ถึงเวลาเก็บ 4 หุ้นค้าปลีก สนองนโยบายรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ

ธีมการลงทุนในช่วงนี้คงจะหนีไม่พ้นการลงทุนเพื่อเก็งกำไรในกลุ่มหุ้นค้าปลีกรายตัวหลังจากในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นถือว่า underperform พอสมควรเพราะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 จึงทำให้การอุปโภคบริโภคลดลง เพราะกำลังซื้อจากภาคประชาชนที่หายไปจากการขาดรายได้ และการที่รัฐบาลสั่งล็อคดาวน์ หรือจำกัดพื้นที่ร้านอาหารบางส่วนจึงทำให้ภาคแรงงานในกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบ


อย่างไรก็ตามรัฐบาลประกาศแผนนโยบายช่วยเหลือเยียวยาให้กับผู้ที่ประสบปัญหา และได้รับผลกระทบในจุดนี้ด้วยการพิจารณาวงเงินที่เหมาะสม คือ 3,500 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน จึงเสมือนเป็นการช่วยกระตุ้นให้เม็ดเงินสภาพคล่องของเศรษฐกิจในประเทศหมุนเวียนมากขึ้น ผ่านโครงการ "เราชนะ" ด้วยการให้เงินเยียวยาประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม เกษตรกร อาชีพอิสระโดยการพิจารณาเกณฑ์ผู้ที่สามารถเข้าร่วม


โครงการในครั้งนี้ จะอยู่บนสมมติฐานประชากรไทย 66 ล้านคน และตัดผู้ที่ไม่ควรได้รับสิทธิออก เช่น ผู้มีรายได้สูง ผู้ได้รับการเยียวยาจากประกันสังคม ทั้งนี้ทางกระทรวงการคลังจะนำเรื่องดังกล่าวไปพิจารณาอีกครั้งและจะนำเรื่องเข้าเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอีกครั้งภายในสัปดหาหน้า


รวมถึงการเพิ่มจำนวนสิทธิ์ “คนละครึ่ง” อีก 1 ล้านสิทธิ์ (รอบเก็บตกจากเฟส1, 2)  และลดค่าน้ำค่าไฟ 2 เดือนของบิลค่าใช้จ่ายเดือน ก.พ.-มี.ค. รวมไปถึง หารือกับภาคเอกชนในการลดค่าอินเตอร์เน็ต 3 เดือนเพื่อรองรับการทำงานที่บ้าน (Work from Home) นอกจากนี้ยังมีส่วนการลดค่าใช้จ่าย มอบหมายให้กระทรวงการคลังขยายเวลาลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและค่าธรรมเนียมการโอน ประกอบกับมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารของภาครัฐ และมาตรการช่วยเหลือแรงงานเพิ่มเติมซึ่งรวมไปถึงการจ้างงานแรงงาน, เด็กจบใหม่


โดยบริษัท หลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าประเด็นดังกล่าวจะเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มค้าปลีก และสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะหุ้นในกลุ่มนี้เป็นหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าตลาดมาโดยตลอดหลังจากที่เจอปัญหา


โควิด19 ดังนั้นหุ้นในกลุ่มนี้จึงสามารถที่จเล่นเก็งกำไรตามข่าวได้ โดยเลือกหุ้นที่จะได้รับแรงหนุนคือ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN,บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC,บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP และ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL


ทั้งนี้ ทาง Wealthy Thai ได้ลองดูสถิติย้อนหลังของราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าวพบว่าตั้งแต่จนถึงปัจจุบัน ทิศทางของราคาหุ้นยังปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่า SET ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปแล้ว 6.24% และจากปัจจัยบวกของมาตรการภาครัฐจึงคาดว่าอาจจะมีส่วนช่วยให้ราคาหุ้นในกลุ่มนี้ปรับเพิ่มขึ้นตอบรับกระแสข่าวดังกล่าวได้


หากมาดูในแง่ของปัจจัยพื้นฐานรายตัวจะพบว่าหุ้นรายตัวดังกล่าวมีแผนธุรกิจที่จะเติบโตขึ้น เช่น TKN ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรปี 64 จะเติบโต 43% จากรายได้ที่เติบโต 11% เพราะยอดขายในประเทศฟื้นตัวขึ้น รวมภึงยอดขายต่างประเทศที่เติบโต ขณะที่ TACC นักวิเคราะห์มองว่าไตรมาส4/63 กำไรสุทธิจะทำสถิติได้สูงสุด จากอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น เพราะเน้นขยายสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง ส่วน OSP นักวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 64 ขึ้นเพื่อสะท้อนจากต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่ำกว่าที่คาด สำหรับ CPALL นักวิเคราะห์มองว่ายอดขายของสาขาเดิมจะพลิกเป็นบวกในครึ่งหลังของปี 64

 

TKN

อย่างไรก็ตามหากลงทุนลึกถึงรายละเอียดรายตัว เริ่มกันที่ TKN โดยบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าในปี 64 เชื่อมั่นว่าจะเป็นปีทองของ TKN โดยผลประกอบการจะเติบโตโดดเด่นที่ 545 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 43% จากปี 63 เพราะรายได้ที่เติบโต 11% โดยรายได้ในประเทศขยายตัว 5% จากปีก่อน เนื่องจากการบริโภคในประเทศและนักท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว ขณะที่รายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้น 15% จากรายได้จากจีนที่ฟื้นตัว 20%  จากยอด Orion ที่กลับมาสู่ระดับปกติเต็มปี และอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากอัตราการใช้กำลังการผลิตในโรงงานที่ดีขึ้น (จากการรวมโรงงาน) และต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง


นอกจากนี้ยังมีประเด็นบวกจากการนำ ชานม ฉุน ชุ่ย เฮอ (Just Drink) เข้ามาจำหน่าย ซึ่งจะเป็นชานมที่มีสาขามากที่สุดในประเทศ โดยปัจจุบันได้วางจำหน่ายใน 7-Eleven จำนวน 6,000 สาขาทั่วประเทศ และจะขยายให้ครบ 12,000 สาขาในอนาคต โดยในอนาคตวางเป้ายอดขายที่ 150,000 ขวดต่อวัน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ยังไม่ได้รวมรายได้จากชานม Just Drink ในประมาณการ คงคำแนะนำ “ซื้อ” TKN ราคาเป้าหมายที่ 15.40 บาท อิง PERปี 64 ที่ 39

 

TACC

บริษัท หลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า กำไรปกติไตรมาส4/63 อยู่ที่ 52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะผลของฤดูกาลและการเปิดภาคเรียนทำให้รายได้ฟื้นตัว อย่างไรก็ตามคาด อัตรากำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นเป็น 34.6% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน และช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้วยการเน้นขยายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง นอกจากนี้ ในไตรมาส3/63 ยังมีการตั้งสำรองสินค้าคงเหลือบางส่วนทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงไปอยู่ที่ 32.2% ซึ่งเป็นรายการเกิดขึ้นครั้งเดียว ส่วนต้นทุนการขายคาดเพิ่มขึ้น 5.7% และลดลง 9.7% ในทิศทางเดียวกับรายได้ โดยกำไรปกติไตรมาส4/63 ถือเป็นกำไรที่ทำระดับสูงสุดใหม่ของบริษัท


นอกจากนี้คาด TACC จ่ายเงินปันผลครึ่งหลังปี 63 อีก 0.12 -0.14 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนประมาณ 2% แต่ด้วยบริษัทมีแผนย้ายเข้าตลาด SET ภายใน 2  3 ปีข้างหน้า จึงมีโอกาสที่ TACC อาจไม่จ่ายปันผลเป็นเงินสด แต่อาจให้ผลตอบแทนในรูปอื่นที่มีส่วนช่วยเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทให้เข้าเกณฑ์การเข้าตลาด SET เช่น Warrant เป็นต้น ได้เช่นกัน ขณะเดียวกันคาดว่าจะมี Catalyst ช่วงสั้นจากความคืบหน้าการ M&A บริษัทอาหารและเครื่องดื่มรายเล็กรายหนึ่งในประเทศ ซึ่งจะมาช่วยหนุนการเติบโตในไตรมาสถัดๆไปของ TACC ได้


อีกทั้งมีโอกาสได้เห็นการเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องดื่มชั้นนำจากต่างประเทศมาจำหน่ายในประเทศอย่างน้อย 1 แบรนด์ มาทดแทน Hershey จะได้เห็นการออกสินค้าใหม่ทั้งเครื่องดื่มและไม่ใช่เครื่องดื่ม ซึ่งยังไม่รวมในประมาณการ ขณะที่จากนี้ไปคาดว่าจะเริ่มเห็นการขยับขยายธุรกิจไปยัง Lotus มากขึ้นตามลำดับ ซึ่งบริษัทยังไม่เปิดเผยรูปแบบ และยังไม่รวมในประมาณการ รวมถึงการไปกับ 7-Eleven ในการขยายสาขาไปกัมพูชาและลาวเช่นกัน โดยกำหนดคำแนะนำ "ซื้อ" ประเมินราคาเป้าหมาย 9.50 บาท

 

OSP

บริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส จำกัด คาดกำไรปกติงวดไตรมาส4/63 เติบโตจากไตรมาสก่อน และจะเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะได้หนุนด้วยคาดการณ์ยอดขายในไทยเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของบริษัท รวมถึงคาดหวังกำลังซื้อในประเทศมีแรงหนุนจากโครงการคนละครึ่งของภาครัฐ หนุนกำไรขั้นต้น เพิ่มขึ้น โดยรวมคงประมาณการกำไรปกติปี 63 ขยายตัว 14% จากปีก่อนหรือทำได้ เท่ากับ 3.6 พันล้านบาท และคาดเติบโตต่อเนื่อง 12% ในปี 64 ซึ่งประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 64 ที่ 41 บาท เพิ่มคำแนะนำเป็น ซื้อ


บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด สรุปประเด็นว่าทาง OSP ตั้งเป้าหมายกำไรปี 64 เติบโตสองหลัก จากแผนการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายเป็นหลัก แม้ว่าจากสถานการณ์ปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนจากการแพร่ระบาด COVID-19 ทำให้คาดการณ์รายได้ปี 64 ค่อนข้างยาก แต่บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้จากโครงการ “Fit Fast Firm” เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ช่วยเพิ่มกำไรให้เติบโตสองหลักได้  บริษัทมองการเติบโตรายได้และกำไรในระยะยาว 3-5 ปีข้างหน้าจะเติบโตได้สองหลักจากแผนกลยุทธ์ในการเน้นเครื่องดื่มพลังงาน, functional drink พัฒนาสินค้าใหม่เน้นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเป็นหลัก และเน้นช่องทางจำหน่ายผ่าน online และ offline เพิ่มมากขึ้น


ดังนั้นฝ่ายวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 63-64 เพิ่มขึ้นจากเดิม 4-6% ตามลำดับ มาอยู่ที่ 3,606 ล้านบาท เพิ่มขึ้น11% และ 3,858 ล้านบาท เติบโต+7%  จากต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่ำกว่าที่คาด ส่วนคาดรายได้ปี 63-64 อยู่ที่ 25,972 ล้านบาท และ 27,391 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เพราะคาดว่าในปี 63 กลุ่มเครื่องดื่มจะโต 3% และในปี 64จะโต 5% โดยปี 64 กลุ่มเครื่องดื่มจะกลับมาเพิ่มขึ้นได้หลังจากผลกระทบ COVID-19 ผ่อนคลาย ดังนั้นประเมินมูลค่าเหมาะสมไว้ที่ 40 บาต่อหุ้น

 

CPALL

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/63 แม้ว่าจะเป็นไตรมาสที่มีปัจจัยหนุนจากการเข้าสู่ฤดูกาลจับจ่ายใช้สอย และท่องเที่ยว ซึ่งมีผลต่อแรงซื้อที่เพิ่มขึ้นจากสาขาในปั้ม PTT และ ได้ประโยชน์บ้างจาก “ช๊อปดีมีคืน”ที่บริษัทเข้าร่วมโครงการ อย่างไรก็ตามยังมีผลกระทบต่อกำลังซื้อที่เกิดขึ้นจากฤดูกาลฝนที่นานกว่าปกติ และภาวะน้ำท่วม รวมถึงนโยบายภาครัฐ จากโครงการ “คนละครึ่ง” ทำให้กำลังซื้อบางส่วนหายไป เนื่องจาก CPALL ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ เราประเมินกำไรเบื้องต้นอยู่ระหว่าง3,900-4,200 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน แต่ยังคงลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


ขณะเดียวกัน คาดผลประกอบการเริ่มเห็นการเติบโตเมื่อเทียบกับรายปี ในไตรมาส2/64 หลังผ่านผลกระทบจาก COVID-19 ซึ่งมีผลต่อการล็อกดาวน์ในช่วงไตรมาส 2/63 ทำให้คาดว่าจะเห็นการเติบโตเมื่อเทียบกับรายปีของ CPALL ขณะที่ในครึ่งหลังปี 64 คาดหวังเห็นการฟื้นตัวของผลประกอบการอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันคาดมีโอกาสเห็นมาตรการภาครัฐอื่นเพิ่มเพื่อช่วยในการจับจ่ายใช้สอยและเพิ่มเม็ดเงินในตลาด และคาดหวังการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ กรณีวัคซีน COVID-19 สามารถใช้ได้ผล ซึ่งเป็นโอกาสดีต่อ CPALL จากรายได้ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่กลับมา สอดคล้องกับยอดขายสาขาเดิมที่เริ่มพลิกกลับมาเป็นบวก


ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ปรับประมาณการกำไรปี 64 ลงเหลือ 1.8 หมื่นล้านบาท เพราะผลกระทบต่อเนื่องจาก COVID-19 ซึ่งมีผลต่อกำลังซื้อโดยเฉพาะในส่วนของกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวต่างประเทศที่หายไปประกอบกับกำลังซื้อที่ลดลง จากการชะลอตัวในทิศทางเดียวกับภาวะเศรษฐกิจ


นอกจากนี้ ขณะเดียวกันมีรายการที่เกี่ยวเนื่องจากลงทุนเข้าซื้อกิจการของ TESCO LOTUS ภายใต้สมมุติฐาน 1.การกู้เงินเพิ่ม (ภาระต้นทุนดอกเบี้ย 5%) สอดคล้องกับ การรักษาระดับสัดส่วน Net debt/ Equityไว้ที่ 1.87เท่า (ตามแผนมูลค่าการเข้าลงทุน 9 หมื่นล้านบาท) ซึ่งการเพิ่มเม็ดเงินดังกล่าว ยังอยู่ใน Debt Governance ที่ระดับ 2 เท่า สำหรับแนวโน้มในอนาคต CPALL มีแผนจะเปลี่ยนประเภทวงเงินหนี้ดังกล่าวให้มีภาระต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลงภายในระยะเวลา 1 ปีข้างหน้า  2.สมมุติฐานมีกำไรจากเงินลงทุนของ  Tesco Lotus  ในสัดส่วน 40% ของกำไรสุทธิ (จะมีบันทึกกำไรราว 2 พันล้านบาทต่อปี) ส่งผลให้ CPALL จะมีราคาเหมาะสมปี2564 ที่ 77.50 บาท จากราคาเป้าหมายเดิมที่ 80 บาท

 

Share: