“ต้องมี Bitcoin ไหม?” คำตอบจาก CK และ เซียนมี่ ในยุค AI เปลี่ยนเกมลงทุน
หนึ่งใน Session ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในงาน Thailand Blockchain Week 2025 คือการเสวนาระหว่าง คุณ CK Cheong (CEO Fastwork) และ คุณทิวา ชินธาดาพงศ์ (เซียนมี่) นักลงทุนหุ้นคุณค่าชื่อดัง ที่มาพูดคุยกันแบบตรงไปตรงมาเรื่อง หุ้น vs Bitcoin และแนวคิดการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว ในหัวข้อ “จำเป็นไหมที่ต้องมี Bitcoin?” โดยมีประเด็นน่าสนใจดังนี้
1.สินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อได้ดีที่สุด?
คุณ CK: ฝั่งคุณ CK มองว่า S&P500 ดีที่สุด โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องการลงทุนมาก สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้แน่นอน โดยที่ผ่านมา S&P500 เติบโตเฉลี่ยปีละ 10% ส่วน BTC ก็สามารถลงได้ แต่ควรมีความรู้ในระดับหนึ่ง
คุณทิวา: มองว่าในอนาคตอีก 10-20 ปีข้างหน้า เงินเฟ้อจะไม่ได้น่ากลัวอย่างในอดีตที่ผ่านมา ปัญหาที่มองว่าน่าจะเป็นเรื่องใหญ่กว่าคือการเข้ามาของ AI ที่จะสร้างอัตราการว่างงานระดับสูง แต่ถ้าเรามองถึงเงินเฟ้อ คุณทิวาเชื่อว่าเงินเฟ้อจะส่งผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยงแทบทุกอย่าง เช่น ตลาดหุ้น คริปโตฯ
2.จะลงทุนยังไงในอีก 5-10 ปีข้างหน้า?
คุณ CK: มองว่าคนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเงินและการลงทุนอยู่มาก ถ้าอยากรวยให้เน้นการหาเงินให้มากขึ้น แล้วค่อยทยอยเติมพอร์ต เพราะจะเน้นลงทุนเพื่อให้รวยอย่างเดียวนั้นทำได้ยาก
คุณทิวา: ถ้ามีความสามารถในการหาหุ้นขนาดเล็ก Underdog ที่มีโอกาสเติบโตได้ ก็มีโอกาสได้ 10-100 เด้งได้ แต่จะยากสักหน่อย มองว่านักลงทุนคนคือนักเลือก ข้อดีคือเราไม่ต้องเก่งในการทำงานเองก็ได้
3.ทั้งสองคนสร้าง Wealth มาจากอะไร?
คุณ CK: พอร์ตเติบโตมาจากทั้งหุ้นและคริปโตฯ โดยซื้อหุ้น Amazon, Facebook และ Nvidia มานานมาก ส่วนคริปโตฯ ทยอยซื้อ BTC ตั้งแต่ 600-700 ดอลลาร์, ETH ทยอยซื้อตั้งแต่ 36-86 ดอลลาร์ และยังซื้อ SOL ตั้งแต่ 0.25 ดอลลาร์ โดยกลยุทธ์เน้นการเข้าซื้อในจุดที่คนไม่เชื่อ และถือยาวหลายๆปี
พอร์ตของคุณ CK ในปัจจุบัน มีคริปโตฯเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุด (ประมาณ 25% โดยถ้านับแค่ BTC มี 1000 BTC) รองลงมาเป็นหนี้ และ หุ้นตามลำดับ
คุณทิวา: สร้าง Wealth มาจากหุ้นไทยเป็นหลัก เคยลงทุนในเหรียญ LUNA แต่ขาดทุนไปเยอะ คุณทิวามีมุมมองว่าสิ่งที่ยากที่สุดในการลงทุนคือระหว่างทาง คือเราต้องหาสินทรัพย์ที่ถือแล้วนอนหลับได้ จึงต้องเป็นอะไรที่เราเชื่อจริงๆ
พอร์ตของคุณทิวาในปัจจุบันมีหุ้นไทย 70%, หุ้นจีน 30% และที่เหลือมีคริปโตฯเล็กน้อย
4.ระหว่างหุ้นเทคฯ VS. คริปโตฯ เลือกอะไร?
คุณ CK: เลือกหุ้น เพราะมองว่า Talent ในปัจจุบันไปทำด้าน AI กันหมด ดังนั้นนวัตกรรมและเงินจาก VC น่าจะไปอยู่ที่หุ้น AI ส่วนคริปโตฯมีนวัตกรรมที่เริ่มชะลอตัวลงกว่า ไม่เหมือนกับยุคปี 2020-2021 ที่มี DeFi เป็นนวัตกรรมใหม่ในตอนนััน
คุณทิวา: เห็นด้วยกับคุณ CK เพราะมองว่าทุกวันนี้ Infrastructure มันพร้อมสำหรับการเติบโตของ AI แต่ถึงแม้ว่าจะเลือกหุ้น แต่เริ่มลงในคริปโตฯด้วย สุดท้ายมองว่าเราไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง สามารถกระจายความเสี่ยงได้ ตราบใดที่เรามี Edge ในสินทรัพย์ที่เราเลือก
5.ความเสี่ยงในหุ้น AI?
คุณ CK: ไม่เชื่อว่าหุ้น AI จะเกิด Bubble เพราะสถานการณ์ไม่เหมือนตอนที่เกิด Dotcom bubble เลย โดยตอนนี้เป็นการเข้ามาของกลุ่มหุ้นอย่าง Mag7 ที่มี Fundamental และเงินจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมองว่า เรายังอยู่ในจุดที่ Early ที่ AI ยังเติบโตได้อีกมาก (New S-Curve)
คุณทิวา: มีมุมมองที่แตกต่าง โดยคิดว่าตอนนี้จีนอาจเข้ามาเป็นความเสี่ยงต่อหุ้น AI ของสหรัฐฯ ซึ่งแนวทางของจีนอาจสร้างมาเป็น Software ฟรี และเน้นขาย Hardware ซึ่งอาจทำให้หุ้นAI ของสหรัฐฯ เกิดสะดุดได้ ดังนั้นให้จับตาดูจีนให้ดี
6.มุมมองต่อ BTC?
คุณ CK: มองว่าถ้าถือ BTC ยังไงในอนาคตก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นแน่นอนเพราะว่าเงินเฟ้อ แต่ถ้าถือเงินสด จะมีมูลค่าลดลงเรื่อยๆ อย่างน้อยที่สุดถือตราสารหนี้สหรัฐฯ เสี่ยงน้อยกว่าถือเงินสดในธนาคาร
คุณทิวา: ทุกวันนี้ยังหาหุ้นลงทุนได้อยู่ แต่ก็มีถือ BTC ไว้เพื่อติดตามตลาด และเทรนด์การเงินของอนาคตด้วย สุดท้ายมองว่าเราสามารถเลือกถือสินทรัพย์อะไรก็ได้ที่เราถนัด
สรุป : จำเป็นไหมต้องมี Bitcoin?
คำถามว่า “ต้องมี Bitcoin ไหม?” อาจไม่มีคำตอบแบบตายตัว แต่จากมุมมองของทั้งคุณ CK และคุณทิวา มีส่วนที่คล้ายกันคือ “ไม่จำเป็นต้องมี Bitcoin ถ้าเราไม่เข้าใจ แต่ถ้าเข้าใจและยอมรับความผันผวนได้ การถือบางส่วนเพื่อกระจายความเสี่ยงก็สมเหตุสมผล” และสิ่งที่ทั้งคู่เห็นตรงกันชัดเจนที่สุดคือ
-
ความมั่งคั่งสร้างได้จาก “การหาเงินให้เก่งขึ้น”
-
เลือกสินทรัพย์ที่ “เราถือแล้วนอนหลับได้”
-
ระยะยาวสำคัญกว่าความผันผวนระยะสั้น
เพราะในท้ายที่สุด การลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนแบบที่เราเข้าใจและสามารถถือไปได้ตลอดเส้นทาง โดยไม่ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงระหว่างทาง
