“กันยา-ปีเถาะ” เกาะกระแสเติบโตไปกับ “หุ้นอินเดีย” & “Health Tech” !!!
ลายแทงกองทุน: ครั้งนี้จะพาไปมองหา Story of Growth กัน การเติบโตอยู่ตรงไหนก็เข้าไปมีส่วนร่วมตรงนั้น ซึ่งในบางครั้งอาจจะรู้สึกแปลกๆ สำหรับนักลงทุนอยู่บ้างก็ตาม
ธีมแรกก็คือ “หุ้นอินเดีย” ที่กำลังเป็นข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “ภารัต” (Bharat) และเพิ่งโด่งดังจากการส่งยานอวกาศไปลงบนดวงจันทร์ได้เป็นชาติที่4 ของโลก (อีก 3 ประเทศ คือสหรัฐ, รัสเซีย และจีน) ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศอินเดียได้เป็นอย่างดี
โดย “World Bank” คาดว่าเศรษฐกิจอินเดียจะโต 6.3% ในปีนี้ และยังคงโต 6.4% และ 6.5% ในปี24 และ25 ตามลำดับ ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตสูงของโลกที่หายากประเทศหนึ่งเลยทีเดียว
ส่วนอีกธีม คือ “Health Tech” ที่ก่อนหน้าได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้นไปค่อนข้างมากเช่นเดียวกัน แต่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวหลัง Fed น่าจะจบดอกเบี้ยขาขึ้นในปีนี้และมีโอกาสปรับตัวลงได้ในปีหน้า ด้วยพื้นฐานแล้วธีมสุขภาพก็คงโตไปในระยะยาวเป็นหนึ่งใน Megatrend ของโลกเช่นเดียวกัน
วันนี้ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดสรร “4 กองทุนเด่น” กันยา-ปีเถาะ ที่น่าสนใจจากทั้ง 2 ธีมดังกล่าวมาฝากกัน
“KT-INDIA-A”...เฟ้น "หุ้นอินเดีย" คุณภาพดีตอบโจทย์ระยะยาว
ปีนี้ “หุ้นอินเดีย” บวกขึ้นมาแล้ว +8.84% จนดัชนี SENSEX มาอยู่ที่ระดับ 66,577 จุด ถือเป็นระดับสูงสุดในช่วงที่ผ่านมา และแน่นอนว่า นี่จึงเป็นตลาดที่นักลงทุนมักกลัวว่า “แพงไปแล้ว” และไม่กล้าเข้าลงทุน แต่ในช่วงที่ผ่านมาหุ้นอินเดียก็เข้าตำรา แพงแล้ว มีแพงกว่า และอาจไม่เห็นตลาดนี้ถูก แต่ไม่ใช่ลงทุนไม่ได้หากมีกำไรบจ.ที่ยังเติบโตสูงรองรับอยู่ ปัจจุบัน P/E ของหุ้นอินเดียประมาณ 19 เท่า ใกล้เคียงกับหุ้นสหรัฐ S&P500 แต่กำไรมีแนวโน้มเติบที่สูงกว่า
สำหรับกองทุนแรกนั้น ได้แก่ “KT-INDIA-A: กองทุนเปิดเคแทม อินเดีย อิควิตี้ ฟันด์ ชนิดสะสมมูลค่า” ของบลจ.กรุงไทย เป็น Feeder Fund ที่เน้นลงทุนใน "หุ้นอินเดีย" เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว ผ่านกองทุนหลัก ‘Invesco India Equity Fund – Class A’ ที่บริหารจัดการโดย Invesco Management S.A.

หน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 ก.ค. 23) กระจายลงทุนใน 5 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ 1) Financials 31.4%, 2) Consumer Discretionary 20.2%, 3) Industrials 13.1%, 4) Information Technology 12.1% และ 5) Consumer Staples 7.2%
“โดยหุ้น Top5 ในพอร์ต ประกอบด้วย 1) ICICI Bank 7.5%, 2) HDFC Bank 6.3%, 3) Infosys 5.2%, 4) Bharti Airtel 4.0% และ 5) Cholamandalam Investment and Finance 3.4% ตามลำดับ”
“BCAP-XHEALTH”...ลุย "หุ้น Health Tech" พื้นฐานดีทั่วโลก
ถัดมาเป็นกลุ่ม “กอง Health Tech” ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้นเช่นเดียวกับหุ้นเทคฯ อื่นๆ และแน่นอนปีนี้ก็เห็นสัญญาณการฟื้นตัวตามกลุ่มเทคฯ ด้วยเช่นกัน และธีมสุขภาพในระยะยาวก็ยังถูกจัดให้เป็นหนึ่งใน Megatrend ธีมหนึ่งเช่นเดียวกัน
โดยกองทุนในกลุ่มนี้ที่น่าสนใจ คือ “BCAP-XHEALTH: กองทุนเปิดบีแคป เน็กซ์ เจน เฮลธ์” ของบลจ.บางกอก แคปปิตอล เจ้าตลาดในเรื่องของกองทุน ETF โดยเป็นกองประเภท Fund of Funds ที่เน้นลงทุนใน "หุ้นสุขภาพรูปแบบใหม่" ทั่วโลก เช่น Gene Therapy, Telemedicine เป็นต้น ซึ่งจะลงทุนผ่านกองทุนต่างประเทศต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนดังกล่าว ตั้งแต่ 2 กองขึ้นไป

ปัจจุบัน (ณ วันที่ 31 ก.ค. 23) 5 กองทุนที่กอง BCAP-XHEALTHH กระจายลงทุนนั้น ประกอบด้วย 1) CREDIT SUISSE (LUX) DIGITAL HEALTH EQUITY FUND 19.68%, 2) ARK GENOMIC REVOLUTION ETF 17.78%, 3) Global X China Biotech ETF USD 17.16%, 4) VANECK BIOTECH ETF 12.22% และ 5) ISHARES NASDAQ BIOTECHNOLOGY ETF 12.22%
“ONE-INDIAOPP-ID”...คัดเน้นๆ "หุ้นอินเดีย" พื้นฐานแกร่ง
ลำดับถัดมาเป็นกลุ่ม “กองหุ้นอินเดีย” อีกกอง ได้แก่ “ONE-INDIAOPP-ID: กองทุนเปิด วรรณ อินเดีย ออพพอร์ทูนิตี้ ชนิดจ่ายเงินปันผลสำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล” ของบลจ.วรรณ เป็น Feeder Fund ที่เน้นลงทุนโดยตรงหรือโดยอ้อมผ่านบริษัทในเครือของ PineBridge ในประเทศมอริเชียส (Mauritius) โดยจะลงทุนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุนหลักใน “หุ้นอินเดีย” ที่จัดตั้งในประเทศอินเดีย หรือดำเนินธุรกิจในประเทศอินเดียเป็นหลัก ผ่านกองทุนหลัก ‘PINEBRIDGE INDIA EQUITY FUND’ ชนิดหน่วยลงทุน Class Y ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD)

พอร์ตกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 ก.ค. 23) มีการลงทุนกลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) Financials 39.3%, 2) Information Technology 12.2%, 3) Industrials 10.6%, 4) Materials 10.1% และ 5) Consumer Discretionary 6.1%
“โดยหุ้น 5 อันดับแรกที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย 1) HDFC Bank Ltd. 9.3%, 2) Shree Cement Limited 8.1%, 3) Bank of Baroda 6.2%, 4) Bajaj Finance Limited 5.5% และ 5) ICICI Bank Limited 4.9%
“PRINCIPAL GHEALTH-A”...โฟกัส "หุ้นสุขภาพ" ที่ใช้นวัตกรรมทั่วโลก
ปิดท้ายกันด้วย “PRINCIPAL GHEALTH-A: กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลบอล เฮลธ์ อินโนเวชั่น ชนิดสะสมมูลค่า” ของบลจ.พรินซิเพิล เป็น Fund of Funds ที่เน้นลงทุนใน "หุ้นสุขภาพ" รวมถึงธุรกิจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพที่ใช้นวัตกรรม หรือเทคโนโลยีทั่วโลก ผ่านกองทุนต่างประเทศที่มีนโยบายดังกล่าวตั้งแต่ 2 กองขึ้นไป

โดย 2 กองที่กองทุน PRINCIPAL GHEALTH-A ลงทุน (ณ วันที่ 31 ก.ค. 23) ประกอบด้วย 1) PSCHRODER INTL SEL HLTHCR INNV C USD ACC 62.47% และ 2) AB SICAV I INTL HLTH CARE PTF I USD CA 36.91%
สำหรับใครที่มองหาโอกาสในการเติบโตระยะยาว รับความเสี่ยงได้ สามารถแบ่งเงินบางส่วนกระจายมาใน 2 ธีม “หุ้นอินเดีย” และ Health Tech” ได้เช่นกัน นี่เป็น “4 กองทุนเด่น” กันยา-ปีเถาะ ที่น่าจะเป็นอีกทางเลือกให้กับผู้ที่สนใจได้บ้างไม่มากก็น้อย
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
