Official Update :

“สิงหา-ปีเถาะ” ลุย “ตราสารหนี้ระยะสั้น” รับดอกเบี้ยไทยขยับ... ดักเก็บ “หุ้นไทย” ช่วงตลาดไม่ไปไหน Downside จำกัด !!!

ลายแทงกองทุน: ประเทศไทยในเดือนส.ค.นี้ น่าจะเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่สำคัญโดยเฉพาะความหวังในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของประเทศต่อไป ซึ่งในช่วงสุญญากาศเช่นนี้ คงทำได้แต่ “รอ” กันต่อไป


“หุ้นไทย” เองก็ยังไม่ไปไหน ตั้งแต่ต้นปีมาร่วงไปแล้ว -8.37% ปัจจุบันอยู่ประมาณ 1,530 จุด มองไปเป้าหมายสิ้นปีที่ตลาดมองกันไว้ตั้งแต่ 1,630-1,680 จุด อัพไซด์พอมี แต่ก็ไมมากอะไร คงต้องมองข้ามกันไปไกลในปีหน้าเลยทีเดียว


ส่วนทิศทางดอกเบี้ยไทยเอง ล่าสุดทาง “ธนาคารแห่งประเทศไทย” (ธปท.) ก็ขยับดอกเบี้ยขึ้นเป็น 2.25% ที่ตลาดเคยมองไว้ว่าน่าจะจบตรงนี้ก็อาจไม่แน่ ถ้าตัวเลขเงินเฟ้อสูงยังกดดันอยู่ ก็เป็นไปได้ที่จะมีการขยับขึ้นอีกสักครั้ง


นั่นทำให้ผลตอบแทนในกลุ่มของ “ตราสารหนี้ระยะสั้น” ในตลาดปรับตัวดีขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยและก็กลายมาเป็นโอกาสการลงทุนด้วยเช่นกัน รวมถึง “หุ้นไทย” ในเวลานี้ที่แม้ Performance แย่ติดอันดับโลกไปแล้ว แต่มองมุมกลับตอนนี้ก็เป็นโอกาสเช่นกัน


วันนี้ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดสรร 4 กองทุนเด่น” สิงหา-ปีเถาะ ที่น่าสนใจในสินทรัพย์ทั้ง 2 ประเภทดังกล่าวมาฝากกัน


ASP-DPLUS”...เฟ้น "ตราสารหนี้ระยะสั้น" คุณภาพดีตอบโจทย์สายเซฟ

เริ่มต้นกันที่ “ASP-DPLUS: กองทุนเปิด แอสเซทพลัส ตราสารหนี้ เดลี่ พลัส” ของบลจ.แอสเซท พลัส อยู่ในกลุ่มของ Short Term General Bond ซึ่งตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมาผลการดำเนินงานไม่เคยติดลบ ถ้าไปส่องดูผลขาดทุนสูงสุดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หรือ Maximum Drawdown ของกองทุนนี้จึงเทากับ “ศูนย์” นั่นเอง และสะท้อนถึงฝีไม้ลายมือของทีมผู้จัดการกองทุนได้เป็นอย่างดี




ในส่วนของนโยบายลงทุนก็เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีคุณภาพเป็นหลัก ณ วันที่ 30 มิ.ย. 23 พอร์ตมีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ 2 เดือน 19 วัน มีอัตราผลตอบแทน (Yield to Maturity) อยู่ที่ 2.61% การขายคืนหน่วยลงทุนนักลงทุนจะได้รับเงินหลังขาย 1 วันทำการ (T+1) ถือว่าเหมือนกองตราสารตลาดเงินกันเลยทีเดียว ในขณะที่ผลตอบแทนดีกว่า


หน้าตาพอร์ตของ ‘กอง ASP-DPLUS’ ล่าสุด (ณ วันที่ 30 มิ.ย. 23) ลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศทั้งหมด กระจายไปในตราสารหนี้เรทติ้ง BBB 40.85%, พันธบัตรรัฐบาล 22.21%, ตราสารหนี้เรทติ้ง A 32.58%, AA 3.80% และต่ำกว่า BBB อีก 0.18%


PEQ”...ลุย "หุ้นไทย" พื้นฐานดีแบบไร้ข้อจำกัด

ต่อกันด้วยสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นสลับกันบ้าง อย่าง PEQ: กองทุนเปิด ฟิลลิป ตราสารทุน” ของบลจ.ฟิลลิป บลจ.ลูกโบรกเกอร์ที่น่าจะมี DNA ด้านการลงทุนจากแม่อยู่บ้างไม่มากก็น้อย จัดอยู่ในกลุ่ม Equity General  หรือ “กองหุ้นทั่วไป” ที่เน้นลงทุนในหุ้นไทยพื้นฐานดีที่อยู่ใน SET และ mai ได้แบบไร้ข้อจำกัดทั้งขนาดและสไตล์ของหุ้นที่ลงทุนนั่นเอง




หน้าตาพอร์ตล่าสุด (ณ วันที่
30 มิ.ย. 23) นั้น มีการลงทุนในหุ้นอยู่ 93.75% กระจายไปใน 5 อุตสาหกรรมดังนี้ 1) บริการ 35.16%, 2) ธุรกิจการเงิน 16.86%, 3) ทรัพยากร 12.19%, 4) อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 10.17% และ 5) เทคโนโลยี 8.28%


“โดย 5 หุ้นที่ กอง PEQ’ ลงทุนสูงสุด ได้แก่ BBL 7.40%, ADVANC 6.13%, CPN 5.88%, AOT 5.58% และ BDMS อีก 5.50% ซึ่งล้วนเป็นหุ้นที่นักลงทุนน่าจะคุ้นชื่อกันเป้นอย่างดี”


สำหรับกองทุนนี้ ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลแต่เน้นเอาปันผลที่ได้กลับไปลงทุนต่อเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวเป็นสำคัญ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) -47.17%


AIA-ST”...คัดเน้นๆ "ตราสารหนี้ระยะสั้น" Investment Grade

สลับมาที่ AIA-ST: กองทุนเปิด เอไอเอ ตราสารหนี้ระยะสั้น AIA-ST ของบลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย) กันบ้าง กองทุนนี้อยู่ในกลุ่ม Short Term General Bondที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีเครดิตเรทติ้งระดับลงทุนได้ (Investment Grade) เป็นหลัก ตอบโจทย์สายเซฟเช่นเดียวกัน ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเคยขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) เพียง -0.006% เท่านั้น




สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 30 มิ.ย. 23) มีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้อยู่ที่ 0.09 ปี มีอัตราผลตอบแทน (Yield to Maturity) ที่ 2.10% โดยลงทุนตราสารหนี้ในประเทศทั้งหมด


“กระจายไปในพันธบัตรรัฐบาล 61.62%, ตราสารหนี้เรทติ้ง A 31.23% และ AA อีก 9.31% โดยนักลงทุนจะได้รับเงินหลังขายหน่วยลงทุนแล้ว 1 วัน (T+1) เท่ากับกลุ่มกองตราสารตลาดเงินในขณะที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า”  


TLDIVEQ-D”...โฟกัส "หุ้นปันผล" พื้นฐานดีในตลาดไทย

ปิดท้ายกันด้วย TLDIVEQ-D: กองทุนเปิดทาลิส DIVIDEND STOCK หุ้นทุนปันผล ของบลจ.ทาลิส ที่มีผู้บริหารหุ้นฝีมือดีไปร่วมก่อตั้งด้วย กองทุนนี้จัดอยู่ในกลุ่ม Equity General  หรือ “กองหุ้นทั่วไป” เน้นลงทุนหุ้นไทยพื้นฐานดี และมีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลทั้งใน SETและ mai ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ตที่สำคัญยังตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการ “ปันผล” ในระหว่างทางที่ลงทุนด้วย




ณ วันที่ 30 มิ.ย. 23 ‘กอง TLDIVEQ-D’ มีการลงทุนในหุ้นอยู่ 94.97% กระจายไปใน 5 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ 1) บริการ 23.69%, 2) ทรัพยากร 20.11%, 3) อสังหาริมทรัพย์ 15.72%, 4) เทคโนโลยี 14.43% และ 5) ธุรกิจการเงิน 11.65%


“โดย 5 หุ้นที่กองทุนลงทุนมากสุดนั้น ประกอบไปด้วย SSP 7.10%, ILINK 6.37%, WHA 5.26%, III 4.99% และ ADVANC 4.97%”


ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) -43.90%


ในช่วงที่ดอกเบี้ยไทยขยับขึ้นมาเป็นโอกาสดีของนักลงทุนสายเซฟที่จะลงทุนได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นในขณะที่ความเสี่ยงไม่ต่างไปจากเดิม กับกลุ่มของ “กองตราสารหนี้ระยะสั้น” ได้เป็นอย่างดี ส่วนใครที่รับความเสี่ยงได้ มองหาโอกาสลงทุนใน “หุ้นไทย” จังหวะนี้ Downside จำกัด ก็เป็นจังหวะสำหรับนักลงทุนระยะยาวเช่นกัน นี่เป็น “4 กองทุนเด่น” สิงหา-ปีเถาะ ที่น่าจะเป็นอีกทางเลือกให้กับผู้ที่สนใจได้บ้างไม่มากก็น้อย


ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’