Official Update :

ปรับกลยุทธ์รับ “ตลาดลงทุนโลก” เปลี่ยนเร็วเว่อร์... แนะ “ถือเงินสด” 5-10% พร้อมกระจายเสี่ยง “สินค้าโภคภัณฑ์” 4-6% ป้องกันเงินเฟ้อ !!!

Fund Manager View: ผ่านเข้าครึ่งปีหลังได้ไม่นาน ดูเหมือน “เงินเฟ้อ” จะผ่านจุดพีคไปแล้ว ล่าสุดทาง “ธนาคารกลางสหรัฐ” (FED) ก็ออกมาส่งสัญญาณว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนก.ค.น่าจะ +0.75% ก่อนจะลดดีกรีลงหลังจากนั้น


เรียกว่านโยบายการเงินคงไม่จำเป็นต้องเข้มงวดมากเช่นช่วงที่ผ่านมาแล่ว ก็เป็นสัญญาณในเชิงบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลกทันที


ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ก็เริ่มทยอยปรับตัวลง แต่ก็ยังคงต้องจับตาใกล้ชิดเพราะดู “สงครามยูเครน-รัสเซีย” เองดูยังเป็นปัจจัยที่พร้อมจะกลับเข้ามาเขย่าตลาดการลงทุนได้เสมอเช่นกัน


ในสถาการณ์ลงทุนของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างรวดเร็ว จะปรับกลยุทธ์รับมือกันยังไง ตาม ทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthythai’ ไปฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญพร้อมกันได้เลย



มองบวกหุ้น 3 ตลาด “จีน
-ไทย-เวียดนาม”...รับเปิดประเทศ-ศก.ฟื้นตัว

ในช่วงที่ตลาดรอความชัดเจนจากผลประกอบการไตรมาส 2 และทิศทางดอกเบี้ยปี 2023  นั้น


ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ” ผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าทีม SCB Chief Investment Office (SCB CIO ) ธนาคารไทยพาณิชย์ แนะนำกลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation portfolio) โดยให้ถือ “เงินสด” ใน Portfolio สัดส่วนประมาณ 5-10% พร้อมทยอยสะสมพันธบัตร Investment Grade เพื่อสร้างกระแสรายได้ให้กับ Portfolio สัดส่วน 20-30% และมีมุมมอง ‘Neutral’ สำหรับการลงทุนใน “หุ้นโดยรวม”



(ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ)



“อย่างไรก็ตามเรายังคงมุมมอง
 ‘Slightly positive’ ต่อเศรษฐกิจและตลาด ‘หุ้นจีน A-share’ หลังมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แม้เริ่มมีตัวเลขผู้ติดเชื้อมากขึ้น แต่เราเชื่อว่าการปิดเมืองข้างหน้าจะเป็นแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อควบคุมผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ยังคงมุมมอง ‘หุ้นไทย’ และ ‘เวียดนาม’ ที่ ‘Slightly Positive’ เราเชื่อว่าการเปิดเมืองของทั้ง 2 ประเทศจะทำให้เศรษฐกิจและผลประกอบการฟื้นตัวชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดยตลาดหุ้นทั้งสองประเทศมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา นับเป็นโอกาสที่ดีในการทยอยสะสมเข้าพอร์ต โดยมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยในทั้งสองประเทศจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ในส่วนของไทยมีโอกาสที่ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับดอกเบี้ยขึ้นครั้งละ 0.25% ใน 3 การประชุมที่เหลือของปี”



แนะมี “สินค้าโภคภัณฑ์” ติดพอร์ต 4-6
%...ป้องกันความเสี่ยง “เงินเฟ้อ” ที่ยังอยู่

นอกจากนี้ ยังคงแนะนำให้มี “สินค้าโภคภัณฑ์” ประมาณ 4-6% ของ portfolio เพื่อเป็นการจัดการความเสี่ยง “เงินเฟ้อ” โดยเน้นที่น้ำมันซึ่งยังมีความตึงตัวของอุปทาน รวมถึงอุปสงค์น้ำมันโลกในช่วงครึ่งหลังของปียังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นจากการเปิดเมืองเปิดประเทศโดยเฉพาะในเอเชีย อย่างไรก็ตามเราปรับสินค้าโภคภัณฑ์ ลงเป็น ‘slightly positive’ เพื่อสะท้อนความกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่จะมีผลต่ออุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยผลกระทบจะมีค่อนข้างมากกับสินค้าที่ไม่ได้มีความตึงตัวในอุปทานในระยะข้างหน้า เช่น ทองแดง 



เปิด 5 ปัจจัย หนุน “โครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน”...ยังเติบโตและโดดเด่นกว่า “โครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม”

แม้ “เงินเฟ้อ” จะมีแนวโน้มชะลอตัวลงแต่ก็ยังคงทรงตัวในระดับสูง ดังนั้นการมองหาการลงทุนที่ต่อสู้กับเงินเฟ้อได้ดีจึงยังเป็นสิ่งที่ควรทำ


โดย “ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) มองว่า การลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน” กำลังเป็นที่น่าจับตามองและแตกต่างจากการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม” ที่เน้นลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ สนามบิน ทางด่วน ทางรถไฟ ส่วนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนจะลงทุนในธุรกิจด้านน้ำ พลังงานสะอาด การขนส่งและการจัดเก็บอาหาร  โครงข่ายไฟฟ้า การจัดการของเสีย  ที่มีอุปทานที่จำกัด มีอุปสงค์เพิ่มขึ้น ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายรัฐ และสอดคล้องกับ Sustainable Development Goals  (SDG) คือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาตินั่นเอง



(ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์)

 

ปัจจัยสนับสนุนที่ทำให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนมีความน่าสนใจในช่วงนี้ คือ 


1) Not overcrowded Trade หุ้นกลุ่มนี้ ยังไม่ได้มีการซื้อขายคับคั่ง โดยมีระดับ valuation ที่น่าสนใจ และแนวโน้มตลาดที่เติบโตสูง


2) Stable Income ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ และมีรายได้ปรับเพิ่มตามอัตราเงินเฟ้อ และธุรกิจอยู่ในตลาดผู้ขายน้อยราย หรือกึ่งผูกขาด ที่สามารถจ่ายปันผลสม่ำเสมอ  


3) Diversification & Downside Protection ช่วยเรื่องกระจายการลงทุนได้ดี เนื่องจากหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน มีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ น้อย ประกอบกับที่ผ่านมา มีความผันผวนที่ต่ำเมื่อเทียบกับตลาดหุ้น และสามารถปกป้องพอร์ตการลงทุนในตลาดขาลงได้ 


4) Growth คาดเงินลงทุนมากกว่า 38 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนภายในปี 2030 จะเป็นปัจจัยสนับสนุนธุรกิจให้เติบโตสูงต่อเนื่อง 


5) Alpha Generation สามารถสร้างอัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้น จากการลงทุนในหลากหลายธุรกิจที่ขยายตัวตามความต้องการใช้ทรัพยากรที่เพิ่มขึ้น ทั้งในด้าน พลังงานสะอาด (ที่จะเติบโตจนมีสัดส่วนเป็น 28% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด ในปี 2040), น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคอาหาร (ที่จะเพิ่มขึ้นอีก+70%, ในปี 2050)


นักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสลงทุนในช่วงที่ “ตลาดโลก” กำลังจะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการลงทุนไปจากเดิมหลังจากนี้ เชื่อว่าทั้ง 3 ตลาดหุ้น “จีน-ไทย-เวียดนาม” และ “โครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน” น่าจะเป็นทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มพอร์ตการลงทุนของคุณได้ไม่มากก็น้อย

โต๊ะกองทุน Wealthythai