“ดอกเบี้ยสหรัฐ” ใกล้จุดสูงสุด และยังทรงตัวสูงต่อเนื่อง... แนะมีหุ้น “สหรัฐ-อินเดีย” ติดพอร์ต โอกาสสร้างรีเทิร์นดีมี !!!

Fun of Funds: ความกังวลหลายอย่างในช่วงต้นปีดูจะคลี่คลายลงไปบ้าง แต่ก็ใช่ว่าสถานการณ์ลงทุนจากนี้จะไว้วางใจได้แต่ประการใด

ดอกเบี้ยสหรัฐน่าจะใกล้สู่จุดสูงสุดในปีนี้ และยังน่าจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเพราะตัวเลขเงินเฟ้อยังคงห่างไกลเป้าหมายอยู่พอสมควร ส่วนเศรษฐกิจโลกปีหน้าล่าสุด “ธนาคารโลก” ก็เพิ่งปรับเป้าลงเหลือ 2.4% ลดลงจากเดิม -0.3%


เรียกว่า “ความท้าทาย” ในโลกการลงทุนยังคงมีอยู่และนักลงทุนเองคงต้องขยับปรับพอร์ตรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึงด้วยเช่นกัน


ซึ่งวันนี้ทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ มีมุมมองการลงทุนและคำแนะนำที่น่าสนใจมาฝากกัน



“ปรับกลยุทธ์”
…ชู “Core & Satellite” รับ 4 ความท้าทายโลกการลงทุน

 โดย “อดิศร เสริมชัยวงศ์” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย มองว่า ภาวะเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับในแต่ละประเทศแกนหลักของโลกต่างก็ให้ภาพจังหวะการฟื้นตัวที่แตกต่างกัน โลกของการลงทุนจึงต้องปรับตัวให้ทันกับความท้าทายที่โลกต้องเผชิญใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่ 1) การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (Deglobalization) 2) ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ต่างๆ (Uncertainty) 3) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Global Heating) และ 4) สังคมสูงวัยขยายตัว (Silver Gen) อย่างไรก็ดี ทุกการเปลี่ยนแปลงจะมีโอกาส ซึ่งผู้ประกอบการที่มองเห็นโอกาสนั้นก่อนย่อมได้เปรียบทางการแข่งขัน ในแง่ของการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ทันกับความต้องการของผู้บริโภค และการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตร 3 ต่อ ทั้งต่อลูกค้า ต่อสังคม และต่อสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนในที่สุด


(อดิศร เสริมชัยวงศ์)


“อย่างไรก็ตาม ทุกการเปลี่ยนแปลงจะมีโอกาส การลงทุนกระจุกตัวในสินทรัพย์บางประเภท ถือเป็นความเสี่ยงอีกรูปแบบหนึ่ง แนะจัดพอร์ตแบบ ‘Core and Satellite’ โดยแบ่งสัดส่วน Core Portfolio เน้นลงทุนระยะยาวแบบ Asset Allocation ประมาณ 70%-80% ของพอร์ตผ่านกองทุนผสมกสิกรไทย และ Satellite Portfolio เน้นลงทุนระยะสั้นแบบจับจังหวะตลาด (Market Timing) ประมาณ 20%-30% ของพอร์ต โดยเลือกลงทุนตามสถานการณ์เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไร”


“หุ้น
S&P500” ให้ผลตอบแทน 7 – 15% หลัง Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ย 3 – 6 เดือน

ส่วนเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) หรือไม่นั้น


“วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์” รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย มองว่า โอกาสเกิดถือว่าน้อยลงและถ้าจะเกิดก็คงเป็นแบบบางๆ ไม่รุนแรงอะไร ส่วนทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ ปัจจุบัน Fed ขึ้นมาอยู่ระดับ 5.5% น่าจะใกล้ระดับสูงสุดแล้ว ถ้าจะมีโอกาสปรับขึ้นก็อาจจะทำได้อีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้ แล้วจะคงดอกเบี้ยในระดับสูงไว้เพื่อรอดูว่าจะสามารถเอาเงินเฟ้อให้ปรับตัวลดลงมาได้หรือไม่ คงไม่รีบลดดอกเบี้ยลงเร็วแต่ประการใด เพราะเงินเฟ้อสหรัฐแม้จะชะลอตัวลงและผ่านจุดสูงสุดไปแล้วก็จริงแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้ออยู่ค่อนข้างมาก


(วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์)


“จากสถิติหลัง Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ย ดัชนี S&P500 จะให้ผลตอบแทน 7 – 15% หลังจากนั้น 3 – 6 เดือน แม้เศรษฐกิจสหรัฐอาจจะโตต่ำแต่ก็ใช่ว่าจะไม่ดี เศรษฐกิจสหรัฐปีหน้าที่เคยบอกจะ recession เริ่มเห็นโตได้อ่อนๆ และบางไตรมาสอาจจะโต 0.1% หรือติดลบ -0.1% ยังไม่น่ากังวลมาก เพราะจากที่เคยมองกันว่าจะเข้าสู่ recession มาสู่พาร์ตรงนี้ ถ้ามองไปไกลๆ เศรษฐกิจสหรัฐที่โตอ่อนๆ ขนาดนี้เพราะการเติบโตเขากระจายไปในทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรม ของทุกชนชั้น โดยคาดว่าจะโตได้ 0.7% ในปี24 และเร่งตัวเป็น 1.9% ในปี25 ซึ่งถือว่าไม่เลวสำหรับเศรษฐกิจที่ใหญ่โตอย่างสหรัฐ”



“สหรัฐ-อินเดีย
” 2 ตลาดที่ควรมีติดพอร์ต

เช่นเดียวกับ “มทินา วัชรวราทร” ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย ที่มองว่า “หุ้นสหรัฐ” ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจแม้ว่าปีนี้ตลาดจะปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากแล้วก็ตาม แต่เป็นการขึ้นที่มีการเติบโตของกำไรรองรับ ไม่ใช่แค่ขึ้นมาเพราะ P/E หรือ Sentiment ของตลาดเท่านั้น แม้กำไรบจ.ไตรมาส2จะชะลอตัวลงไม่มีอะไรโดดเด่น แต่น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและกำไรบจ.ในครึ่งปีหลังน่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก ไตรมาสที่3 ก็น่าจะดีกว่าไตรมาสที่2 นักวิเคราะห์ไม่ได้ปรับประมาณการกำไรลงแล้ว มีปรับขึ้นด้วย ช่วงประกาศผลประกอบการบจ.ที่ผ่านมา จะเห็นว่าทั้ง Nasdaq” และ S&P500” ตลาดค่อนข้างไซด์เวย์ย่ำฐานอยู่กับที่ เพราะว่าหุ้นบางตัวที่เกี่ยวกับ AI ซึ่งเป็นหุ้นขนาดกลาง-เล็กบางตัวขึ้นมา 100-200% พอกำไรออกมาเป็นไปตามคาด ก็เจอขายทำกำไรลงมา -30 ในช่วงตลาดหุ้นสหรัฐกำลังย่ำฐานสะสมกำลังหรือปรับฐานในตอนนี้เป็นโอกาสในการซื้อ


(มทินา วัชรวราทร)



“อีกตลาดที่น่าสนใจและไม่อยากให้นักลงทุนพลาดไป คือ หุ้นอินเดีย แม้นักลงทุนจะมองว่าแพงแต่เราจะไม่เห็นหุ้นอินเดียถูกในระยะเวลาอันสั้นเพราะเป็นตลาดที่มีพื้นฐานรองรับ ถ้าซื้อหุ้นอินเดียแล้วถือมาตั้งแต่ปี2020 ผลตอบแทน outperform หุ้นสหรัฐ, หุ้นจีน, หุ้นไทย และหุ้นเอเชีย ปัจจุบัน P/E ประมาณ 19 เท่า ใกล้เคียงกับ S&P500 แต่กำไรโต 15% สูงกว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีเงินลงทุนของรายย่อยอินเดียเองที่เข้าไปลงทุนตลอดจนเงินลงทุนจากต่างชาติที่เห็นถึงโอกาสจากการเติบโตที่มาจากการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของอินเดียเอง อินเดียจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจโตไม่ต่ำกว่า 5% ในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยแนะนำให้มีหุ้นอินเดียในพอร์ตไม่เกิน 10 – 15%


แม้เศรษฐกิจและตลาดการลงทุนในปีหน้าจะมีความท้าทายที่รออยู่ แต่ต้องไม่ลืมว่าในทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีโอกาสในการลงทุนอยู่เสมอ และการจัดพอร์ต (Asset Allocation) อย่างเหมาะสมยังเป็นสิ่งสำคัญ หนึ่งในกลยุทธ์ที่แนะนำก็คือ Core & Satellite” ที่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับพอร์ตลงทุนได้เป็นอย่างดี และไม่ควรพลาด 2 ตลาดหุ้น “สหรัฐ-อินเดีย” ติดไว้ในพอร์ตด้วยเช่นกัน

โต๊ะกองทุน WealthyThai

Most Viewed
Fun of Funds
“KTWC-ALPHA” ลงทุน “หุ้นทั่วโลก” สไตล์ “High Conviction”… โอกาสสร้าง “Alpha” ตอบโจทย์ความมั่งคั่งระยะยาว เสนอขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 1 – 8 ก.ย. 69 นี้ !!!
Updated 23 hours ago
Stock of the Day
CPF ลุยธุรกิจน้ำดื่ม! ทุ่ม 335 ลบ. ถือ BREW 51% โบรกฯ ชี้ดีลไม่แพง ต่อยอดระยะยาว จับตากำไรครึ่งปีหลังฟื้น ให้เป้า 25 บ.
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“กองตราสารหนี้โลก”…Upside จำกัด - แต่ได้ Yield สูงชดเชย !!!
Updated 17 hours ago
Insurance
เมืองไทยประกันชีวิต ยกระดับ MTL Health Services มากกว่าความคุ้มครอง ช่วยลูกค้าวางแผนการรักษาอย่างมั่นใจ
Updated 18 hours ago
Stock of the Day
SET นิ่ง แต่เงินไม่ได้นิ่ง! จับตาวอลุ่ม “เก็บ” ก่อนหุ้นวิ่ง รอบนี้โฟกัสกลุ่มโรงพยาบาล BDMS วอลุ่มพุ่ง BH เด้งรับ Cover Short
Updated 20 hours ago
Follow Us