กรุงศรี คอนซูมเมอร์ “รีโฟกัส” ธุรกิจหลัก ยิงแคมเปญ “เปย์เซฟ” ลดภาระผู้บริโภค ลุ้น Q4/68 ฟื้น รับดีมานด์ท่องเที่ยวหนุน
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ เผยผลงาน 9 เดือนแรกปี 2568 แม้ตัวเลขยังติดลบ แต่ดีกว่าตลาด พร้อมปรับกลยุทธ์ "รีโฟกัส" เน้นผลิตภัณฑ์หลัก ผนึกกำลังบริษัทในเครือออกแคมเปญ "กรุงศรีช่วยคุณเปย์เซฟ" ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้บริโภค มั่นใจยอดใช้จ่ายผ่านบัตรถึงเป้า 400,000 ล้านบาทในปีนี้
นายอธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ เปิดเผยว่า ผลประกอบการตั้งแต่มกราคม-กันยายน 2568 ในภาพรวมยังเติบโตดีกว่าตลาดทั้งในแง่จำนวนบัตรและยอดใช้จ่ายผ่านบัตร โดยมียอดบัญชีลูกค้าใหม่ 422,800 บัญชี ยอดใช้จ่ายผ่านบัตร 286,300 ล้านบาท ยอดสินเชื่อใหม่ 68,400 ล้านบาท และยอดสินเชื่อคงค้าง 134,300 ล้านบาท
นายอธิศ รุจิรวัฒน์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ เปิดเผยว่า ผลประกอบการตั้งแต่มกราคม-กันยายน 2568 ในภาพรวมยังเติบโตดีกว่าตลาดทั้งในแง่จำนวนบัตรและยอดใช้จ่ายผ่านบัตร โดยมียอดบัญชีลูกค้าใหม่ 422,800 บัญชี ยอดใช้จ่ายผ่านบัตร 286,300 ล้านบาท ยอดสินเชื่อใหม่ 68,400 ล้านบาท และยอดสินเชื่อคงค้าง 134,300 ล้านบาท
ขณะที่อัตราส่วนหนี้ค้างชำระเกิน 90 วันอยู่ที่ระดับ 1.3% สำหรับบัตรเครดิต และ 2.2% สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในธุรกิจจากการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุม
แม้ว่าตัวเลขหลักทั้ง 4 แกนจะติดลบเกือบทั้งหมด ยกเว้นยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่เติบโต +1% แต่เมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม (ข้อมูล ธปท. ณ เดือนตุลาคม) กรุงศรี คอนซูมเมอร์ยังคงครองตำแหน่งผู้ออกบัตรอันดับ 1 ของประเทศ ถือส่วนแบ่งตลาดบัตรเครดิต 24% (6.4 ล้านบัตร) ส่วนแบ่งยอดการใช้จ่ายผ่านบัตร 18% (2.55 แสนล้านบาท) และยอดสินเชื่อคงค้าง 17% (8 หมื่นล้านบาท)
ผู้บริโภคมีความระมัดระวัง-ลดฟุ่มเฟือย
โดยหมวดใช้จ่ายผ่านบัตรสูงสุดเรียงตามยอดใช้จ่าย ได้แก่ 1. ประกันภัย 2. ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ 3. ปั๊มน้ำมัน 4. ตกแต่งบ้านและเครื่องใช้ในครัวเรือน และ 5. ช้อปออนไลน์ โดยหมวดที่ 2 และ 3 เป็นหมวดใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน (Everyday Usage) ซึ่งบ่งบอกว่าบัตรกรุงศรีเป็นบัตรหลักของผู้ถือบัตร
ส่วนหมวดที่มีอัตราเติบโตสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. โซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชัน (+16%) 2. แอปดิลิเวอรี (+15%) 3. กองทุนรวม (+14%) 4. ตัวแทนท่องเที่ยว (+12%) และ 5. ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ (+9%)
การที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อพุ่งขึ้นมาติดอันดับ 5 ซึ่งไม่ติดในครึ่งปีแรก เป็นตัวบ่งบอกถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ลดการทานข้าวนอกบ้าน (ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย) และหันมาซื้อวัตถุดิบทำอาหารเองที่บ้าน รวมถึงใช้ App Delivery มากขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่าย
ส่วนหมวดที่มีอัตราเติบโตสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. โซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชัน (+16%) 2. แอปดิลิเวอรี (+15%) 3. กองทุนรวม (+14%) 4. ตัวแทนท่องเที่ยว (+12%) และ 5. ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ (+9%)
การที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อพุ่งขึ้นมาติดอันดับ 5 ซึ่งไม่ติดในครึ่งปีแรก เป็นตัวบ่งบอกถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น ลดการทานข้าวนอกบ้าน (ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย) และหันมาซื้อวัตถุดิบทำอาหารเองที่บ้าน รวมถึงใช้ App Delivery มากขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่าย
"รีโฟกัส" กลับมามองผลิตภัณฑ์หลักที่สร้างรายได้
นายอธิศ กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลยังคงเติบโตช้าจากสภาพเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอลง ภาระหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ที่สูง รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังคงไม่ฟื้นตัว จากปัจจัยท้าทายต่างๆ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จึงปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับสภาวะตลาด โดยมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง เพื่อสร้างความเติบโตอย่างมีคุณภาพ
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จึง "รีโฟกัส" กลับมามองผลิตภัณฑ์หลักที่สร้างรายได้มากที่สุด เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีหลังโควิด บริษัทอาจเดินออกไปจากความเชี่ยวชาญของตนเองมากเกินไป โดยได้ดำเนินการปรับปรุงผลิตภัณฑ์หลัก 4 กลุ่ม ได้แก่
1. First Choice ปรับปรุง "สินเชื่อเพื่อการผ่อนชำระ" ให้กลายเป็น "บัตรกดเงินสดที่เอาไปผ่อนได้" ซึ่งง่ายและเข้าใจกว่า ผลตอบรับดี โดยมีผู้สมัคร (App In) เพิ่มขึ้น 83% และจำนวนบัญชีใหม่เพิ่มขึ้น 51%
2. Central The One ปรับปรุงสิทธิประโยชน์หลักจากคะแนนคูณ 4 มาเป็นคอนเซปต์ "The 1 Dynamic Point" ที่มีการหมุนเวียนสิทธิประโยชน์ทุกวันที่ 15 ของทุกเดือน ผลตอบรับดีเกินคาด โดยยอดใช้จ่ายในวันแรกเพิ่มขึ้นเกือบ 800% และยอดโปรโมชันกับ Power Buy เพิ่มขึ้นเกือบ 2,000%
3. Lotus เปลี่ยนจากระบบ Point เป็น "Coin" (เหรียญดิจิทัล) ซึ่งมอบสิทธิประโยชน์สูงถึง 6 เท่า โดยได้มอบไปแล้วกว่า 60 ล้านคอยน์
4. บัตรกรุงศรีอยุธยา (KCC) ปรับปรุงผลิตภัณฑ์เรือธง คือ Krungsri Platinum และ Krungsri Signature เพื่อปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้ดีขึ้นและแข่งขันได้ แม้เพิ่งเปิดตัวได้หนึ่งเดือน แต่ยอดบัตรใหม่ Platinum เพิ่มขึ้นเกือบ 100% และ Signature เพิ่มขึ้นเกือบ 200%
กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จึง "รีโฟกัส" กลับมามองผลิตภัณฑ์หลักที่สร้างรายได้มากที่สุด เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีหลังโควิด บริษัทอาจเดินออกไปจากความเชี่ยวชาญของตนเองมากเกินไป โดยได้ดำเนินการปรับปรุงผลิตภัณฑ์หลัก 4 กลุ่ม ได้แก่
1. First Choice ปรับปรุง "สินเชื่อเพื่อการผ่อนชำระ" ให้กลายเป็น "บัตรกดเงินสดที่เอาไปผ่อนได้" ซึ่งง่ายและเข้าใจกว่า ผลตอบรับดี โดยมีผู้สมัคร (App In) เพิ่มขึ้น 83% และจำนวนบัญชีใหม่เพิ่มขึ้น 51%
2. Central The One ปรับปรุงสิทธิประโยชน์หลักจากคะแนนคูณ 4 มาเป็นคอนเซปต์ "The 1 Dynamic Point" ที่มีการหมุนเวียนสิทธิประโยชน์ทุกวันที่ 15 ของทุกเดือน ผลตอบรับดีเกินคาด โดยยอดใช้จ่ายในวันแรกเพิ่มขึ้นเกือบ 800% และยอดโปรโมชันกับ Power Buy เพิ่มขึ้นเกือบ 2,000%
3. Lotus เปลี่ยนจากระบบ Point เป็น "Coin" (เหรียญดิจิทัล) ซึ่งมอบสิทธิประโยชน์สูงถึง 6 เท่า โดยได้มอบไปแล้วกว่า 60 ล้านคอยน์
4. บัตรกรุงศรีอยุธยา (KCC) ปรับปรุงผลิตภัณฑ์เรือธง คือ Krungsri Platinum และ Krungsri Signature เพื่อปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้ดีขึ้นและแข่งขันได้ แม้เพิ่งเปิดตัวได้หนึ่งเดือน แต่ยอดบัตรใหม่ Platinum เพิ่มขึ้นเกือบ 100% และ Signature เพิ่มขึ้นเกือบ 200%
แคมเปญ Q4/68 "กรุงศรีช่วยคุณเปย์เซฟ" ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้บริโภค
ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน บริษัทในเครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ 4 บริษัท (First Choice, บัตรกรุงศรี, GCS และ Lotus Money Plus) ได้ผนึกกำลังกันออกแคมเปญใหญ่ในไตรมาส 4/68 "กรุงศรีช่วยคุณเปย์เซฟ" มอบเครดิตเงินคืนสูงสุด 10% ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 - 31 มกราคม 2569
แคมเปญนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในหมวดชีวิตประจำวันของผู้บริโภค โดยให้ Cashback และสิทธิประโยชน์ในหมวดร้านอาหาร (70 เครือใหญ่) น้ำมัน และท่องเที่ยว การรวมพลังทำแคมเปญนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำตลาดที่อาจจะเสียเป็น 4 เท่าหากทำแยกกัน
แคมเปญนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในหมวดชีวิตประจำวันของผู้บริโภค โดยให้ Cashback และสิทธิประโยชน์ในหมวดร้านอาหาร (70 เครือใหญ่) น้ำมัน และท่องเที่ยว การรวมพลังทำแคมเปญนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำตลาดที่อาจจะเสียเป็น 4 เท่าหากทำแยกกัน
ปี 2568 "ลุ้นเดือนต่อเดือน" หวังพึ่งท่องเที่ยวปลายปี
นายอธิศ กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 4/68 เป็นฤดูกาลท่องเที่ยวและจับจ่าย ประกอบกับมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและกำลังซื้อในระบบ โดยเฉพาะในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคและการท่องเที่ยว ส่งผลเชิงบวกต่อภาพรวมธุรกิจ
นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเร่งการใช้จ่ายคือความมั่นใจของผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จึงใช้วิธี "ลุ้นเดือนต่อเดือน" ในการคาดการณ์ เนื่องจากสถานการณ์มีความผันผวนสูง บางเดือนที่คาดว่าจะดีกลับไม่ดี และบางเดือนที่คาดว่าจะมีข่าวร้ายแต่กลับทำผลงานได้ดี
สำหรับปัจจัยบวกที่อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงท้ายปี นอกจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลแล้ว นายอธิศ มองว่าประเด็นสำคัญที่ต้องแก้ไขคือเรื่องนักท่องเที่ยว โดยหากมีการปรับตัวหรือกระตุ้นเรื่องการท่องเที่ยวได้ดีในไตรมาส 4 บรรยากาศ (mood and tone) จะดีขึ้น และจะส่งผลเชิงบวกต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวไทย
สำหรับมาตรการ "คนละครึ่งพลัส" อาจไม่ได้มีผลกระทบโดยตรง แต่มีผลในเรื่องความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และบรรยากาศโดยรวมมากกว่า ส่วนมาตรการ "เที่ยวดีมีคืน" เชื่อว่าน่าจะกระตุ้นได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการรวมร้านอาหารเข้าไปด้วย เนื่องจากร้านอาหารถือเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะช่วยยกระดับการใช้จ่ายด้านอาหารได้มากขึ้นในช่วงไตรมาส 4/68
“จากการปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับสภาวะตลาดดังกล่าว กรุงศรี คอนซูมเมอร์ คาดว่าจะทยอยเห็นผลลัพธ์เชิงบวกอย่างต่อเนื่องและประเมินว่า ภายในปี 2568 จะมียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 400,000 ล้านบาท เติบโตเล็กน้อยเทียบกับปีก่อนหน้า ยอดสินเชื่อใหม่ 94,000 ล้านบาท และยอดสินเชื่อคงค้าง 143,000 ล้านบาท" นายอธิศ กล่าว
นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเร่งการใช้จ่ายคือความมั่นใจของผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ จึงใช้วิธี "ลุ้นเดือนต่อเดือน" ในการคาดการณ์ เนื่องจากสถานการณ์มีความผันผวนสูง บางเดือนที่คาดว่าจะดีกลับไม่ดี และบางเดือนที่คาดว่าจะมีข่าวร้ายแต่กลับทำผลงานได้ดี
สำหรับปัจจัยบวกที่อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงท้ายปี นอกจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลแล้ว นายอธิศ มองว่าประเด็นสำคัญที่ต้องแก้ไขคือเรื่องนักท่องเที่ยว โดยหากมีการปรับตัวหรือกระตุ้นเรื่องการท่องเที่ยวได้ดีในไตรมาส 4 บรรยากาศ (mood and tone) จะดีขึ้น และจะส่งผลเชิงบวกต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวไทย
สำหรับมาตรการ "คนละครึ่งพลัส" อาจไม่ได้มีผลกระทบโดยตรง แต่มีผลในเรื่องความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และบรรยากาศโดยรวมมากกว่า ส่วนมาตรการ "เที่ยวดีมีคืน" เชื่อว่าน่าจะกระตุ้นได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการรวมร้านอาหารเข้าไปด้วย เนื่องจากร้านอาหารถือเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะช่วยยกระดับการใช้จ่ายด้านอาหารได้มากขึ้นในช่วงไตรมาส 4/68
“จากการปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับสภาวะตลาดดังกล่าว กรุงศรี คอนซูมเมอร์ คาดว่าจะทยอยเห็นผลลัพธ์เชิงบวกอย่างต่อเนื่องและประเมินว่า ภายในปี 2568 จะมียอดใช้จ่ายผ่านบัตร 400,000 ล้านบาท เติบโตเล็กน้อยเทียบกับปีก่อนหน้า ยอดสินเชื่อใหม่ 94,000 ล้านบาท และยอดสินเชื่อคงค้าง 143,000 ล้านบาท" นายอธิศ กล่าว
Most Viewed
Where to put your money
“วิศวกรรมศาสตร์” ผสานศาสตร์ “การวางแผนการเงิน”... สร้าง “พิมพ์เขียวชีวิต” ที่แม่นยำ ถูกต้อง และวัดผลได้ !!!
Updated 1 day ago
Sustainability
“Thai ESG” และ “Thai ESSGX”… จะมีการแสดงข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมในแต่ละส่วน !!!
Updated 3 hours ago
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (2)… “Crypto Assets” !!!
Updated 20 hours from now
Fun of Funds
“ES-CHEQ” ลุย 50 “หุ้นจีน A-Share”... รับ “ศก.ฟื้นตัว” ตอบโจทย์ความมั่งคั่ง “ระยะยาว” !!!
Updated 10 hours ago
Fund Move
บลจ.กสิกรไทย ตอกย้ำผู้นำธุรกิจจัดการลงทุนไทย กวาด 17 รางวัลการันตีความเป็นเลิศจากเวทีไทยและสากล
Updated 1 day ago
Follow Us
