Official Update :

บสย.เล็งขายหนี้เสีย 2 หมื่นล้าน ชงคลังเพิ่มวงเงินค้ำสินเชื่อ SME สกัดหนี้เสียพุ่ง

บสย.เตรียมแผนโละหนี้เสียขาย 2 หมื่นล้านให้ AMC คาดได้ราคาต่ำ 30% ตามสภาพลูกหนี้เน่าตกค้าง เผยชงคลังเพิ่มวงเงินค้ำสินเชื่อ SME อีก 1.5 แสนล้าน รับมือลูกหนี้หมดโปร “มาตรการพักหนี้” สิ้นเดือนก.ย. หวังได้งบฯ ปี 64 หนุนรับช่วงลูกหนี้ไปต่อไม่ไหว สกัดปัญหาตกชั้นหนี้เสียพุ่ง ปลื้มผลงานค้ำสินเชื่อช่วงโควิด ประคองลูกหนี้ปกติมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยกับ “Wealthy Thai” ถึงแผนแก้ปัญหาหนี้เสียของบสย. ที่มียอดคงค้างทั้งหมด 4 หมื่นล้านบาท ว่า บสย.กำลังเตรียมแผนจะตัดขายประมาณ 2 หมื่นล้านบาท หรือ 20% ของหนี้เสียดังกล่าว ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ด้วยการจัดพอร์ตลูกหนี้เป็นล็อตๆ ซึ่งน่าจะกลุ่มละ 3-4 พันล้านบาท ทั้งนี้คาดว่าจะขายได้ราว 30% ของมูลหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้เก่าที่ปรับโครงสร้างหนี้ไม่สำเร็จตกค้าง

สำหรับแผนดำเนินการค้ำประกันสินเชื่อในระยะข้างหน้า ดร.รักษ์กล่าวว่า บสย.เตรียมออกโครงการค้ำประกันสินเชื่อบสย. SMEs ตามนโยบายรัฐบาล ระยะที่ 9 (PGS9) วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อช่วยลดปัญหาหนี้เสียของเอสเอ็มอีในระบบ หลังจากที่มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่จะหมดทยอยอายุตั้งแต่เดือนก.ย.นี้เป็นต้นไป ซึ่งอาจจะเห็นลูกหนี้ที่เข้ามาตรการฯ ยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ตามปกติได้ และอาจตกชั้นเป็นลูกหนี้ถูกจับตาเป็นพิเศษ หรือ SM (ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน) มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งโครงการนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง และจะต้องเสนอคณะรัฐมนตรีตามลำดับ โดยเม็ดเงินจะมาจากงบประมาณของปี 2564 จึงคาดว่าจะเริ่มเดือนต.ค. 2563

โดยโครงการค้ำประกัน PGS 9 วงเงิน 1. 5 แสนล้านบาทนั้น จะแบ่งเป็นวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท สำหรับช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้กับลูกหนี้ที่กำลังจะตกชั้นด้อยคุณภาพ ตั้งแต่ระดับ SM (ค้างชำระไม่เกิน 2 เดือน) จนถึงระดับ NPL (ค้างชำระเกิน 3 เดือนขึ้นไป) และอีก 1 แสนล้านบาท ช่วยกลุ่มลูกหนี้ปกติ ซึ่งคาดว่าโครงการ PGS 9 จะสามารถช่วยให้ธนาคารพาณิชย์ สามารถปล่อยสินเชื่อให้แก่เอสเอ็มอีได้ประมาณ 1.1 แสนล้านบาท จำนวน 1 แสนราย หรือเฉลี่ยรายละ 1.3 แสนบาท

“เราทำแคมเปญ PGS 9 อีกจำนวน 1.5 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจ้างงงาน และรองรับเศรษฐกิจปีหน้า เอสเอ็มอีจะได้สามารถเดินต่อไปได้ รักษาสถานะเป็นลูกหนี้ปกติไว้มากที่สุด” ดร.รักษ์กล่าว

สำหรับผลดำเนินงานค้ำประกันสินเชื่อบสย. ในระหว่างเดือนมีนาคม-17 สิงหาคม 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการ SMEs ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 บสย.ช่วยผู้ประกอบการ SMEs ค้ำประกันสินเชื่อ ได้จำนวน 117,508 ราย

ซึ่งแยกเป็นลูกค้าตามโครงการต่างๆ ดังนี้ โครงการบสย. SMEs สร้างไทย วงเงิน 49,869 ล้านบาท จำนวน 21,004 ราย และโครงการทั่วไปภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 8 อีกจำนวน 35,694 ล้านบาท จำนวน 13,143 ราย โดยโครงการค้ำประกันสินเชื่อบสย. SMEs ไทยชนะ จัดเป็นโครงการที่บสย.ดำเนินการเอง จำนวน 2,601 ล้านบาท จำนวน 406 ราย และโครงการค้ำประกันสินเชื่อกลุ่มอาชีพอิสระ ผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อไมโคร 3 วงเงิน 6,547 ล้านบาท จำนวน 82,955 ราย

“จากมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีของบสย. วงเงินค้ำประกันรวม 95,500 ล้านบาท จะก่อให้เกิดสินเชื่อเพิ่มในระบบประมาณ 1.11 แสนล้านบาท และช่วยลดการเกิดหนี้มีปัญหาได้กว่า 8.6 หมื่นล้านบาท หรือ 1.8% ของยอดสินเชื่อรวม 6.09 แสนล้านบาท เทียบจากไตรมาสแรกที่เกิดโควิด” ดร.รักษ์กล่าว

โดยแยกเป็นส่วนของ NPL ลดลงเหลือสัดส่วน 5.6% ของสินเชื่อในระบบ หรือ 342,206 ล้านบาท จากไตรมาสแรก อยู่ที่ 5.8% หรือ 346,818 ล้านบาท ส่วน SM ลดเหลือ11.4% หรือ 692,062 ล้านบาท จากไตรมาสแรก 13% หรือ 774,982 ล้านบาท และลูกหนี้ปกติ เพิ่มขึ้นเป็น 83% หรือ 5.06 ล้านล้านบาท จากไตรมาสแรก 81.2% หรือ 4.86 ล้านล้านบาท

ดร.รักษ์ กล่าวว่า จากการผลักดันโครงการต่างๆ เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อ โดยใช้กลไกค้ำประกันสินเชื่อๆ ผ่านมาตรการของรัฐและโครงการของบสย. ทำให้มีความมั่นใจว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อได้ โดยคาดว่าบสย. จะสามารถอนุมัติยอดค้ำประกันสินเชื่อได้มากกว่า 1.5 แสนล้านบาท และช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อได้มากกว่า 1.2 แสนราย

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ครม.มีมติเสนอมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีเพิ่มเติม เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น โดยให้บสย.ค้ำประกันสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อเสริมสภาพคล่อง 3 โครงการ ดังนี้

1.โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS Sofe Loan พลัส วงเงิน 5.7 หมื่นล้านบาท สำหรับเอสเอ็มอีที่ใช้ซอฟโลน จะเริ่มเข้ามาค้ำประกันและเก็บค่าธรรมเนียมในต้นปีที่ 3 นับจากวันที่ผู้ประกอบการ SMEs ได้รับสินเชื่อ ค้ำประกันสูงสุดต่อราย 100 ล้านบาท โดยมาตรการนี้จะรองรับซอฟโลนของธปท. ที่มีระยะเวลากู้เพียง 2 ปี

2.โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS ระยะที่ 8 หรือ “บสย. SMEs ชีวิตใหม่” วงเงิน 10,000 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ทั่วไป วงเงินไม่เกิน 20 ล้านต่อรายรวมทุกสถาบันการเงิน ในอัตราค่าธรรมเนียมร้อยละ 1.75 ต่อปี ระยะเวลาค้ำประกัน 10 ปี

และ 3.โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Micro Entrepreneur ระยะที่ 3 วงเงิน 15,000 ล้านบาท ซึ่งมติ ครม.อนุมัติขยายเวลา จากเดิมสิ้นสุด วันที่ 23 กรกฎาคม 2563 เป็น สิ้นสุดวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ปัจจุบันมีวงเงินคงเหลือ 2,500 ล้านบาท คิดอัตราค่าธรรมเนียมร้อยละ 1-2 ต่อปี ระยะเวลาค้ำประกัน 10 ปี

นอกจากนี้บสย.ยังมีโครงการช่วยเอสเอ็มอีอีก 4 โครงการ ได้แก่ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. SMEs พลิกฟื้นท่องเที่ยว วงเงิน 3,700 ล้านบาท ปัจจุบันมีวงเงินคงเหลือ 1,300 ล้านบาท คาดว่าจะช่วย SMEs 1,400 ราย ,โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Start-up & Innobiz วงเงิน 8,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีวงเงินคงเหลือ 3,500 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการ SMEs 2,400 ราย

โครงการค้ำประกันสินเชื่อบสย.SMEs ไทยชนะ ซึ่ง บสย. ดำเนินการเอง วงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อช่วย SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 คาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการ SMEs ได้ 12,000 ราย และโครงการค้ำประกันสินเชื่อบสย. เพิ่มพูน ( DG) วงเงิน 1,200 ล้านบาท ช่วย SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 ช่วยผู้ประกอบการ SMEs 240 ราย