วนชดเชยความเสี่ยง (Credit Spread)’ ของหุ้นกู้อายุ 5 ปี พบว่า กลุ่มที่มีเครดิตดี AAA หรือAA ปรับตัวลงมาแล้วจากช่วงต้นปีที่มีเหตุการณ์ไถ่ถอนตราสารหนี้เกิดขึ้น แต่กลุ่ม BBB ยังคงสูงอยู่ไม่ได้ปรับตัวลงมา ซึ่งหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิต AA ขึ้นไป จะมีต้นทุนการออกที่ถูกลงกว่าช่วงปลายปีที่แล้ว


อย่างไรก็ดี พบว่าสัดส่วนการเสนอขายตราสารหนี้ต่อประชาชนทั่วไป (PO:Public Offering) เพิ่มขึ้นเป็น 28% ของยอดการออกรวมจากปี19 ที่ 18%  ในปีก่อนหน้า ซึ่งหุ้นกู้ที่เสนอขายเพิ่มขึ้นนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอันดับเครดิตดีตั้งแต่ A- ขึ้นไป

 

 

 

“บริษัทเอกชนยังคงมีความต้องการระดมทุนผ่านการออกตราสารหนี้ระยะยาวเพื่อเสริมสภาพคล่องรองรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน และเชื่อว่าแบงก์ชาติจะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ไปตลอดทั้งปี21 นี้เพื่อประคองเศรษฐกิจที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว และเชื่อว่าการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 จะไม่รุนแรงไปกว่ารอบแรกแต่ประการใด ส่วนทิศทางอัตราผลตอบแทนปี2021 นี้ คาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นและระยะกลางมีกรอบที่จำกัดในการปรับตัวขึ้นเนื่องจากสภาพคล่องในระบบยังอยู่ในระดับสูง ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวจะทยอยขยับขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ”

 

บริษัทหนีซบ ‘สินเชื่อแบงก์’ กดยอดออกหุ้นกู้ลดลง...คาดปีนี้มีออกทั้งปี 7.0 – 7.5 แสนล้านบาท

ด้าน อริยา ติรณะประกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) บอกว่า ในปี20 ที่ผ่านมา ‘ตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว’ มีมูลค่าการออกรวม 683,559 ล้านบาท ลดลง 36% ส่วนในปีนี้คาดมียอดออกหุ้นกู้ 700,000 – 750,000 ล้านบาท ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ในช่วงปีที่ผ่านมาจากสถานการณ์ COVID-19 บริษัทเอกชนก็ชะลอการออกหุ้นกู้และหันไปใช้สินเชื่อของแบงก์แทน ซึ่งต้นทุนเขาบอกว่ายังถูกกว่าการมาออกหุ้นกู้ด้วย แล้วแบงก์ก็มีสภาพคล่องอยู่มากด้วยนั่นจึงทำให้ภาพรวมการออกหุ้นกู้ในปีที่ผ่านมาลดลง

 

ในปี20 กลุ่ม High Yield มีการออกลดลงเหลือ 44,434 ล้านบาท จากปี19 ที่ 82,163 ล้านบาทโดยมีสัดส่วนการออก ‘หุ้นกู้มีประกัน (Secured Bond)’ เพิ่มขึ้นเป็น 57% จากปี19 ที่ 38% โดย Secured bond ของกลุ่ม High Yield นั้นเป็นตราสารที่มีคนค้ำประกัน 23% ใช้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างค้ำ 25% ใช้หุ้นค้ำ 1% ซึ่งผู้ลงทุนก็คงต้องตามดูไส้ในของหลักประกันนั้นด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ตราสารส่วนใหญ่ออกโดยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์กว่า 86% และเสนอขายนักลงทุนกลุ่มในวงจำกัด (กลุ่มนักลงทุนสถาบันและรายใหญ่ (II/HNW) เป็นหลัก

 

(คุณอริยา ติรณะประกิจ)

 

High Yield ที่มีการขอขยายเวลาการชำระคืนเงินนั้นมี 12 ราย ที่จะครบกำหนดชำระปีนี้และปีหน้า เพื่อรอธุรกิจฟื้นตัวกลับมาได้อีกครั้ง บางส่วนก็ชำระคืนไปแล้วและหันไปใช้สินเชื่อจากแบงก์แทน ในส่วนของที่ขอยืดเวลาไม่น่ากังวลอะไร เพราะหากสถานการณ์ยังไม่ดี ก็สามารถขยายระยะเวลาต่อไปได้ ดังนั้น เรื่อง ‘ผิดนัดชำระหนี้ (Default)’ คงไม่เกิดขึ้น”


พร้อมกันนี้ ThaiBMA ได้เปิดตัวระบบ Smart Funding Solution” ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกบริษัทผู้ออกตราสารหนี้ในการบริหารจัดการการชำระดอกเบี้ยและเงินต้น วิเคราะห์ต้นทุนและความเสี่ยง จำลองการออกตราสารหนี้รุ่นใหม่ โดยระบบ “Smart Funding Solution” เป็น Web Based Application ผู้ออกตราสารหนี้ที่ประสงค์จะใช้งานสามารถลงทะเบียนเปิด Account ได้ที่สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย

 

ทั้งหมดนี้คือบางส่วนในความเคลื่อนไหวของ “ตลาดตราสารหนี้ไทย” ในปี2020 และมุมมองทิศทางในปี2021 หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

 

Share: