Official Update :

KBANK ชี้ตลาดหุ้นไทยเป็น “Safe Haven” มีแรงหนุนจากเม็ดเงินต่างชาติ แนะนำ 6 หุ้นเด่นน่าลงทุน

สถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครนยังทวีความรุนแรงมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลก ซึ่งไทยแม้จะไม่ได้รับผลกระทบทางตรง แต่หากสถานการณ์รุนแรงและยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในขณะที่ตลาดหุ้นไทย แม้จะปรับตัวลงรุนแรง แต่นักวิเคราะห์ยังมองว่าน่าสนใจ และมีแรงสนับสนุนจากเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่อง และเริ่มกลายเป็น Safe Haven เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นต่างประเทศ


นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยในงานสัมมนา Economic Outlook Thailand Forecast ว่า สถานการณ์ของรัสเซียและยูเครนยังต้องติดตามต่อเนื่อง เบื้องต้นประเมิน 2-3 เดือนข้างหน้าอาจเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นจริง ซึ่งหากรัสเซียเดินหน้าใช้มาตรการรุนแรงต่อไป อาจส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น เกิดการโยกย้ายของเม็ดเงินลงทุน สินทรัพย์อย่างทองคำ ดอลลาร์ และนำมันจะได้รับอานิสงส์เชิงบวก


ทั้งนี้ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เศรษฐกิจของโลกไม่สามารถรับมือกับสินค้าที่ราคาสูงได้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ จะปรับตัวลง แต่ราคาสินค้าเกษตรอาจยืนอยู่ในระดับสูงต่อไป


สำหรับประเทศไทยอาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่เมื่อเกิดสงคราม ราคาน้ำมันและค่าขนส่งอาจปรับขึ้น รวมถึงการเดินทางจะลำบากขึ้นเช่นกัน เป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้การฟื้นตัวอาจล่าช้าออกไป จากเดิมคาดว่าท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัวในช่วง 2-3 ปี หรือประมาณปี 2567 อาจเลื่อนการฟื้นตัวออกไปเป็นปี 2569


ปัจจุบันเรายังใช้สมมติฐานเดิม คือ กรณีเลวร้ายเศรษฐกิจไทยอาจเติบโต 2.8% ส่วนกรณีที่ดีมากเศรษฐกิจไทยอาจโต 3.8% ซึ่งในหนึ่งเดือนข้างอาจมีการปรับประมาณการอีกครั้ง จากสถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นนายกอบสิทธิ์ กล่าว



ตลาดหุ้นไทยเริ่มเป็น
Save Heven

ด้านนายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวในลักษณะเดียวกันว่า สถานการณ์ของรัสเซียและยูเครนยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะมีจุดจบแบบใด ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และในส่วนของการลงทุน ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจกว่าตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงปีก่อน โดยตั้งแต่ต้นปี 2565 มีเม็ดเงินไหลเข้าไทยประมาณ 60,000 ล้านบาท หรือมากสุดในภูมิภาคเอเชีย แม้สถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครนจะทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรง แต่ไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนจากเม็ดเงินต่างชาติ รวมถึงเริ่มกลายเป็นตลาดหุ้นที่เป็น Safe Haven เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในต่างประเทศ



4 กลุ่มหุ้นน่าลงทุน

ส่วนหุ้นที่น่าสนใจลงทุน ในภาวะที่ดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ในทิศทางขาขึ้น แนะนำ 4 กลุ่มที่น่าสนใจ คือ


1.ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะได้รับผลบวกจากสินเชื่อที่เติบโตดี หนี้เสียที่ควบคุมได้ดีขึ้น ได้แก่ SCB ,KKP ,TISCO


2.กลุ่มค้าปลีก จากยอดขายสาขาเดิมที่กลับมาฟื้นตัวดี ได้แก่ CPALL


3.กลุ่มโรงแรม คาดว่านักท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัว ซึ่งไทยมีอัตราการเข้าพักประมาณ 40% เมื่อเทียบกับอัตราการเข้าพักในยุโรปที่อยู่ที่ 60%


และ 4. กลุ่มโรงพยาบาล คาดแนวโน้มดีต่อเนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่ยังอยู่ในระดับสูง และการกลับมาของผู้ป่วยต่างชาติ ได้แก่ BH , BDMS

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้