Official Update :

ธปท.ชี้เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติช้า ฉุดเศรษฐกิจไทย ทรุด 0.5 %

แบงก์ชาติ ชี้เสี่ยงสูงทั้งโควิดรอบ2 – คนรายได้ลดลง-ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ฉุด GDP ติดลบหนักกว่าเดิมที่ 8.1% บ เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดเหลือเพียง 6.7 ล้านคน จากเดิมคาด 8 ล้านคน จะฉุดเศรษฐกิจทรุด 0.5% เกาะติดตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือน ดีกว่าคาด ยกเว้นลงทุนภาคเอกชนหดตัวสูง หวั่นลากประเทศหลุดกับดักยาก

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในเดือนก.ย. 2563 ธปท. จะมีการปรับประมาณการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ปีนี้และปีหน้า เนื่องจากภาคท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัว โดยไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไทยเป็นเดือนที่4 แล้ว ทำให้ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง 6.7 ล้านคน ธปท.จึงเตรียมปรับลดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเหลือ 6.7 ล้านคน จากเดิมคาดไว้ที่ 8 ล้านคน ซึ่งตัวเลขที่ลดหายไป 1.3 ล้านคน จะกระทบต่อ GDP ปีนี้ลดลง 0.5% ส่งผลให้ GDP ปีนี้ติดลบมากกว่าที่คาดเดิม -8.1%

โดยตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับลดลงนั้นสอดคล้องกับคาดการณ์ของกระทรวงการคลังและสภาพัฒน์ ที่คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6.7%

รวมทั้งจะปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของปี 2564 ลงเหลือ 12 ล้านคน จากคาดเดิม 16 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับการคาดการณ์จากกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา จะกระทบต่อ GDP ที่คาดการณ์ไว้อยู่ที่ระดับ 5%เช่นกัน

“การปรับ GDP ในเดือนกันยายนนี้ มีความเป็นไปได้ 2 ทาง คือ ปรับติดลบน้อย หรือติดลบมาก ถ้าดูตัวเลขเครื่องชี้เศรษฐกิจรายเดือน มิ.ย. และ ก.ค. ปรับตัวได้ดีกว่าที่เราประเมินไว้ แต่ข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง ที่เราดูมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงแน่ ซึ่งยังไม่ได้นับรวมความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโควิดในระยะที่ 2 ซึ่งตอนนี้สถานการณ์ระบาดในประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ปีหน้าความเสี่ยงจะมากกว่านี้ ซึ่งต่างประเทศจะฟื้นได้หรือไม่ได้ จะต้องคอยดูต่อไป ซึ่งปีหน้าหากนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่เข้ามา เศรษฐกิจไทยอาจลำบากได้ เป็นตัวที่ต้องระวัง” นายดอนกล่าว

นายดอน กล่าวว่า หวังว่า รัฐบาลจะสามารถหาวิธีทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้ามาได้ในระยะข้างหน้า เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ และปี 2564 แต่ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดการระบาดโควิด-19 ระลอก 2 ขึ้น เพราะหากเกิดการระบาดขึ้นอีกรอบจะทำให้ประเทศตกอยู่ในภาวะลำบากได้ เพราะอาจจะมีการล็อกเมืองบางเมืองเกิดขึ้นอีก ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวอยู่ที่ 20% ของ GDP

นายดอนกล่าวถึงปัญหาว่างงาน ว่า อาจจะมีเพิ่มขึ้นบ้าง แต่เป็นอัตราชะลอตัวสอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ที่ธปท. สนใจ คือ “วิกฤตของรายได้ที่ลดลง” เนื่องจากชั่วโมงทำงานยังอยู่ระดับต่ำ สะท้อนจากดัชนีชั่วโมงการทำงานที่หายไปจากการปิดกิจการชั่วคราว เดือน ก.ค. ลดลงมาต่ำกว่าเดือนมิ.ย.2563 สะท้อนภาพรวมที่ยังอ่อนแอ และยังกระทบต่อด้านการใช้จ่ายบริโภคภาคเอกชน

สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค. 2563 โดยรวมปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเห็นสัญญาณการหดตัวลดน้อยลง ยกเว้นการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งพระเอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยังคงเป็นการใช้จ่ายภาครัฐที่ขยายตัวต่อเนื่อง และผลของการผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองทั้งในและต่างประเทศ ทำให้การบริโภคภาคเอกชน หดตัวน้อยลง ประกอบกับเป็นเดือนที่มีวันหยุดยาว ทำให้ประชาชนออกมาท่องเที่ยวและใช้จ่ายมากขึ้น

“สิ่งที่เห็นคือ กิจกรรมท่องเที่ยวภายในประเทศปรับดีขึ้นมาก โดยจำนวนนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นมาใกล้ 0%เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สอดรับกับอัตราเข้าพักที่ฟื้นตัวตามมาตรการเราเที่ยวด้วยกัน ที่ให้ผลระดับหนึ่ง แต่ยังกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ที่ใกล้กรุงเทพฯและปริมณฑล ส่วนทางใต้ กระบี่ ภูเก็ต ยังไม่เห็น สะท้อนถึงการฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ซึ่งการท่องเที่ยวจะมีผลต่อการบริโภคอย่างมาก” นายดอนกล่าว

นายดอนกล่าวว่า ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรม เดือนก.ค. มีการหดตัวน้อยลงเกือบทุกหมวดสินค้า ซึ่งสอดคล้องกับการส่งออกบริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น แต่ด้านการลงทุนภาคเอกชนหดตัวสูงขึ้น ตามการลงทุนหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ปัจจัยหนึ่งมาจากกำลังการผลิตส่วนเกินที่ เหลืออยู่มาก เนื่องจากอุปสงค์(ด้านความต้องการ)อยู่ในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นตัว

“ภาคลงทุนเอกชนที่หดตัวมานาน และหากในระยะยาวยังไม่สามารถเอาการลงทุนกลับมาได้ น่าเป็นห่วง เพราะจะทำให้ไทยไม่มีโอกาสหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง” นายดอนกล่าว

ในส่วนของมูลค่าการส่งออก เดือนก.ค. ยังหดตัว 11.9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และหากไม่รวมการส่งออกทองคำ มูลค่าจะติดลบ 14.3% ถือว่าหดตัวลดลงตามการส่งออกที่ปรับดีขึ้นในหลายหมวดสินค้า อาทิ หมวดยานยนต์และชิ้นส่วน หมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ และหมวดอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า ที่ทยอยฟื้นตัวตามการผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองในหลายประเทศ

ด้านการนำเข้าสินค้าเดือนก.ค. ยังหดตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลของฐานนำเข้าน้ำมันดิบที่ราคาต่ำลง และสินค้าทุนที่ต่ำในปีก่อนหมดลง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งสะท้อนความต้องการทั้งในและต่างประเทศที่แม้ปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

“การส่งออกจะเห็นการปรับตัวดีขึ้นอีกในระยะต่อไป โดยไทยส่งออกไปสหรัฐขยายตัวได้ ส่วนจีนติดลบชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ตัวเลขส่งออกที่ดีขึ้น เพราะเป็นเดือนที่มีการส่งออกทองคำเยอะหลังจากราคาทองคำโลกปรับตัวขึ้นทำประวัติศาสตร์ ขณะที่นำเข้าเห็นสินค้าอุปโภคบริโภคติดลบแรง โดยดุลการค้าเกินดุลสูงขึ้น ส่งผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอย่างมีนัย” นายดอนกล่าว

โดยเดือน ก.ค. ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเกินดุลประมาณ 1.8 พันดอลลาร์สหรัฐจากเดือนก่อนขาดดุล 0.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายใกล้สมดุล เนื่องจากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ(FDI) มีกำไรลดลง เช่นบริษัทรถยนต์ จึงดูเหมือนไหลออก

ส่วนทิศทางค่าเงินบาทเดือน ก.ค. นายดอนกล่าวว่า โดยเฉลี่ยอ่อนค่าลงจากเดือนมิ.ย. เนื่องจากปัจจัยในประเทศที่เกิดกระแสโควิด-19กลับมาระบาด และรัฐบาลมีการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ ซึ่งการอ่อนค่าของเงินบาทช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง แต่ก็มีการปรับแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในเดือนส.ค. ตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลง ตามอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่กลับมาเป็นบวกเป็นสำคัญ ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการเงินเยียวยา 5,000 บาทของรัฐบาลสิ้นสุดลง ขณะที่เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้นจากราคาข้าวและยางที่มีแนวโน้มดีขึ้น ในช่วงที่เหลือปีนี้ ส่วนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทยอยฟื้นตัวต่อเนื่องแต่ยังอยู่ระดับต่ำ