“ECB” ส่งสัญญาณ “ขึ้นดอกเบี้ย” สกัดเงินเฟ้อสูงต่อเนื่อง... “กองหุ้นยุโรป” เมินเดินหน้าบวก- “Top5” โชว์ผลงานตั้งแต่ต้นปีเฉลี่ย +16.13% !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาส่องผลงานกลุ่ม “กองหุ้นยุโรป” ท่ามกลางความกังวลว่าจะเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่ “เศรษฐกิจถดถอย” (Recession) ตามสหรัฐไป
แต่ใครจะคิด ตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 8 พ.ค. 23) “หุ้นยุโรป” กลับปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น +14.7% เป็นรองแค่ Nasdaq100 ของสหรัฐเท่านั้นเอง
นั่นทำให้ “กองหุ้นยุโรป” ทั้ง 44 กอง “เขียวยกแผง” พร้อมโชว์ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีเฉลี่ย 11.26% เซอร์ไพรส์ไปตามๆ กัน
ตรงข้ามกับ “หุ้นไทย” ที่ยังคงแดงเดือด ไร้ปรากฎการณ์ “Pre Election Rally” อย่างที่คาดหวังกัน
ผลงาน “กองหุ้นยุโรป” จะเป็นยังไงบ้างนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthythai’ ไปอัพเดทพร้อมๆ กันได้เลย

“หุ้นยุโรป” ราคาไม่แพง...เดินหน้าบวกฝ่า “ดอกเบี้ยขาขึ้น”
“ยุโรป” ในส่วนของ “ยูโรโซน” เองนั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะถดถอย (Recesion) ตามรอยสหรัฐ ในไตรมาสที่1/23 เศรษฐกิจโต 1.3% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ 1.4% และยังชะลอต่อเนื่องจากไตรมาส4/22 ที่ 1.8% อีกด้วย
ล่าสุดทาง “ธนาคารยุโรป” (ECB) ได้ปรับดอกเบี้ยขึ้นอีก 0.25% สู่ระดับ 4.50% เป็นการปรับขึ้น12 ครั้ง ต่อเนื่องกัน เพื่อสกัด “เงินเฟ้อ” ที่ยังอยู่ในระดับที่สูง ล่าสุดเดือนเม.ย.23 อยู่ที่ 7% ในขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 5.6% ซึ่งหากเงินเฟ้อยังดื้อดึงและยังทรงตัวสูงอยู่นั้น การใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัวเพื่อสกัดเงินเฟ้อก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นและดอกเบี้ยขาขึ้นก็อาจจะยังยาวนานต่อเนื่องได้เช่นกัน
“อย่างไรก็ตาม ‘หุ้นยุโรป” ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมายังคงเดินหน้าปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องแบบไม่สน ‘ดอกเบี้ยขาขึ้น’ แต่ประการใด ในขณะที่มูลค่าของหุ้นยุโรปเองก็มี P/E ใน 12 เดือนข้างหน้าที่ 13.20 เท่า ยังต่ำกว่า ‘หุ้นโลก’ ที่ 15.67 เท่า และต่ำกว่า ‘หุ้นไทย’ ที่ 15.43 เท่า ด้วยเช่นกัน”
Top5 “กองหุ้นยุโรป” ทำผลงานตั้งแต่ต้นปีเฉลี่ย +16.13% - “SCBEUROPE(P)” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +23.50%
สำหรับ “กองหุ้นยุโรป” ทั้ง 44 กองนั้น ตั้งแต่ต้นปีทำผลตอบแทนได้ตั้งแต่ 5.35 – 23.50% “เขียวยกแผง” กันมาเลยที่เดียว โดยกองทุนที่มีผลงานดีสุด 5 อันดับแรกตั้งแต่ต้นปี (ไม่นับชนิดหน่วยลงทุนของกองทุนหลักที่เหมือนกัน) ทำผลตอบแทนได้มากกว่า 13% ทุกกอง ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ +16.13%
นำมาโดย อันดับ1) “SCBEUROPE(P)” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ทำผลตอบแทนได้ +23.50% ที่ลงทุนผ่านกองทุนหลัก ‘Morgan Stanley Investment Funds - Europe Opportunity Fund’ ชนิดหน่วยลงทุน (share class) Z Accumulation สกุลเงินยูโร (Euro) บริหารโดย ‘Morgan Stanley Investment Management’

2) “KF-EUROPE” ของบลจ.กรุงศรี ทำได้ +14.93% ลงทุนผ่านกองทุนหลัก ‘Allianz Europe Equity Growth Fund’ บริหารจัดการโดย ‘Allianz Global Investors’
3) “K-EUX” ของบลจ.กสิกรไทย +14.38% ลงทุนผ่านกองทุนหลัก ‘iShares EURO STOXX 50 UCITS ETF (DE)’ ที่มุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงดัชนี EURO STOXX50 บริหารจัดการโดย ‘BlackRock Asset Management Deutschland AG’
4) “TISCOEU-A” ของบลจ.ทิสโก้ +14.03% ลงทุนผ่านกองทุนหลัก ‘iShares Core EURO STOXX 50 UCITS ETF EUR (Dist)’ มุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี EURO STOXX 50 บริหารและจัดการโดย ‘BlackRock Asset Management Ireland Limited’
5) “K-EUROPE-A(D)” ของบลจ.กสิกรไทย +13.81% ลงทุนผ่านกองทุนหลัก ‘Allianz Europe Equity Growth, Class AT-EUR’ บริหารจัดการโดย ‘Allianz Global Investors GmbH’
“หุ้นยุโรป” เป็นอีกหนึ่งในตลาดพัฒนาแล้ว ที่มีบริษัทชั้นนำระดับโลกอยู่มากมาย บริษัทข้ามชาติที่มีรายได้จากทั่วโลกไม่จำกัดเฉพาะแค่ในยุโรปเท่านั้น และยังเป็นตลาดที่มี “กองหุ้นยุโรป” ให้เลือกลงทุนหลากหลายสไตล์อีกด้วย เป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่สามารถมีติดพอร์ตไว้ได้เช่นเดียวกัน
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
