Official Update :

“บลจ.กสิกรไทย” แนะขยับปรับพอร์ตสู่ “Core and Satellite”... รับ “4 ความท้าทาย” โลกการลงทุน ชี้ “ทุกการเปลี่ยนแปลงมีโอกาส” !!!

โดย: บลจ.กสิกรไทย

“โลกการลงทุน” ทุกวันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและเชื่อมถึงกันทั่วทั้งโลก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคและแต่ละประเทศก็แตกต่างกันไป จึงเป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” ในการลงทุน


เพื่อเตรียมตัวให้พร้อม ทาง “บลจ.กสิกรไทย” ได้จัดงานสัมมนา “KAsset Investment Forum: ปรับพอร์ตรับโลกเปลี่ยน 2024” ซึ่งมีมุมมองที่น่าสนใจจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญมาอัพเดทให้ฟังกัน


ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้นตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย


เปิด “4 ความท้าทาย” โลกการลงทุน...ชี้ “ทุกการเปลี่ยนแปลงมีโอกาส”

โดย “อดิศร เสริมชัยวงศ์” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย มองว่า เศรษฐกิจในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาแม้จะผ่าน COVID-19 มาได้ดีแต่ก็ยังคงผันผวน มีเซอร์ไพรซ์ต่างๆ เกิดขึ้นมาในตลาดการลงทุนทั่วโลก จากนี้ไปความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในโลกการลงทุนมี 4 เรื่องหลักที่สำคัญ ได้แก่ 1) “Deglobalization” ขั้วเศรษฐกิจโลกที่เริ่มแยกกัน 2) “Uncertainty” ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ต่างๆ 3) “Global Heating” การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเผชิญ และ 4) “Silver Age” ประชากรโลกที่มีอายุสูงขึ้น




“ซึ่งความท้าทายทั้ง 4 เรื่องจะมีพัฒนาการไปอย่างไร จะกระทบการลงทุนและการทำธุรกิจอย่างไร อย่างไรก็ดี ทุกการเปลี่ยนแปลงมีโอกาส ซึ่งผู้ประกอบการที่มองเห็นโอกาสนั้นก่อนย่อมได้เปรียบทางการแข่งขันเช่นกัน”


“
World Bank” หั่นเป้า GDP โลกปีหน้า เหลือ 2.4%

ทางด้าน “ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา” นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก ยอมรับว่า ช่วงไตรมาส 1 มองภาพค่อนข้างดี (Optimism) ในบางกลุ่ม แต่ไตรมาส 2 ก็มองภาพตามความเป็นจริง (Realistic) มากขึ้น “เงินเฟ้อของโลก” ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว เคยมองบวกช่วงที่เงินเฟ้อลงมาค่อนข้างเร็ว แต่ Slope ไม่ได้ลงชันมีความหนืดมากขึ้น ตัวเลขยังสูงกว่า 2% ของ Fed เงินเฟ้อในสหรัฐฯ และยุโรปยังสูงอยู่ และไม่หายไปง่ายๆ


“เปรียบเหมือนเรือที่ผ่านพายุไปแล้วแต่ทะเลก็ยังไม่เรียบยังมีคลื่น เรือมีบาดแผลทั้งจากปัจจัยภายในที่มีหนี้สาธารณะที่สะสมมากขึ้น หนี้ครัวเรือน และหนี้เอกชนของจีนก็สูงมาก ทำให้ความสามารถของแต่ละประเทศที่จะใช้เครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง เราเลยปรับประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีหน้าเหลือ 2.4%”


ส่วนเรื่อง “Deglobalization” ในแง่ความร่วมมือเรื่องเทคโนโลยีและ R&D เมื่อก่อนไทยจะเน้นจากสหรัฐฯ ปัจจุบันไทยและอาเซียนจะใช้ความรู้จากจีนมากขึ้น ตอนนี้แค่ 10% ยังไม่มากเท่าสหรัฐฯ แต่มีเทรนด์ที่โตมาก เป็นโอกาสถ้าเราอยู่ระหว่าง 2 ตลาดก็ทำตัวเป็น Hub มากกว่าคือมีทั้งการค้าและบริการกับทั้ง 2 ตลาด ตอนนี้มีรัฐบาลใหม่ก็อาจจะเป็นโอกาสในการเจรจาการค้าในลักษณะที่เข้มข้นมากขึ้นเพื่อหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับประเทศไทยด้วยเช่นกัน



“ตลาดหลักทรัพย์ฯ” เผยดัชนี “
SET Index” โต 2 เท่าของ GDP ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา...ชู “4 ปัจจัยบวก” หนุนโอกาสลงทุน

“ดร.ภากร ปีตธวัชชัย” ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองว่า SET Index ยัง Outperform เศรษฐกิจได้ ช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา โต 5 -6% ประมาณ 2 เท่าของ GDP เพราะยังมีบจ.ไทยที่ทำกำไรได้ดี โดยตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยบวกที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เป็น K-Shape แต่ละอุตสาหกรรมฟื้นตัวไม่เท่ากัน 2) บริษัทจดทะเบียนไทยมีรายได้จากต่างประเทศเฉลี่ย 36% ของรายได้ทั้งหมด ทำให้ไม่ได้พึ่งพิงเศรษฐกิจในประเทศเพียงอย่างเดียว 3) Fund Flow ต่างชาติ ซึ่งหากดอกเบี้ยหยุดขึ้นและมีแนวโน้มปรับตัวลงจะส่งผลให้มีเงินไหลกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยอีกครั้ง และ 4) บจ.ไทยที่ทำธุรกิจได้อย่างดีในเรื่อง Sustainability ผลประกอบการดี และผลตอบแทนก็ดีกว่าหุ้นทั่วไป


ในปัจจุบันและอนาคตสิ่งสำคัญคือการวิเคราะห์ข้อมูล หากมองดูตัวเลขรวมอย่างเดียวอาจไม่เห็นอะไรมากนัก แต่หากดูย่อยเป็นรายอุตสาหกรรมจะเห็นว่ามีความแตกต่างกัน


ปีนี้ “ตลาดหุ้นไทย” มีมูลค่าการเสนอขาย IPO และมูลค่าการซื้อขายหุ้นในแต่ละวันลดลงจากปีก่อน แต่ก็ยังคงเป็นผู้นำในอาเซียน และอยู่ในอันดับต้นๆ ของเอเชียและโลก อีกทั้งยังมีจำนวนของบริษัทจดทะเบียนที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เช่นกัน


และเมื่อมองไปที่กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาด จะพบว่าบริษัทจดทะเบียนในไทย มีการทำกำไรที่ฟื้นตัวกลับมาคล้ายช่วงก่อนโควิด สรุปคือเมื่อดูจากสภาพเศรษฐกิจและการระดมทุนของบริษัทจดทะเบียนแล้ว เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่การฟื้นตัวอาจไม่เท่าเทียมกันในแต่ละอุตสาหกรรม


“ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจในการลงทุนคือ การลงทุนในบริษัทที่มีแนวคิดการดำเนินงานแบบ ESG หรือ Sustainability ซึ่งอาจสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติ ซึ่งประเทศไทยเอง มีบริษัทจดทะเบียนมากถึง 12 บริษัท ที่อยู่ในระดับ Gold Class หรือก็คือเป็นที่ 1 ของอุตสาหกรรม ในดัชนีความยั่งยืนของ S&P Global ซึ่งถือว่ามากที่สุดในโลก และเมื่อรวมกับการทำผลตอบแทนได้ดีกว่าบริษัทจดทะเบียนทั่วไปทำให้การทำธุรกิจอย่างยั่งยืนจึงไม่ได้เป็นแค่ต้นทุน แต่ยังทำให้กำไรของกิจการดีขึ้นด้วย”



ชี้หลัง
Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ย 3 – 6 เดือน “หุ้น S&P500” ให้ผลตอบแทน 7 – 15%...มอง “ESG” แนวโน้มโตต่อเนื่อง

โดย “วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์, CFA” รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย มองว่า ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ลดลงไปแล้วอาจจะเกิดหรือถ้าเกิดก็จะเป็นแบบบาง ในส่วนของดอกเบี้ยสหรัฐฯ ได้เข้าสู่จุดสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยแล้ว Fed น่าจะขึ้นดอกเบี้ยได้อีกครั้งหนึ่งก่อนสิ้นปีนี้แล้วจะหยุด ไม่คิดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลงเร็ว แต่จะ Stay high for longer เพื่อรอดูแล้วให้ดอกเบี้ยระดับสูงเยียวยาตัวมันเอง ช่วยกดดอกเบี้ยให้ลงมาอีกพัก ตัวเลขการว่างงานอาจจะปรับขึ้นได้อีก เศรษฐกิจจะมีเสถียรภาพมากขึ้น Fed คงดูว่าดอกเบี้ยระดับ 5.5% จะเอาเศรษฐกิจอยู่หรือไม่ ถ้าเอาไม่อยู่ ก็พร้อมที่จะลดดอกเบี้ยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้งช่วงกลางปีหน้า


“จากสถิติที่ผ่านมาเมื่อ Fed หยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังจากนั้น 3 – 6 เดือน ผลตอบแทนของดัชนี S&P500 จะเป็นบวก 7 – 15% เป็นช่วงที่รีเทิร์นสูงสุด ถ้าเป็น 12 เดือน จะปรับเพิ่มขึ้นจาก 15% เป็น 19% อัตราการเพิ่มขึ้นจะน้อยลงแต่ก็เป็นแนวโน้มขาขึ้นอยู่นั่นเอง”


ปัจจุบันเรื่องของ “ESG” ถือเป็นเทรนด์ใหญ่ของโลก ทาง “Deutsche Bank” คาดว่าเงินที่ลงทุนในหุ้น ESG วันนี้มีประมาณ 30 ล้านล้านดอลลาร์ แต่จะเติบโตไปเป็น 100 ล้านล้านดอลลาร์ ในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งบลจ.กสิกรไทยเองให้ความสำคัญกับเรื่องของ ESG ค่อนข้างมาก เริ่มนำเข้ามาใช้ในกระบวนการลงทุนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2013 ปัจจุบันเรามีการลงทุนเกี่ยวกับ ESG อยู่ 2 หมื่นล้านบาท ถือเป็นผู้นำในเรื่องนี้เช่นกัน


“
J.P. Morgan” เตือน “ไม่ลงทุน-ลงทุนน้อย” เป็นความเสี่ยง...คาดดอกเบี้ยสูงเห็นผลปีหน้า-มอง “หุ้นญี่ปุ่น” กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง

ทางด้าน “Tai Hui” Managing Director Chief Market Strategist, Asia Pacific, J.P. Morgan Asset Management บอกว่า ช่วงวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบนี้ “สหรัฐฯ” ขึ้นดอกเบี้ยค่อนข้างเร็วจนมาอยู่ที่ 5.5% แต่ยังเอาเศรษฐกิจไม่ลงแม้จะชะลอตัวลงบ้างก็ตาม ไม่เหมือนฝั่ง “ยุโรป” ที่กำลังซื้อลดน้อยถอยลงไปจริงๆ อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยที่สูงอาจไม่กระทบมากนักเพราะตัวสินเชื่อที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯ เองเกือบ 60% เป็นดอกเบี้ยเก่าที่ล็อคอัตราดอกเบี้ยไว้ต่ำในตอนซื้อ อาจจะจ่ายดอกเบี้ยแค่ 3% หรือต่ำกว่า จึงไม่ได้รับผลกระทบ แต่คนใหม่ๆ ที่ยังไม่มีบ้านตรงนี้ต้องจับตามองเหมือนกัน การไปซื้อวันนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ย 7 – 8% ไหวหรือเปล่า มิติตัวบริษัทก่อนเข้าสู่วงจรดอกเบี้ยขาขึ้นอาจจะจ่ายดอกเบี้ยแค่ 2% เวลาออกหุ้นกู้หรือกู้แบงก์ก็จ่ายดอกเบี้ยต่ำ แต่หลังจากนี้ดอกเบี้ยจะสูงขึ้นแล้ว ถ้าเรทติ้งดีอาจจะจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มเป็น 4 – 5% แต่ถ้าเป็น Junk Bond ดอกเบี้ยอาจจะเป็น 10% เลย ตรงนี้ต้องจับตามอง เพราะปี 2024 จะถึงรอบที่ตัวเงินกู้ต่างๆ จะครบเวลาเพราะฉะนั้นถ้าไปออกหุ้นกู้ใหม่หรือกู้ใหม่ในปี 2024 ก็จะเจอดอกเบี้ยที่สูงขึ้นแล้ว ตรงนี้ต้องจับตาเช่นกัน


“ตลาดญี่ปุ่น” หลัง COVID-19 คึกคักมากขึ้น แต่การเข้าลงทุนจะไม่เหมือนเดิม เมื่อก่อนอาจจะไปมองหาหุ้นถูกๆ P/E ต่ำๆ ไปซื้อแล้วหวังว่าเขาจะทำ Share Buyback เอาเงินสดไปซื้อหุ้นตัวเองคืนเพื่อทำให้ EPS ดูดีขึ้น อันนั้นเก่าไปแล้วหลังจากนี้ต้องพลิกมุมคิดไปแล้ว ต้องดูว่าบริษัทไหนมีโอกาสในการเติบโตสูง มีโอกาสในการทำกำไรที่สูงเพิ่มมากขึ้น ก็จะเป็นโอกาสในการลงทุนเพิ่มให้กับเราด้วย


“อย่างไรก็ตามหนึ่งในความเสี่ยง คือ ‘ไม่ลงทุน’ หรือ ‘ลงทุนน้อยเกินไป’ แม้บางปีการถือเงินสดจะให้ผลตอบแทนที่ดีเพราะสินทรัพย์อื่นร่วง เช่นในปี 2018 หรือ 2022 แต่นอกนั้นการถือเงินสดให้ผลตอบแทนที่น้อยมาก การจัดพอร์ต (Asset Allocation) เป็นกลยุทธ์ที่ดี ทั้งในแง่ของผลตอบแทนและสามรถบริหารความเสี่ยงได้ดี ผลตอบแทนแม้จะไม่สูงสุดแต่ก็อยู่ในกลุ่มบนเช่นกัน”



“
Blackrock” แนะเข้าลงทุนกลุ่มที่เป็นเทรนด์ใหญ่ของโลก...มอง “หุ้นจีน” น่าสนใจ

ในขณะที่ “Elaine Wu” Managing Director, APAC Head of Sustainable Investment Research, Blackrock Investment Institute มองว่า เรากำลังเข้าสู่ “ยุคใหม่”  ภาวะเงินเฟ้อที่ผ่านมอาจไม่สูงแต่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ก็ต้องมีการลงทุนด้านเทคโนโลยีจำนวนมหาศาลทำให้ต้นทุนปรับตัวสูงขึ้น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ Supply Chain ตอนนี้ไม่ราบรื่นเหล่านี้อาจทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ดอกเบี้ยก็อาจจะยังสูงไปอีกระยะหนึ่งได้ แต่ก็มียังมีโอกาสในการลงทุนอยู่ แม้จะมีความผันผวนอยู่บ้าง ถ้าเลือกดีๆ ลงรายละเอียด วิเคราะห์ให้รอบด้านจริงๆ ก็มีโอกาสอยู่


“ไม่ว่าจะเป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market), พันธบัตร หรือจีน เป็นต้น ต้องเลือกลงทุนในกลุ่มที่กำลังจะเป็นเทรนด์ใหญ่ เช่น การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านจะมีช่วงที่ต้องลงทุนหนักๆ ตรงนั้นก็จะมีโอกาสสำหรับหุ้นที่เกี่ยวข้อง เช่น พลังงานสะอาด Low Carbon”


“ตลาดหุ้นจีน” ยังน่าสนใจ ในแง่มูลค่าไม่แพงเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น หรือ EM ก็ตาม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ EV, แบตเตอรี่ ตอนนี้แบรนด์จีนตีตลาดโลก ภาพลักษณ์ก็มีความทันสมัย เรื่องต้นทุนก็ได้เปรียบกว่าหลายค่ายก็เป็นโอกาสลงทุน รวมถึง AI ฝั่งจีนก็ไม่แพ้ตะวันตกพัฒนาไปไกลมากๆ  โอกาสในการทำธุรกิจก็จะเพิ่มขึ้น โอกาสลงทุนของเราก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน



ชูกลยุทธ์จัดพอร์ตแบบ “
Core & Satellite”...พร้อมแนะให้มี “หุ้นสหรัฐฯ-หุ้นอินเดีย” ติดพอร์ต ชี้ไม่แพง มีพื้นฐานรองรับ

ด้าน “มทินา วัชรวราทร, CFA” ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย มองว่า ช่วง 10 ปีข้างหน้า จะไม่เหมือน 10 ปีที่ผ่านมา ดอกเบี้ยยุคต่อไปจะไม่ใช่ 0 – 2% เงินเฟ้อไม่ใช่ 2 – 3% แต่จะสูงกว่านั้น ปัจจุบันตลาดอยู่ในช่วง “Late Cycle” ภาพตลาดแรงงานจะค่อยๆ ซอฟท์ลง ตัวเลขเศรษฐกิจจะค่อยๆ อ่อนลง การว่างงานจะค่อยๆ สูงขึ้น เงินเฟ้อชะลอมากขึ้น แต่นักลงทุนยังต้อง Stay Invested ทั้งนี้พบว่า “หุ้นโลก” ยังคงให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 12 เดือนหลังเกิด Late Cycle เฉลี่ย 6.62% ยังคงให้ผลตอบแทนที่ดีอยู่ โดยมี 2 ตลาดที่นักลงทุนไทยยังลงทุนน้อยไป ได้แก่ “หุ้นสหรัฐฯ” และ “หุ้นอินเดีย” ซึ่งถือเป็น 2 ตลาดที่น่าสนใจและควรมีติดพอร์ตไว้เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดี


“หุ้นสหรัฐฯ” แม้ปีนี้ตลาดจะปรับตัวขึ้นมามากแล้วก็ตาม แต่เป็นการขึ้นที่มีการเติบโตของกำไรรองรับ ไม่ใช่แค่ขึ้นมาเพราะ P/E หรือ Sentiment ของตลาดเท่านั้น กำไรบจ.น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและกำไรบจ.ในครึ่งปีหลังน่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก ไตรมาสที่3 ก็จะดีกว่าไตรมาสที่2 นักวิเคราะห์ไม่ได้ปรับประมาณการกำไรลงแล้ว มีปรับขึ้นด้วย ดังนั้นในช่วงตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังย่ำฐานปรับฐานในตอนนี้จึงเป็น “โอกาสในการซื้อ”


อีกตลาดที่น่าสนใจและไม่อยากให้นักลงทุนพลาดไป คือ “หุ้นอินเดีย” แม้นักลงทุนจะมองว่าแพงแต่เราจะไม่เห็นหุ้นอินเดียถูกในระยะเวลาอันสั้นเพราะเป็นตลาดที่มีพื้นฐานรองรับ ถ้าซื้อหุ้นอินเดียแล้วถือมาตั้งแต่ปี 2020 ผลตอบแทน Outperform หุ้นสหรัฐฯ, หุ้นจีน, หุ้นไทย และหุ้นเอเชีย ปัจจุบัน P/E ประมาณ 19 เท่า ใกล้เคียงกับ S&P500 แต่กำไรโต 15% สูงกว่า และอินเดียจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจโตไม่ต่ำกว่า 5% ในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยแนะนำให้มีหุ้นอินเดียในพอร์ตไม่เกิน 10 – 15%


“โดยแนะนำการจัดพอร์ตด้วยกลยุทธ์ ‘Core and Satellite’ โดยแบ่งสัดส่วน ‘Core Portfolio’ เน้นลงทุนระยะยาวแบบ Asset Allocation ประมาณ 70%-80% ของพอร์ตผ่านกองทุนผสมกสิกรไทย และ ‘Satellite Portfolio’ เน้นลงทุนระยะสั้นแบบจับจังหวะตลาด (Market Timing) ประมาณ 20%-30% ของพอร์ต โดยเลือกลงทุนตามสถานการณ์เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไร”


อย่าลืมว่า “ทุกการเปลี่ยนแปลงมีโอกาส” อยู่เสมอ มองหาการเติบโตให้เจอ แล้วเข้าไปมีส่วนร่วมกับการเติบโตนั้น มอง “ความเสี่ยง” อยู่ตรงไหน บริหารจัดการเพื่อจำกัดความเสี่ยงไว้ ที่สำคัญมีวินัยและลงทุนอย่างสม่ำเสมอ Stay Invested เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการลงทุนนั่นเอง