“บลจ.กสิกรไทย” แนะขยับปรับพอร์ตสู่ “Core and Satellite”... รับ “4 ความท้าทาย” โลกการลงทุน ชี้ “ทุกการเปลี่ยนแปลงมีโอกาส” !!!

โดย: บลจ.กสิกรไทย

“โลกการลงทุน” ทุกวันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและเชื่อมถึงกันทั่วทั้งโลก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคและแต่ละประเทศก็แตกต่างกันไป จึงเป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” ในการลงทุน


เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม ทาง “บลจ.กสิกรไทย” ได้จัดงานสัมมนา KAsset Investment Forum: ปรับพอร์ตรับโลกเปลี่ยน 2024ซึ่งมีมุมมองที่น่าสนใจจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญมาอัพเดทให้ฟังกัน


ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้นตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย


เปิด “4 ความท้าทาย” โลกการลงทุน...ชี้ “ทุกการเปลี่ยนแปลงมีโอกาส”

โดย “อดิศร เสริมชัยวงศ์” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย มองว่า เศรษฐกิจในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาแม้จะผ่าน COVID-19 มาได้ดีแต่ก็ยังคงผันผวน มีเซอร์ไพรซ์ต่างๆ เกิดขึ้นมาในตลาดการลงทุนทั่วโลก จากนี้ไปความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในโลกการลงทุนมี 4 เรื่องหลักที่สำคัญ ได้แก่ 1) Deglobalization ขั้วเศรษฐกิจโลกที่เริ่มแยกกัน 2) Uncertainty ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ต่างๆ 3) Global Heating การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเผชิญ และ 4) Silver Ageประชากรโลกที่มีอายุสูงขึ้น




“ซึ่งความท้าทายทั้ง 4 เรื่องจะมีพัฒนาการไปอย่างไร จะกระทบการลงทุนและการทำธุรกิจอย่างไร อย่างไรก็ดี ทุกการเปลี่ยนแปลงมีโอกาส ซึ่งผู้ประกอบการที่มองเห็นโอกาสนั้นก่อนย่อมได้เปรียบทางการแข่งขันเช่นกัน”


World Bank” หั่นเป้า GDP โลกปีหน้า เหลือ 2.4%

ทางด้าน “ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก ยอมรับว่า ช่วงไตรมาส 1 มองภาพค่อนข้างดี (Optimism) ในบางกลุ่ม แต่ไตรมาส 2 ก็มองภาพตามความเป็นจริง (Realistic) มากขึ้น “เงินเฟ้อของโลก” ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว เคยมองบวกช่วงที่เงินเฟ้อลงมาค่อนข้างเร็ว แต่ Slope ไม่ได้ลงชันมีความหนืดมากขึ้น ตัวเลขยังสูงกว่า 2% ของ Fed เงินเฟ้อในสหรัฐฯ และยุโรปยังสูงอยู่ และไม่หายไปง่ายๆ


เปรียบเหมือนเรือที่ผ่านพายุไปแล้วแต่ทะเลก็ยังไม่เรียบยังมีคลื่น เรือมีบาดแผลทั้งจากปัจจัยภายในที่มีหนี้สาธารณะที่สะสมมากขึ้น หนี้ครัวเรือน และหนี้เอกชนของจีนก็สูงมาก ทำให้ความสามารถของแต่ละประเทศที่จะใช้เครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง เราเลยปรับประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีหน้าเหลือ 2.4%


ส่วนเรื่องDeglobalizationในแง่ความร่วมมือเรื่องเทคโนโลยีและ R&D เมื่อก่อนไทยจะเน้นจากสหรัฐฯ ปัจจุบันไทยและอาเซียนจะใช้ความรู้จากจีนมากขึ้น ตอนนี้แค่ 10% ยังไม่มากเท่าสหรัฐฯ แต่มีเทรนด์ที่โตมาก เป็นโอกาสถ้าเราอยู่ระหว่าง 2 ตลาดก็ทำตัวเป็น Hub มากกว่าคือมีทั้งการค้าและบริการกับทั้ง 2 ตลาด ตอนนี้มีรัฐบาลใหม่ก็อาจจะเป็นโอกาสในการเจรจาการค้าในลักษณะที่เข้มข้นมากขึ้นเพื่อหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับประเทศไทยด้วยเช่นกัน



“ตลาดหลักทรัพย์ฯ” เผยดัชนี “
SET Index” โต 2 เท่าของ GDP ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา...ชู “4 ปัจจัยบวก” หนุนโอกาสลงทุน

“ดร.ภากร ปีตธวัชชัย” ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองว่า SET Index ยัง Outperform เศรษฐกิจได้ ช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา โต 5 -6% ประมาณ 2 เท่าของ GDP เพราะยังมีบจ.ไทยที่ทำกำไรได้ดี โดยตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยบวกที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เป็น K-Shape แต่ละอุตสาหกรรมฟื้นตัวไม่เท่ากัน 2) บริษัทจดทะเบียนไทยมีรายได้จากต่างประเทศเฉลี่ย 36% ของรายได้ทั้งหมด ทำให้ไม่ได้พึ่งพิงเศรษฐกิจในประเทศเพียงอย่างเดียว 3) Fund Flow ต่างชาติ ซึ่งหากดอกเบี้ยหยุดขึ้นและมีแนวโน้มปรับตัวลงจะส่งผลให้มีเงินไหลกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยอีกครั้ง และ 4) บจ.ไทยที่ทำธุรกิจได้อย่างดีในเรื่อง Sustainability ผลประกอบการดี และผลตอบแทนก็ดีกว่าหุ้นทั่วไป


ในปัจจุบันและอนาคตสิ่งสำคัญคือการวิเคราะห์ข้อมูล หากมองดูตัวเลขรวมอย่างเดียวอาจไม่เห็นอะไรมากนัก แต่หากดูย่อยเป็นรายอุตสาหกรรมจะเห็นว่ามีความแตกต่างกัน


ปีนี้ “ตลาดหุ้นไทย” มีมูลค่าการเสนอขาย IPO และมูลค่าการซื้อขายหุ้นในแต่ละวันลดลงจากปีก่อน แต่ก็ยังคงเป็นผู้นำในอาเซียน และอยู่ในอันดับต้นๆ ของเอเชียและโลก อีกทั้งยังมีจำนวนของบริษัทจดทะเบียนที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เช่นกัน


และเมื่อมองไปที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาด จะพบว่าบริษัทจดทะเบียนในไทย มีการทำกำไรที่ฟื้นตัวกลับมาคล้ายช่วงก่อนโควิด สรุปคือเมื่อดูจากสภาพเศรษฐกิจและการระดมทุนของบริษัทจดทะเบียนแล้ว เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่การฟื้นตัวอาจไม่เท่าเทียมกันในแต่ละอุตสาหกรรม


ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในการลงทุนคือ การลงทุนในบริษัทที่มีแนวคิดการดำเนินงานแบบ ESG หรือ Sustainability ซึ่งอาจสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติ ซึ่งประเทศไทยเอง มีบริษัทจดทะเบียนมากถึง 12 บริษัท ที่อยู่ในระดับ Gold Class หรือก็คือเป็นที่ 1 ของอุตสาหกรรม ในดัชนีความยั่งยืนของ S&P Global ซึ่งถือว่ามากที่สุดในโลก และเมื่อรวมกับการทำผลตอบแทนได้ดีกว่าบริษัทจดทะเบียนทั่วไปทำให้การทำธุรกิจอย่างยั่งยืนจึงไม่ได้เป็นแค่ต้นทุน แต่ยังทำให้กำไรของกิจการดีขึ้นด้วย”



ชี้หลัง
Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ย 3 – 6 เดือน “หุ้น S&P500” ให้ผลตอบแทน 7 – 15%...มอง “ESG” แนวโน้มโตต่อเนื่อง

โดย “วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์, CFA” รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย มองว่า ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ลดลงไปแล้วอาจจะเกิดหรือถ้าเกิดก็จะเป็นแบบบาง ในส่วนของดอกเบี้ยสหรัฐฯ ได้เข้าสู่จุดสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยแล้ว Fed น่าจะขึ้นดอกเบี้ยได้อีกครั้งหนึ่งก่อนสิ้นปีนี้แล้วจะหยุด ไม่คิดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลงเร็ว แต่จะ Stay high for longer เพื่อรอดูแล้วให้ดอกเบี้ยระดับสูงเยียวยาตัวมันเอง ช่วยกดดอกเบี้ยให้ลงมาอีกพัก ตัวเลขการว่างงานอาจจะปรับขึ้นได้อีก เศรษฐกิจจะมีเสถียรภาพมากขึ้น Fed คงดูว่าดอกเบี้ยระดับ 5.5% จะเอาเศรษฐกิจอยู่หรือไม่ ถ้าเอาไม่อยู่ ก็พร้อมที่จะลดดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้งช่วงกลางปีหน้า


จากสถิติที่ผ่านมาเมื่อ Fed หยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังจากนั้น 3 – 6 เดือน ผลตอบแทนของดัชนี S&P500 จะเป็นบวก 7 – 15% เป็นช่วงที่รีเทิร์นสูงสุด ถ้าเป็น 12 เดือน จะปรับเพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 19% อัตราการเพิ่มขึ้นจะน้อยลงแต่ก็เป็นแนวโน้มขาขึ้นอยู่นั่นเอง”


ปัจจุบันเรื่องของ ESG ถือเป็นเทรนด์ใหญ่ของโลก ทาง Deutsche Bank คาดว่าเงินที่ลงทุนในหุ้น ESG วันนี้มีประมาณ 30 ล้านล้านดอลลาร์ แต่จะเติบโตไปเป็น 100 ล้านล้านดอลลาร์ ในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งบลจ.กสิกรไทยเองให้ความสำคัญกับเรื่องของ ESG ค่อนข้างมาก เริ่มนำเข้ามาใช้ในกระบวนการลงทุนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2013 ปัจจุบันเรามีการลงทุนเกี่ยวกับ ESG อยู่ 2 หมื่นล้านบาท ถือเป็นผู้นำในเรื่องนี้เช่นกัน


J.P. Morgan” เตือน “ไม่ลงทุน-ลงทุนน้อย” เป็นความเสี่ยง...คาดดอกเบี้ยสูงเห็นผลปีหน้า-มอง “หุ้นญี่ปุ่น” กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง

ทางด้าน Tai Hui Managing Director Chief Market Strategist, Asia Pacific, J.P. Morgan Asset Management บอกว่า ช่วงวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบนี้ “สหรัฐฯ” ขึ้นดอกเบี้ยค่อนข้างเร็วจนมาอยู่ที่ 5.5% แต่ยังเอาเศรษฐกิจไม่ลงแม้จะชะลอตัวลงบ้างก็ตาม ไม่เหมือนฝั่ง “ยุโรป” ที่กำลังซื้อลดน้อยถอยลงไปจริงๆ อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยที่สูงอาจไม่กระทบมากนักเพราะตัวสินเชื่อที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯ เองเกือบ 60% เป็นดอกเบี้ยเก่าที่ล็อคอัตราดอกเบี้ยไว้ต่ำในตอนซื้อ อาจจะจ่ายดอกเบี้ยแค่ 3% หรือต่ำกว่า จึงไม่ได้รับผลกระทบ แต่คนใหม่ๆ ที่ยังไม่มีบ้านตรงนี้ต้องจับตามองเหมือนกัน การไปซื้อวันนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ย 7 – 8% ไหวหรือเปล่า มิติตัวบริษัทก่อนเข้าสู่วงจรดอกเบี้ยขาขึ้นอาจจะจ่ายดอกเบี้ยแค่ 2% เวลาออกหุ้นกู้หรือกู้แบงก์ก็จ่ายดอกเบี้ยต่ำ แต่หลังจากนี้ดอกเบี้ยจะสูงขึ้นแล้ว ถ้าเรทติ้งดีอาจจะจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มเป็น 4 – 5% แต่ถ้าเป็น Junk Bond ดอกเบี้ยอาจจะเป็น 10% เลย ตรงนี้ต้องจับตามอง เพราะปี 2024 จะถึงรอบที่ตัวเงินกู้ต่างๆ จะครบเวลาเพราะฉะนั้นถ้าไปออกหุ้นกู้ใหม่หรือกู้ใหม่ในปี 2024 ก็จะเจอดอกเบี้ยที่สูงขึ้นแล้ว ตรงนี้ต้องจับตาเช่นกัน


“ตลาดญี่ปุ่น” หลัง COVID-19 คึกคักมากขึ้น แต่การเข้าลงทุนจะไม่เหมือนเดิม เมื่อก่อนอาจจะไปมองหาหุ้นถูกๆ P/E ต่ำๆ ไปซื้อแล้วหวังว่าเขาจะทำ Share Buyback เอาเงินสดไปซื้อหุ้นตัวเองคืนเพื่อทำให้ EPS ดูดีขึ้น อันนั้นเก่าไปแล้วหลังจากนี้ต้องพลิกมุมคิดไปแล้ว ต้องดูว่าบริษัทไหนมีโอกาสในการเติบโตสูง มีโอกาสในการทำกำไรที่สูงเพิ่มมากขึ้น ก็จะเป็นโอกาสในการลงทุนเพิ่มให้กับเราด้วย


“อย่างไรก็ตามหนึ่งในความเสี่ยง คือ ไม่ลงทุน หรือ ลงทุนน้อยเกินไป แม้บางปีการถือเงินสดจะให้ผลตอบแทนที่ดีเพราะสินทรัพย์อื่นร่วง เช่นในปี 2018 หรือ 2022 แต่นอกนั้นการถือเงินสดให้ผลตอบแทนที่น้อยมาก การจัดพอร์ต (Asset Allocation) เป็นกลยุทธ์ที่ดี ทั้งในแง่ของผลตอบแทนและสามรถบริหารความเสี่ยงได้ดี ผลตอบแทนแม้จะไม่สูงสุดแต่ก็อยู่ในกลุ่มบนเช่นกัน”



Blackrock” แนะเข้าลงทุนกลุ่มที่เป็นเทรนด์ใหญ่ของโลก...มอง “หุ้นจีน” น่าสนใจ

ในขณะที่ Elaine Wu Managing Director, APAC Head of Sustainable Investment Research, Blackrock Investment Institute มองว่า เรากำลังเข้าสู่ “ยุคใหม่”  ภาวะเงินเฟ้อที่ผ่านมอาจไม่สูงแต่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ก็ต้องมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีจำนวนมหาศาลทำให้ต้นทุนปรับตัวสูงขึ้น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ Supply Chain ตอนนี้ไม่ราบรื่นเหล่านี้อาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ดอกเบี้ยก็อาจจะยังสูงไปอีกระยะหนึ่งได้ แต่ก็มียังมีโอกาสในการลงทุนอยู่ แม้จะมีความผันผวนอยู่บ้าง ถ้าเลือกดีๆ ลงรายละเอียด วิเคราะห์ให้รอบด้านจริงๆ ก็มีโอกาสอยู่


“ไม่ว่าจะเป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market), พันธบัตร หรือจีน เป็นต้น ต้องเลือกลงทุนในกลุ่มที่กำลังจะเป็นเทรนด์ใหญ่ เช่น การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านจะมีช่วงที่ต้องลงทุนหนักๆ ตรงนั้นก็จะมีโอกาสสำหรับหุ้นที่เกี่ยวข้อง เช่น พลังงานสะอาด Low Carbon


“ตลาดหุ้นจีน” ยังน่าสนใจ ในแง่มูลค่าไม่แพงเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น หรือ EM ก็ตาม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ EV, แบตเตอรี่ ตอนนี้แบรนด์จีนตีตลาดโลก ภาพลักษณ์ก็มีความทันสมัย เรื่องต้นทุนก็ได้เปรียบกว่าหลายค่ายก็เป็นโอกาสลงทุน รวมถึง AI ฝั่งจีนก็ไม่แพ้ตะวันตกพัฒนาไปไกลมากๆ  โอกาสในการทำธุรกิจก็จะเพิ่มขึ้น โอกาสลงทุนของเราก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน



ชูกลยุทธ์จัดพอร์ตแบบ “
Core & Satellite”...พร้อมแนะให้มี “หุ้นสหรัฐฯ-หุ้นอินเดีย” ติดพอร์ต ชี้ไม่แพง มีพื้นฐานรองรับ

ด้าน “มทินา วัชรวราทร, CFA” ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย มองว่า ช่วง 10 ปีข้างหน้า จะไม่เหมือน 10 ปีที่ผ่านมา ดอกเบี้ยยุคต่อไปจะไม่ใช่ 0 – 2% เงินเฟ้อไม่ใช่ 2 – 3% แต่จะสูงกว่านั้น ปัจจุบันตลาดอยู่ในช่วง Late Cycle” ภาพตลาดแรงงานจะค่อยๆ ซอฟท์ลง ตัวเลขเศรษฐกิจจะค่อยๆ อ่อนลง การว่างงานจะค่อยๆ สูงขึ้น เงินเฟ้อชะลอมากขึ้น แต่นักลงทุนยังต้อง Stay Invested ทั้งนี้พบว่า “หุ้นโลก” ยังคงให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 12 เดือนหลังเกิด Late Cycle เฉลี่ย 6.62% ยังคงให้ผลตอบแทนที่ดีอยู่ โดยมี 2 ตลาดที่นักลงทุนไทยยังลงทุนน้อยไป ได้แก่ “หุ้นสหรัฐฯ” และ “หุ้นอินเดีย” ซึ่งถือเป็น 2 ตลาดที่น่าสนใจและควรมีติดพอร์ตไว้เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดี


“หุ้นสหรัฐฯ” แม้ปีนี้ตลาดจะปรับตัวขึ้นมามากแล้วก็ตาม แต่เป็นการขึ้นที่มีการเติบโตของกำไรรองรับ ไม่ใช่แค่ขึ้นมาเพราะ P/E หรือ Sentiment ของตลาดเท่านั้น กำไรบจ.น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและกำไรบจ.ในครึ่งปีหลังน่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก ไตรมาสที่3 ก็จะดีกว่าไตรมาสที่2 นักวิเคราะห์ไม่ได้ปรับประมาณการกำไรลงแล้ว มีปรับขึ้นด้วย ดังนั้นในช่วงตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังย่ำฐานปรับฐานในตอนนี้จึงเป็น “โอกาสในการซื้อ”


อีกตลาดที่น่าสนใจและไม่อยากให้นักลงทุนพลาดไป คือ “หุ้นอินเดีย” แม้นักลงทุนจะมองว่าแพงแต่เราจะไม่เห็นหุ้นอินเดียถูกในระยะเวลาอันสั้นเพราะเป็นตลาดที่มีพื้นฐานรองรับ ถ้าซื้อหุ้นอินเดียแล้วถือมาตั้งแต่ปี 2020 ผลตอบแทน Outperform หุ้นสหรัฐฯ, หุ้นจีน, หุ้นไทย และหุ้นเอเชีย ปัจจุบัน P/E ประมาณ 19 เท่า ใกล้เคียงกับ S&P500 แต่กำไรโต 15% สูงกว่า และอินเดียจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจโตไม่ต่ำกว่า 5% ในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยแนะนำให้มีหุ้นอินเดียในพอร์ตไม่เกิน 10 – 15%


“โดยแนะนำการจัดพอร์ตด้วยกลยุทธ์ ‘Core and Satellite’ โดยแบ่งสัดส่วน ‘Core Portfolio’ เน้นลงทุนระยะยาวแบบ Asset Allocation ประมาณ 70%-80% ของพอร์ตผ่านกองทุนผสมกสิกรไทย และ ‘Satellite Portfolio’ เน้นลงทุนระยะสั้นแบบจับจังหวะตลาด (Market Timing) ประมาณ 20%-30% ของพอร์ต โดยเลือกลงทุนตามสถานการณ์เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไร”


อย่าลืมว่า “ทุกการเปลี่ยนแปลงมีโอกาส” อยู่เสมอ มองหาการเติบโตให้เจอ แล้วเข้าไปมีส่วนร่วมกับการเติบโตนั้น มอง “ความเสี่ยง” อยู่ตรงไหน บริหารจัดการเพื่อจำกัดความเสี่ยงไว้ ที่สำคัญมีวินัยและลงทุนอย่างสม่ำเสมอ Stay Invested เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการลงทุนนั่นเอง

Most Viewed
Where to put your money
รู้หรือไม่? “SpaceX” ไม่ได้ถูกตีค่าในฐานะบริษัทจรวด... แต่ถูกตีค่าในฐานะ “ผู้ถือกุญแจสู่อนาคต” !!!
Updated 21 hours ago
News Highlight
GULF ตอกย้ำความเชื่อมั่นระดับสากล ประสบความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้ร่วมในต่างประเทศ มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“บล.ดาโอ” ลั่นจุดยืนเป็น “Wealth Management” ชูจุดเด่น “One-Stop Financial Service”… เล็งขยายฐาน “ลูกค้าต่างจังหวัด” พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 1.6 พันลบ. เพิ่มขึ้น 25% !!!
Updated 14 hours ago
Stock of the Day
SET เสี่ยงพักฐานช่วงสั้น AI-OPEC กดดันตลาด แนะเลี่ยงหุ้นอิงปัจจัยต่างประเทศ ชูแบงก์-โรงพยาบาล-ท่องเที่ยวเด่น
Updated 1 day ago
News Highlight
CNN เผยรายชื่อวิทยากรที่ตบเท้าเข้าร่วมงานเสวนาระดับโลก Global Perspectives: In Bangkok ที่จัดขึ้นครั้งแรกในกรุงเทพฯ
Updated 1 day ago
Follow Us