Official Update :

ชี้ “หุ้นอินเดีย-ญี่ปุ่น” ยังน่าสนใจ-ไปต่อได้... ส่วน “หุ้นไทย” มั่นใจไม่หลุด 1,200 จุด มองเป้าปีนี้เต็มที่ 1,550 จุด !!!

Fun of Funds: สำหรับ “บลจ.ดาโอ” แม้จะเป็นบลจ.ไซส์เล็ก สิ้นปี2023 มีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) ประมาณ 5.6 พันล้านบาท แต่ก็เป็นบลจ.ที่วางตัวเองเป็น “ทางเลือกที่แตกต่าง” ทั้งในแง่ของโพรดักท์ และกลยุทธ์การลงทุน (สำหรับกองทุนประเภทเดียวกัน เช่น กองหุ้นโลก เป็นต้น)


ทั้งนี้ได้วางแผนการเติบโตเลื่อนชั้นสู่บลจ.ระดับ 1 หมื่นล้านบาท” ในอีก 3 ปี ข้างหน้า ซึ่งถือเป็นหมุดหมายการเติบโตถัดไปนั่นเอง


ส่วนภาพรวมการลงทุนปี2024 นี้ เป็นความท้าทาย “ความผันผวน” ยังคงอยู่แต่เชื่อว่าผลตอบแทนโดยรวมจะดีกว่าในปีที่ผ่านมา


แล้วสินทรัพย์ใดจะปังและน่าสนใจในปี “มะโรง-2024” นี้ ตามทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัพเดทมุมมองที่น่าสนใจจาก “บลจ.ดาโอ” พร้อมๆ กันได้เลย



“บลจ.ดาโอ” แตกต่างอย่างเหนือชั้น...ตั้งเป้า
AUM 3 ปี โตทะลุ 1 หมื่นลบ.

โดย “อิศรา พุฒตาลศรี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ดาโอ บอกถึงทิศทางธุรกิจและแผนการเติบโตให้ฟังว่า ในปี2023 ที่ผ่านมา บริษัทมีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) ประมาณ 5,600 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจกองทุนรวม เพราะในส่วนของกองทุนส่วนบุคคลเราเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น อย่างไรก้ตามหากดูโครงสร้างของสินทรัพย์แล้วจะเป็น “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” ใกล้เคียงกัน 50-50 ซึ่งต่างจากบลจ.ลูกแบงก์อื่นๆ ที่จะหนักไปทางตราสารหนี้เป็นหลัก แผนในระยะกลางช่วง 3 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าจะเพิ่ม AUM ขึ้นไปแตะ 1 หมื่นล้านบาท” ซึ่งจากนี้หากโตเฉลี่ยปีละ 21% ได้ก็ถึงได้ไม่ยาก


หนึ่งในปัจจัยหนุนที่สำคัญ คือ “การเก็บภาษีเงินลงทุนในต่างประเทศ” ทำให้มีเงินลงทุนส่วนหนึ่งไหลกลับเข้ามาลงทุนใน “กองทุนรวม” แทนในช่วงที่ผ่านมา บริษัทเองก็มีการตั้ง “กองทุนรวม” เพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนในส่วนนี้โดยเฉพาะที่สามารถจะออกไปลงทุนต่างประเทศ ยังคงตอบโจทย์และไม่เสียภาษีแต่ประการใด


(อิศรา พุฒตาลศรี)


“บลจ.ดาโอเราวางตังเองเป็น
ทางเลือกที่แตกต่าง สำหรับนักลงทุนซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งนักลงทุนที่ต้องการกองทุนที่แปลกไปเลย หรือกองทุนประเภทเดียวกับที่อื่น แต่มีกลยุทธ์การลงทุนที่แตกต่างกันออกไป เช่น กองหุ้นโลก เป็นต้น เราก็ตอบโจทย์ตรงนี้ให้ ซึ่งในส่วนของกองทุนรวมเองยังมีโพรดักท์ที่เรายังไม่มี ที่จะต้องเพิ่มเติมเข้าไป ในปีนี้ก็จะเป็น กองหุ้นอินเดีย กับ กองหุ้นญี่ปุ่น และแน่นอนว่ากลยุทธ์การลงทุนก็จะแตกต่างจากที่อื่นด้วย แล้วก็คงทยอยเติมเต็มทางเลือกให้ครบถ้วนและมีความหลากหลายมากขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน”


“กองทุนส่วนบุคคล” มองหากลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจตอบโจทย์ลูกค้า

ในส่วนของ “กองทุนส่วนบุคคล” เป็นช่วงเริ่มต้นแต่ก็ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี ในปีที่ผ่านมา “กองหุ้น” ที่เราบริหารสามารถทำผลตอบแทนได้ประมาณ 14% ซึ่งตอบโจทย์ลูกค้ามากกว่ากองทุนรวม มีความยืดหยุ่นมากกว่าทั้งการมองหาโอกาสลงทุนและการหลบความผันผวนในช่วงตลาดวิกฤติ จะมีความยืดหยุ่นมากกว่า อีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจก็คือ “การลงทุนในอัตราแลกเปลี่ยน” ตรงนี้จริงๆ แล้วเป็นโอกาสและไม่ได้มีความเสี่ยงมากแต่ประการใด เราก็พยายามจะมองหาโอกาสลงทุนใหม่ๆ ที่น่าสนใจมาให้บริการกลุ่มลูกค้ากองทุนส่วนบุคคลเพิ่มเติมเช่นเดียวกัน


“ด้วยโพรดักท์ที่แตกต่างจากบลจ.อื่นๆ ก็ทำให้มีพันธมิตรที่นำโพรดักท์ของเราไปขายให้ รวมถึงแบงก์เองด้วย ซึ่งการขายผ่านตัวแทนขายต่างๆ ยังคงเป็นช่องทางการขายหลักของบริษัทในปัจจุบัน ในส่วนของช่องทางออนไลน์เราก็ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเพื่อให้นักลงทุนได้ประสบการณ์ที่ดีในการเข้ามาใช้มากยิ่งขึ้น”


“ดอกเบี้ย” ผ่านจุดสูงสุด หนุน “ตราสารหนี้
-หุ้น” กลับมาน่าสนใจ...เตรียมออกกองหุ้นใหม่ลุย “อินเดีย-ญี่ปุ่น” เพิ่มเติม

สำหรับทิศทางการลงทุนในปี2024 นั้น “นิสารัตน์ ชมภูพงษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารจัดการลงทุน บลจ.ดาโอ มองว่า ปีนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุนใน “ตราสารหนี้” หลังดอกเบี้ยทั้งของสหรัฐและไทยน่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว เหลือแค่ว่าจะปรับตัวลงเมื่อไรเท่านั้นเอง ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยยังไม่ลงก็รับผลตอบแทนที่สูงไปพรางๆ และหากดอกเบี้ยปรับลงในอนาคตก็จะเป็นอัพไซด์ที่เพิ่มเข้ามา โดยสามารถลงทุนได้ทั้ง “ตราสารหนี้ต่างประเทศ” และ “ตราสารหนี้ไทย”


(นิสารัตน์ ชมภูพงษ์)


ส่วน “หุ้นโลก” ภาพรวมในปีนี้ก็น่าสนใจมากขึ้นหลังดอกเบี้ยขาขึ้นจบลง ตลาดที่ชอบก็มี “หุ้นสหรัฐ” ที่กำไรบริษัทจดทะเบียนยังคงเติบโตได้ดี “หุ้นเวียดนาม” มูลค่าถูกและได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน จะมีเพียง “จีน” เท่านั้นที่ยังดูน่ากังวลจากปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์และการกำกับดูแลที่เข้มงวดของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา โดยอีก 2 ตลาดที่น่าสนใจและบริษัทมีแผนจะออกกองทุนไปลงทุนเพิ่มเติมในปีนี้ ได้แก่ “หุ้นอินเดีย” และ “หุ้นญี่ปุ่น”


“ในแง่ของธีมการลงทุนที่น่าสนใจในปีนี้ ได้แก่ ธีมเทคโนโลยี และ ธีมหุ้นสุขภาพ ซึ่งในส่วนของหุ้นสุขภาพค่อนข้าง Underperform ในช่วงที่ผ่านมา แต่ถือเป็น 2 ธีมที่น่าสนใจในปีนี้เช่นกัน”


“หุ้นไทย” มั่นใจไม่หลุด 1,200 จุด ส่วนเป้าดัชนีปีนี้ 1,500 – 1,550 จุด

ส่วน “หุ้นไทย” เองเป็นปัญหาเรื่องความเชื่อมั่น หลังกำไรบริษัทจดทะเบียนถูกปรับลดลง ปัจจุบัน EPS ของตลาดอยู่ประมาณ 90 บาท/หุ้น และยังมีโอกาสที่จะถูก Downgrade กำไรของตลาดลงได้อีก อย่างไรก็ตามคาดว่าที่ระดับ 1,200 จุด น่าจะรับอยู่ ส่วนเป้าดัชนีปีนี้เรามองไว้ที่ระดับ 1,500 – 1,550 จุด อย่างไรก็ตามมองว่าทิศทางตลาดน่าจะดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ได้ หลังการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐล่าช้าออกไปแต่พ.ค.ก็น่าจะเบิกจ่ายได้ก็จะเป็นปัจจัยที่หนุนเข้ามาแม้ว่าเวลาในการจับจ่ายงบประมาณภาครัฐจะน้อยลงเหลือในช่วงไตรมาส3-4 ก็ตาม โดยเรามองว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโตได้ 2.8-3.0% (ไม่มี Digital Wallet) และหากมีจะโตได้ 3.5 – 4.0%


“ที่ระดับดัชนี 1,300 จุด ก็เป็นระดับที่เริ่มเข้ามาดูหุ้นไทยได้ หุ้นกลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม, ท่องเที่ยว ที่น่าจะโตต่อเนื่อง พวกโรงแรม (ยกเว้น AOT), กลุ่มอาหาร ในบริษัทขนาดกลาง-เล็กที่มีความน่าสนใจเฉพาะตัว และการแพทย์ที่ได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยว (Medical Tourism) เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่ควรเลี่ยง ได้แก่ ปิโตรเคมีและน้ำมัน เป็นต้น”


สำหรับนักลงทุนที่มองหาทางเลือกการลงทุนที่ “แตกต่าง” ทั้งในส่วนของ “กองทุนรวม” และ “กองทุนส่วนบุคคล” เชื่อว่า “บลจ.ดาโอ” น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี และนี่คือแผนการเติบโตของบริษัทตลอดจนมุมมองการลงทุนในปี2024 ที่น่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

โต๊ะกองทุน WealthyThai