หวัง “กบช.” ปลดล็อก “PVD” สู่การเติบโตครั้งใหม่… ด้าน “บลจ.เอ็มเอฟซี” หนึ่งใน Top5 ลั่น “พร้อมสำหรับการแข่งขัน” !!!
Fun of Funds: “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” (Provident Fund: PVD) เป็นหนึ่งในกองทุนที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างเงินออมเพื่อเกษียณให้กับแรงงานไทย ซึ่งจะช่วยลดภาระของภาครัฐในอนาคตที่จะต้องมาดูแลกลุ่มคนเหล่านี้เมื่อยามเกษียณ
สิ้นปี2023 ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารกว่า 1.42 ล้านล้านบาท ครอบคลุมแรงงาน 2.9 ล้านราย จากบริษัทนายจ้างที่ “สมัครใจ” จะมี PVD ทั้งหมด 23,590 แห่ง (จากบริษัทที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์และยัง Active อยู่กว่า 8.9 แสนบริษัท หรือมีบริษัทที่มี PVD ประมาณ 3% เท่านั้น)
ปีที่ผ่านมากองทุนสำรองเลี้ยงชีพโตขึ้น +2.83% จากสิ้นปีก่อน ไม่มากเลย และปัจจุบันมีบลจ.ที่ทำธุรกิจนี้อยู่ 17 แห่งเท่านั้น ถือเป็นธุรกิจที่ไม่ค่อยมีใครอยากจะกระโดดเข้ามาทำเพราะมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง และส่วนแบ่งกว่า 68% ในตลาดนี้ ตกอยู่ในมือของ “Top5” บลจ.ที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากสุดไปเรียบร้อยแล้ว
ธุรกิจ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ถึง “จุดอิ่มตัว” ไปหรือยัง? โอกาสของการเติบโตอยู่ตรงไหน วันนี้ ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ มีมุมมองที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดอยู่ในธุรกิจนี้มายาวนานและยังเป็นหนึ่งในบลจ. Top5 ในธุรกิจนี้ มาฝากกัน

“PVD” ธุรกิจอิ่มตัว...หวัง “กบช.” ปลดล็อกสู่การเติบโตครั้งใหม่
ในทรรศนะของ “เกษตร ชัยวันเพ็ญ” ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด สายการขายและการตลาด บลจ.เอ็มเอฟซี มองว่า ในภาพรวมธุรกิจ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” (PVD) ค่อนข้างที่จะ “อิ่มตัว” แล้ว แม้ว่า ในปีที่ผ่านมา หลังจากสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย เริ่มมีนายจ้างกลับมาคำนึงถึงเรื่องสวัสดิการเพื่อเกษียณของลูกจ้างอีกครั้ง ทำให้จำนวนนายจ้างใหม่ที่จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มขึ้นในจำนวนเกือบใกล้เคียงช่วงก่อน COVID-19 ดังนั้นจึงคาดว่า ปีนี้จำนวนนายจ้างใหม่ที่จะพิจารณาจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพน่าจะกลับมาปกติ หรืออาจจะเพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อน COVID-19 ได้ก็ตาม แต่ถ้ามองถึงโอกาสของการเติบโตจากนี้ค่อนข้างที่จะเหนื่อยด้วยตัวของธุรกิจเองที่เป็น “การออมภาคสมัครใจ”
นอกจากนี้ เงินที่ “ไหลออก” จากสมาชิกเก่า ที่เกษียนออกไป จะมีขนาดที่มากกว่าเงินที่ “ไหลเข้า” จากสมาชิกใหม่ในวัยเริ่มต้นทำงาน ถ้าเม็ดเงินออกไปมีมากกว่าเม็ดเงินเข้ามาใหม่ แนวโน้มที่ธุรกิจจะโตก็น้อยลงไป เหมือนเดินมาถึงจุดที่ “อิ่มตัว” แล้ว

(เกษตร ชัยวันเพ็ญ)
“อย่างไรก็ตาม อีกปัจจัยหนึ่งที่จะเป็นตัวกระตุ้นจำนวนนายจ้างใหม่ และเม็ดเงินสะสมสมทบได้อีกอย่างมาก นั่นคือ การที่ภาครัฐผลักดันให้การจัดตั้ง ‘กองทุนบำเหน็จบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ’ (กบช.) ออกมาเป็นรูปธรรมและมีผลบังคับใช้ได้ในปีนี้นั่นเอง ซึ่งหากกฎหมายมีผลบังคับใช้ได้จริงในปีนี้ จะทำให้มีเม็ดเงินเพิ่มขึ้นอีกอย่างมากในตลาดการเงินของประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีทั้งตลาดเงินและตลาดทุน สร้างเสถียรภาพของตลาดการเงินไทยเป็นอย่างมาก ที่สำคัญจะเป็นปัจจัยที่เข้ามา ‘ปลดล็อก’ ให้ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้อีกครั้ง เพราะนี่คือ ‘การออมภาคบังคับ’ ที่ท้ายสุด บริษัทนายจ้างที่มีลูกจ้างต้องเข้ามาในระบบนี้ทั้งหมด”
การเติบโตจะไปในทิศทางไหน ขึ้นกับ “พฤติกรรม” ของ “บริษัทนายจ้าง”
ส่วนการประเมินแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหลังมี “กบช.” นั้น ขึ้นกับพฤติกรรมของ “บริษัทนายจ้าง” เป็นสำคัญ เพราะมีทางเลือกว่าจะจัดตั้ง “Qualified PVD” ซึ่งเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่มีคุณสมบัติเทียบเท่ากับ กบช. หรือจะไปเข้า “กบช.” โดยตรง แน่นอนว่าในภาพรวมธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเติบโตก้าวกระโดดแน่ เพียงแต่จะออกไปในทิศทางไหน หากใช้รูปแบบของ “Qualified PVD” ตรงนี้ บลจ.ที่ทำธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ก็จะได้ประโยชน์ทั้งหมด แต่ถ้าไปเข้า “กบช.” ตรงนั้นอาจจะมีบลจ.เพียง 2-3 รายที่ได้ประโยชน์ เพราะกบช.ก็จะคัดเลือกบลจ.ให้มาบริหารเงินอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นพฤติกรรมของนายจ้างจึงสำคัญ
“และท้ายสุดแม้จะมี กบช. แล้ว ตัวกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็ยังมีโอกาสในการเติบโตเช่นกัน เพราะมีความยืดหยุ่นมากกว่า Qualified PVD เช่น เงื่อนไขการรับเงิน ที่สมาชิกหากมีความจำเป็นเอาออกก่อนได้ แต่ถ้า Qualified PVD หรือ กบช. นั้น ต้องรอไปรับตอนเกษียณเลย เป็นต้น”
“บลจ.เอ็มเอฟซี” พร้อมสำหรับการแข่งขันในธุรกิจ “PVD”...ปลื้มต้นปีได้เม็ดเงินบริหารเพิ่มอีกกว่า 5,000 ล้านบาท
สำหรับ MFC เองในช่วงปีที่ผ่านมา เรามีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการประมาณ 4 แสนล้านบาท ในส่วนของธุรกิจ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของบริษัท ปัจจุบันบริหารอยู่มากกว่า 600 นายจ้าง เม็ดเงินสูงถึง 1 แสนล้านบาท และมีส่วนแบ่งทางการตลาดติด “Top5” ของอุตสาหกรรมเช่นกัน และเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เอง เรายังได้รับการแต่งตั้งให้บริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มอีกเป็นจำนวนถึงเกือบ 5,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการเริ่มเปิดศักราชใหม่ โดยเราพยายามหาจุดการให้บริการและ Solutionใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ Pain point ของสมาชิกกองทุนที่เป็นความต้องการที่แท้จริง และแตกต่างเพิ่มเติมจากการบริการที่มีอยุ่ เช่น การพัฒนา Feature ใหม่ๆใน Application ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ส่งผลให้บางกองทุนเลือกใช้บริการงานทะเบียนสมาชิกของ MFC เพิ่มเติมและต่อเนื่อง
“อีกหนึ่งสิ่งที่เราพยายามส่งเสริมสำหรับธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นั่นคือ การนำเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญประกอบการวางแผนเกษียณของพนักงานแต่ละท่าน โดยให้ความรู้แก่สมาชิกเรื่องของ ‘Employee’s Choice’ คือ การที่แนะนำให้สมาชิกศึกษาเรื่องการเลือกทรัพย์สินการลงทุนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของตนเอง และระยะเวลาลงทุนที่อยู่ในกองทุน เพื่อเป็นการเพิ่มเม็ดเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ตนเองจะได้รับตอนเกษียณอายุ นั่นเอง”
ปัจจจุบัน เรามีประเภทสินทรัพย์ให้เลือกมากกว่า 20 แบบ เช่น หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ไทย ตราสารหนี้ต่างประเทศ อสังหาฯ ทองคำ ฯลฯ ดังนั้น หากบริษัทใดสนใจสามารถติดต่อให้ทางบริษัทเข้าไปนำเสนอบริการและแนวทางใหม่ๆ ได้เราก็ยินดีให้บริการเสมอ
มาถึงตรงนี้ การที่ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” (PVD) จะโตโดยไร้ “กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ” (กบช.) ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ยากพอตัว และนั่นทำให้ตลาดนี้ไม่ค่อยมีบลจ.สนใจเข้ามาเล่นเท่าไรนัก แต่ถ้า “กบช.” เกิดขึ้น ธุรกิจ PVD ก็มีโอกาสกลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดดได้เช่นกัน ส่วนวันนั้นจะมาถึงเมื่อไร เป็นสิ่งที่นักลงทุนไทยยังคงต้องตามลุ้นตามเชียร์กันต่อไปเช่นเคย
