Official Update :

5 เบญจภาคี “RMF” ทั้งเซฟภาษี & ไม่พลาดโอกาสการลงทุน!!! “ABAPAC-RMF” & “ABSC-RMF” & “ABSI-RMF” & “ABSM-RMF” & “ABGDD-RMF”

“ปีเสือดุ” นี้ถือเป็นอีกปีที่ยากสำหรับการลงทุน แต่ใช่ว่าจะไร้โอกาสการลงทุนแต่ประการใด


ในขณะที่ภาพ “เศรษฐกิจโลก” กำลังชะลอตัวลง และบางประเทศเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะ “เศรษฐกิจถดถอย” (Recession) นั้น แต่นั่นไม่ใช่กับภูมิภาค “เอเชีย” และ “ไทย” ซึ่งเป็นภาพที่แตกต่างกันออกไป


นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ...หากแต่เป็นการเข้าสู่ “วงจรเศรษฐกิจ” ที่ต่างกันออกไปเป็นสำคัญ !!!


“การลงทุนที่ง่ายกว่า” คือ การพาตัวเองเข้าไปสู่แนวโน้มการลงทุนหลักที่จะมีการเติบโต ในอุตสาหกรรมที่ถูกต้อง และในจังหวะที่เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลลงทุนเพื่อ “ประหยัดภาษี” ท้ายปีเช่นนี้ด้วย...ยิ่งสำคัญ


จะดีกว่ามั้ย?...ถ้าเราสามารถไปเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนในภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโต ซึ่งทาง “บลจ.อเบอร์ดีน (ประเทศไทย)” มี 3 “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” (RMF) เด่น ได้แก่ ABAPAC-RMF ABSC-RMF” และ “ABSI-RMF” เป็น 3 ประสาน ที่ตอบโจทย์การลงทุนในช่วงนี้ ครอบคลุมทั้ง “หุ้นเอเชีย” “หุ้นไทย” และ “ตราสารหนี้ไทย”


นอกจากนี้ ยังมี 2 “กองทุน RMF น้องใหม่” ที่ต่อยอดมาจากกองทุนที่ประสบความสำเร็จด้วยโมเดลการลงทุนที่โดดเด่น ได้แก่ “ABSM-RMF& ABGDD-RMF” กับโอกาสลงทุนครั้งใหม่ใน “หุ้นไทยไซส์กลาง-เล็ก” & “หุ้นปันผลทั่วโลก” ที่ เพิ่มเติมมาพร้อมกันในครั้งนี้ด้วย


ถือเป็น 5 เบญจภาคี “RMF” ที่จะช่วยเติมเต็มพอร์ตเกษียณของคุณได้เป็นอย่างดีมาฝากกัน

“หุ้นเอเชีย” & “หุ้นไทย” เศรษฐกิจโตแข็งแกร่ง...‘ราคาไม่แพง’

โดยล่าสุดทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) มีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของ “เอเชีย” ที่คาดว่าจะโตต่อเนื่องได้ 4.0% และ 4.3% และ “ไทย” ที่คาดว่าจะโต 2.8% และ 3.7% ในปี 2022 และ 2023 ตามลำดับ ในขณะที่ “เศรษฐกิจโลก” มีแนวโน้มชะลอตัวลงเหลือ 3.2% และ 2.7% ในช่วงเวลาเดียวกัน (ที่มา: IMF, World Economic Outlook, October 2022)


นอกจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสวนทางเศรษฐกิจโลกโดยรวมแล้ว ในแง่ของมูลค่าเองก็ถือว่า ไม่แพง เมื่อเทียบกับ หุ้นโลก โดย “หุ้นเอเชีย” มีราคาต่อกำไรสุทธิข้างหน้า (P/E Fwd) เพียง 10.64 เท่า ในขณะที่ “หุ้นไทย” อยู่ที่ 16.90 เท่า เมื่อเทียบกับ “หุ้นโลก” ที่ 14.21 เท่า (ที่มา: msci.com, ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค. 22) ก็ยิ่งเพิ่มเสน่ห์และความน่าสนใจให้กับ “หุ้นเอเชีย” และ “หุ้นไทย” ได้เป็นอย่างดี



ABAPAC-RMF”…เฟ้น “หุ้นเอเชีย” ภูมิภาคแห่งการเติบโต !!!

เริ่มต้นกันที่ “เอเชีย แปซิฟิค” ภูมิภาคที่เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก แต่การจะไปลงทุนโดยตรงด้วยตัวเองก็เป็นเรื่องที่ยากและคงไม่สะดวกเท่าไรนัก การลงทุนผ่านกองทุนรวมอย่าง ABAPAC-RMF: กองทุนเปิด อเบอร์ดีน เอเชีย แปซิฟิค เอคควิตี้ เพื่อการเลี้ยงชีพ” จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี โดยกองทุนนี้จะเน้นลงทุนในกองทุนต่างประเทศที่มีชื่อว่า “abrdn Pacific Equity Fund” (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่า 80% ของ NAV ซึ่งจะช่วยเปิดประตูให้คุณเข้าถึงโอกาสเติบโตของบริษัทชั้นนำทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค (ไม่รวมญี่ปุ่น)


“ซึ่งกองทุนหลักเองนั้นบริหารด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญมีประวัติการลงทุนในเอเชียมาอย่างยาวนาน มีประสบการณ์การลงทุนมากว่า 30 ปี ด้วยสไตล์ของ ‘อเบอร์ดีน ที่ไม่ได้มองมิติในเรื่องของการเงินเท่านั้น หากแต่ได้ผสมผสานแนวคิดการลงทุนด้าน ESG’ ไว้ในปรัชญาการลงทุนเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีอย่างยั่งยืนในระยะยาวได้อย่างลงตัว ซึ่งกำลังเป็นกระแสหลักของโลกการลงทุนในปัจจุบันที่นักลงทุนสามารถวางใจได้”



“กองทุนหลัก” คัด 6 ธีมเด่นหนุนศก.เอเชีย...เฟ้นหา
‘หุ้นเด็ด’ ที่ดีสุดเพื่อลงทุน

สำหรับการเติบโตของภูมิภาค “เอเชีย แปซิฟิค” นั้นได้รับอานิสงส์จากหลากหลายปัจจัย ซึ่งกองทุนหลักได้มุ่งแสวงหาโอกาสการลงทุนจากปัจจัยเหล่านั้นที่ครอบคลุม “6 ธีม” การลงทุนที่สอดรับกับการเติบโตของภูมิภาคนี้ ได้แก่


- “Aspiration: ความมุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่งคั่งนำไปสู่การเติบโตอย่างรวดเร็วในการบริโภคสินค้าและบริการในระดับพรีเมียม
- “Building Asia: การขยายตัวของสังคมเมือง (Urbanization) และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มมากขึ้น
- “Digital Futureการเติบโตของดิจิทัลแบบบูรณาการ การที่ภาคธุรกิจนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ สะท้อนอนาคตที่สดใสของกลุ่มอุตสาหกรรมนี้

- “Tech Enablersหรือ “การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี”: เอเชียมีห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีที่ดี สำหรับการเติบโตเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเปิดตัว 5G, Big Data และการเชื่อมต่อทางดิจิทัล

- “Health & Wellness: ด้วยแนวโน้มรายได้ที่ปรับตัวสูงขึ้นทำให้คนหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

- “Going Green: ทั่วโลกต่างกำหนดนโยบายมุ่งมั่นที่จะสร้างโลกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลดคาร์บอนให้ต่ำลง ซึ่งเอเชียเป็นหนึ่งในประเทศที่พร้อมขับเคลื่อนในเรื่องนี้


“กองทุนหลักจะใช้ทั้ง 6 ธีมนี้ เลือกลงทุนในบริษัทผู้นำของแต่ละอุตสาหกรรม มีการลงทุนครอบคลุมหลากหลายประเภทธุรกิจ อีกทั้งยังกระจากการลงทุนไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค (ไม่รวมญี่ปุ่น) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุนกระจุกตัวได้เป็นอย่างดีอีกด้วย” (ข้อมูลธีมการลงทุน ณ 31 มี.ค. 2565 ทั้งนี้ ธีมการลงทุนดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมในอนาคต)


โดยหน้าตาของพอร์ตกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 ต.ค. 22) พบว่ามีการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นอนาคตของเอเชียไม่ว่าจะเป็น Finance, IT, Healthcare และ Consumer เป็นต้น โดยมีการกระจายไปในประเทศที่มีการเติบโตทั้งจีน, ออสเตรเลีย และอินเดีย เป็นต้น


สำหรับตัวอย่างหุ้นในพอร์ตที่น่าสนใจ ได้แก่ “TSMCผู้ผลิตและพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากไต้หวัน, “Samsung Electronicsหนึ่งในผู้นำระดับโลกในกลุ่มชิปหน่วยความจำจากเกาหลีใต้ และเป็นผู้เล่นหลักในตลาดสมาร์ทโฟนและจอแสดงผล, และ “AIA Groupกลุ่มบริษัทประกันชั้นนำของโลก เป็นต้น



ABSC-RMF”...คัดสรร “หุ้นไทย” พื้นฐานดี !!!

ถัดมาเป็น “หุ้นไทย” อีกหนึ่งตลาดที่อยู่ในวงจรเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัวเช่นเดียวกัน โดยทาง “ธนาคารแห่งประเทศไทย” (ธปท.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะโต 3.3% และ 3.8% ในปีหน้า โดยมองเงินเฟ้อจะกลับสู่กรอบเงินเฟ้อที่ 1-3% ได้ในปีหน้าเช่นเดียวกัน และพร้อมจะใช้นโยบายดอกเบี้ยที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ใครที่ว่า “หุ้นไทย” ไร้เสน่ห์อาจจะต้องกลับมาทบทวนดูใหม่อีกครั้งเลยทีเดียว

กองทุนที่แนะนำได้แก่ “ABSC-RMF: กองทุุนเปิด อเบอร์ดีน สมาร์ทแคปปิตอล เพื่อการเลี้้ยงชีพ” ที่เน้นลงทุนในหุ้นไทยคุณภาพดี ปัจจัยพื้นฐานดี ในระดับราคาที่เหมาะสม


โดย ‘กองทุน ABSC-RMF’ จะเน้นไปยัง “3 ธีม” รับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ได้แก่


1) “ธีม Reopening Playเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศ โดยมีการกระจายทั้งค้าปลีก โรงแรม ห้างสรรพสินค้า อสังหาริมทรัพย์ และนิคมอุตสาหกรรม
2) “ธีม Global Recession Riskโดยโฟกัสที่กลุ่ม Defensive Play’ เช่นกลุ่มโรงพยาบาล โรงไฟฟ้าที่เน้น renewable energy และหลีกเลี่ยงการลงทุนในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาก Global Recession เช่น ปิโตรเคมีและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
3) “ธีม Long Term Interest Rate Hike” กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้น โดยการยัง overweight กลุ่มธนาคาร   

(ข้อมูลธีมการลงทุน ณ 30 ก.ย. 2565 ทั้งนี้ ธีมการลงทุนดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมในอนาคต)



ABSI-RMF” ลดผลกระทบจากดอกเบี้ยค่าขึ้นกับ “ตราสารหนี้ไทย” คุณภาพสูง !!!

ส่วนนักลงทุนที่กังวลผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น เราแนะนำ “ABSI-RMF: กองทุนเปิด อเบอร์ดีน สมาร์ทอินคัมเพื่อการเลี้ยงชีพซึ่งปัจจุบันเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้ระยะสั้น อายุไม่เกิน 1 ปี จึงทำให้ได้รับผลกระทบในเชิงลบด้านราคาจากดอกเบี้ยขาขึ้นค่อนข้างต่ำกว่า


พอร์ตการลงทุนก็มีความเสี่ยงด้านเครดิตค่อนข้างต่ำ เนื่องจากลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือพันธบัตรรัฐวิสาหกิจและ/หรือตราสารหนี้อื่นๆ ที่ค้ำประกันโดยกระทรวงการคลังเฉลี่ยในรอบระยะเวลาบัญชีประจำปีไม่น้อยกว่า 50% ของ NAV

“ที่สำคัญอายุของตราสารหนี้ในพอร์ตที่ต่ำกว่า 1 ปีนั้น ทำให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นในช่วงที่ดอกเบี้ยไทยเป็นขาขึ้น ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น อีกทั้งยังได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการลงทุน ที่สำคัญในยามที่ ตลาดผันผวน ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ผู้ลงทุน พักเงิน เพื่อรอจังหวะการลงทุนได้อีกด้วย” (ที่มา : abrdn, ก.ย. 2565)



ABSM-RMF”…โฟกัส “หุ้นไทยไซส์กลาง-เล็ก” ศักยภาพเติบโตสูง !!!

มาต่อกันด้วย 2 “กองทุน RMF น้องใหม่” ที่ต่อยอดมาจากกองทุนที่ประสบความสำเร็จด้วยโมเดลการลงทุนที่โดดเด่นถือเป็นทางเลือกที่จะช่วยเติมเต็มพอร์ต RMF ได้เป็นอย่างดี


สำหรับกองแรกนั้นเป็นการลงทุนใน “หุ้นไทย” แต่โฟกัสใน หุ้นขนาดกลาง-เล็ก ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง พร้อมที่จะก้าวเป็นบริษัทขนาดใหญ่ในอนาคต กับ ABSM-RMF: กองทุนเปิด อเบอร์ดีน สมอล-มิดแค็พ เพื่อการเลี้ยงชีพที่มองหาโอกาสการลงทุนที่แตกต่างโดยจะเน้นลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) ไม่เกิน 80,000 ล้านบาท ณ วันทำการก่อนหน้าวันที่ลงทุน

โดย ‘กองทุน ABSM-RMF’ จะเน้นไปยัง “3 ธีม” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่

  • Digital Transformation” ธุรกิจที่นำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตและความได้เปรียบในการแข่งขันที่เหนือกว่าคู่แข่ง
  • “Aging Society” ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพรับประโยชน์จากการที่ไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ
  • “Tourism” ธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่เป็นจุดแข็งของไทยและมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีหลังการเดินทางระหว่างประเทศกลับมาเป็นปกติ

(ข้อมูลธีมการลงทุน ณ 30 ก.ย. 2565 ทั้งนี้ ธีมการลงทุนดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมในอนาคต)



“ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า หุ้นขนาดกลางและเล็ก หลายบริษัทในไทยจะมีโมเดลธุรกิจที่เกาะกระแสไปกับการเติบโตของ เศรษฐกิจยุคใหม่’ (New economy) ทำให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคสมัยนี้ได้ และมีโอกาสการเติบโตแบบก้าวกระโดดมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่ที่อาจเติบโตเต็มที่แล้ว จึงถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสการลงทุนที่แตกต่างและน่าสนใจเช่นเดียวกัน



ABGDD-RMF” เน้น “หุ้นทั่วโลก” ที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ

ส่งท้ายกันเอาใจนักลงทุนที่ชื่นชอบการลงทุนในกลุ่ม “หุ้นปันผล” กับกองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกลบอล ไดนามิค ดีวิเด็น เพื่อการเลี้ยงชีพ” (ABGDD-RMF) ที่ลงทุนผ่านกองทุนต่างประเทศชื่อAberdeen Standard SICAV I Global Dynamic Dividend Fund (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่ต่ำกว่า 80% ของ NAV ซึ่งจะไปค้นหาหุ้นปันผลทั่วโลกที่มีการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ

“จุดเด่นของกองทุนหลักนั้น คือ เป้าหมายในการ จ่ายปันผลรายเดือนอย่างสม่ำเสมอ มี Historic Yield 5-7% (Source: abrdn, as of  30/09/2022) โดยใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ ‘Global Dynamic Dividend’ ที่แบ่งเงินลงทุนเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) การลงทุนหลัก (Core Portfolio) ประมาณ 95% และ 2) จับจังหวะการลงทุน (Dividend capture sleeve) อีกประมาณ 5% (ที่มา: abrdn. Actual investment % allocation will be in line with the investment objective disclosed in prospectus) ซึ่งรวมกันเป็นที่มาของเงินปันผลที่กองทุนหลักตั้งเป้าหมายไว้ในระดับ 6% (ที่มา: abrdn, มิถุนายน 2022) ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดีเลยทีเดียวที่สำคัญยังคงไม่ละทิ้งโอกาสสร้างผลกำไรจากราคาหุ้นด้วยเช่นเดียวกัน

โดยหน้าตาของพอร์ตกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 ต.ค. 22) พบว่ามีการกระจายการลงทุนไปในประเทศต่างๆ ทั่วโลกทั้งสหรัฐ, ฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร และเยอรมนี เป็นต้น ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนประกอบด้วย Information Technology, Financials, Healthcare และ Consumer Discretionary เป็นต้น


แม้ว่า ‘กองทุน RMF’ จะไม่มีนโยบายปันผลก็ตาม แต่ กองทุน ABGDD-RMF’ ที่เน้นลงทุนในหุ้นปันผลทั่วโลกนั้นก็จะนำปันผลที่ได้กลับไปลงทุนต่อ โดยคาดหวังที่จะได้รับผลตอบแทนจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหน่วยลงทุนในระยะยาวนั่นเอง



โปรโมชัน
 “2 ต่อ” ส่งท้ายปี-เอาใจ “สายเซฟภาษี” !!!

นอกจากนี้ทาง “บลจ.อเบอร์ดีน (ประเทศไทย)” ยังได้จัดโปรโมชันดีๆ “2 ต่อ” ส่งท้ายปีมาฝากกันด้วย


“ต่อที่ 1 รับทันที หน่วยลงทุน “กองทุนเปิด อเบอร์ดีน แคช ครีเอชั่น” (ABCC) มูลค่า 100 บาท ทุกการลงทุนใน RMF/SSF ที่ร่วมรายการ 50,000 บาท (ยกเว้น ABSI-RMF) ตั้งแต่วันนี้ – 30 ธันวาคม 2565 

 

“ต่อที่ 2 รับทันที หน่วยลงทุน “กองทุนเปิด อเบอร์ดีน แคช ครีเอชั่น” (ABCC) มูลค่า 200 บาท แค่เปิดบัญชีออนไลน์กับ “อเบอร์ดีน” คลิก https://www.abrdn.com/th-th/investor/myinvestments/how-to-open-abrdns-online-trading-account ตั้งแต่วันนี้ – 30 ธันวาคม 2565


“ทั้งนี้เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด”


หากใครสนใจสามารถศึกษารายละเอียดของกองทุนและโปรโมชันเพิ่มเติมได้ที่

https://www.abrdn.com/th-th/investor/what-we-do/tax-savings-document


สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสการลงทุนเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายเกษียณผ่าน “กอง RMF” ที่ได้ทั้งโอกาสรับ ผลตอบแทนพร้อมเซฟภาษีควบคู่กันไปนั้น เชื่อว่า 5 เบญจภาคี “RMF” จาก “บลจ.อเบอร์ดีน” นี้ จะช่วยเติมเต็มพอร์ตการลงทุนของคุณได้เป็นอย่างดี


ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน


การลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งอาจทำให้ได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก


กองทุน ABAPAC-RMF และกองทุน ABGDD-RMF มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจผู้จัดการกองทุน


ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม

บลจ.อเบอร์ดีน (ประเทศไทย)