Official Update :

“พฤษภา-ปีมะโรง” ลุ้นตลาดปรับฐาน “Sell in May”… จังหวะเก็บ “หุ้นโลก” & “หุ้นญี่ปุ่น” 2 ตลาดที่มีโมเมนตัมดีต่อเนื่อง !!!

ลายแทงกองทุน: ทิศทางดอกเบี้ยของ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) ยังคงเป็นที่จับตาจากนักลงทุนทั่วโลกเพราะอาจจะลงช้าและน้อยกว่าคาด แต่ปีนี้ภาพรวมตลาดหุ้นก็ค่อนข้างดีเลยทีเดียว (ยกเว้นหุ้นไทย)


“หุ้นโลก” บวกขึ้นมา +5.8% ส่วน “หุ้นญี่ปุ่น” ยังแรกไม่หยุด +14.3% ปัจจุบันถือว่ามูลค่า “ไม่ถูก” มี Forward P/E 12 M ที่ 17.4 เท่า และ 21.4 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 16.1 เท่า และ 18.0 เท่า ตามลำดับ (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 3 พ.ค. 24)


เข้าสู่เดือนพ.ค. กับปรากฎการณ์ Sell in May” จะเกิดขึ้นหรือไม่นั้น?...แต่การที่ตลาดปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนราคาค่อนข้างตึงตัวก็มีโอกาสที่ “ตลาดหุ้น” จะปรับฐานในช่วงไตรมาสที่2 ได้เช่นกัน โดยเฉพาะที่ตลาดที่ปรับตัวขึ้นมาได้ดี


แต่นั่นกลับเป็นจังหวะในการ “ลงทุนเพิ่ม” ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะใน “หุ้นโลก” และ “หุ้นญี่ปุ่น” ที่เชื่อว่ายังมีโมเมนตัมที่ยังไปต่อได้ในระยะยาว


วันนี้ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดสรร 4 กองทุนเด่น” พฤษภา-ปีมะโรง ที่น่าสนใจใน 2 ตลาด หากตลาดมีการปรับฐานมาฝากกัน


ONE-GLOBFIN-R” โฟกัสเน้นๆ "หุ้นธุรกิจการเงิน" ทั่วโลก   

เริ่มกันที่กองทุนแรก ONE-GLOBFIN-R: กองทุนเปิด วรรณ โกลบอล ไฟแนนเชียล ชนิดไม่จ่ายเงินปันผล สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป” ของบลจ.วรรณ ระดับความเสี่ยง 7 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนใน หุ้นทั่วโลก" ที่ดำเนินธุรกิจบริการทางการเงินเป็นหลัก ผ่านกองทุนหลัก ‘BlackRock Global Funds – World Financials Fund’ ชนิดหน่วยลงทุน Class D2 ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) บริหารจัดการโดย BlackRock



สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 24) พบว่ามีการกระจายลงทุนทั่วโลกหลักๆ อยู่ในสหรัฐ  52.43% และสหราชอาณาจักร 10.68% โดย 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุดนั้น ประกอบไปด้วย 1) Banks 44.75%, 2) Capital Markets 21.81%, 3) Financial Services 18.75%, 4) Insurance 4.96 % และ 5) Consumer Finance 3.89%


“โดย 5 หุ้นตัวที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) BANK OF AMERICA 5.23%, 2) WELLS FARGO 4.92%, 3) GOLDMAN SACHS 4.15%, 4) CHARLES SCHWAB CORP 3.03% และ 5) GLOBAL PAYMENTS INC 2.92% ตามลำดับ ซึ่งหลายชื่อคงคุ้นหูนักลงทุนไทยและนักลงทุนทั่วโลกเป็นอย่างดีเช่นกัน”


ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ONE-GLOBFIN-R เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -39.25%


ASP-NGF” คว้าโอกาสลุย "หุ้นญี่ปุ่น" รับศก.ฟื้นตัว

สลับมาที่ “ตลาดหุ้นญี่ปุ่น” กันบ้าง กับ ASP-NGF: กองทุนเปิดแอสเซทพลัสนิปปอนโกรท” ของบลจ.แอสเซท พลัส ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนใน หุ้นญี่ปุ่น" เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีระยะยาว ผ่านกองทุนหลัก ‘Nippon Growth (UCITS) Fund’  บริหารจัดการโดย E.I. Sturdza Strategic Management Limited



สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค. 24) พบว่า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุดนั้น ประกอบไปด้วย 1) Industrials 39.45%, 2) Financial Services 23.51%, 3) Consumer Cyclical  17.99%, 4) Real Estate 7.18% และ 5) Basic Materials 3.44% 


“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย 1) ITOCHU Corp 6.86%, 2) Mitsubishi UFJ Financial Group Inc 6.44%, 3) Sumitomo Mitsui Financial Group Inc 6.39%, 4) Mitsubishi Corp 5.71% และ 5) Honda Motor Co Ltd 4.31% ตามลำดับ ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นที่นักลงทุนทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดี”


ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ASP-NGF เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -36.05%


DAOL-GEQUITY” ลงทุน "หุ้นทั่วโลก" ตอบโจทย์ระยะยาว

ถัดมามาเป็น DAOL-GEQUITY: กองทุนเปิด ดาโอ โกลบอล อิควิตี้ ของบลจ.ดาโอ ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนใน "หุ้นทั่วโลก" เพื่อสร้างการเติบโตของเงินลงทุนระยะยาว ผ่านกองทุนหลัก ‘Fundsmith Equity Fund’ Class T (Accumulation) ซึ่งเป็นหน่วยลงทุนชนิดไม่จ่ายเงินปันผล ในสกุลเงินปอนด์สเตอร์ลิง (Pounds Sterling)  บริหารจัดการโดย Fundsmith LLP




สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เม.ย. 24) พบว่า 5 ประเทศที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย 1) สหรัฐ 68.9%, 2) เดนมาร์ก 12.0%, 3) ฝรั่งเศส 10.8%, 4) สหราชอาณาจักร 3.6% และ 5) สเปน 2.6%


โดย 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุดนั้น ประกอบไปด้วย 1) Health Care 27.1%, 2) Consumer Staples  26.6%, 3) Information Technology 12.2%, 4) Consumer Discretionary 11.8% และ 5) Communication Services 10.0%


“สำหรับหุ้นในพอร์ตที่ลงทุนมากสุด ตัวอย่างเช่น Novo Nordisk, Microsoft, Meta Platforms, L'Oréal และ Stryker เป็นต้น ซึ่งหลายชื่อก็เป็นบริษัทชั้นนำของโลกที่นักลงทุนคุ้นเคยเป็นอย่างดี”


ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน DAOL-GEQUITY เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -23.59%


LHJAPE-A” เฟ้น "หุ้นญี่ปุ่น" คุณภาพสูงเติบโตอย่างยั่งยืน   

ปิดท้ายกันด้วย LHJAPE-A: กองทุนเปิด แอล เอช เจแปน - E ชนิดสะสมมูลค่า ของบลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนใน "หุ้นญี่ปุ่น" เพิ่มมูลค่าเงินลงทุนระยะยาว ผ่านกองทุนหลัก ‘Invesco Japanese Equity Advantage Fund’ ชนิดหนว่ยลงทุน C-Acc Shares บริหารจัดการโดย Invesco Management S.A.



สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มี.ค. 24) พบว่า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุดนั้น ประกอบไปด้วย 1) Information Technology 20.2%, 2) Consumer Discretionary 17.2%, 3) Industrials 14.3%, 4) Health Care 13.7% และ 5) Communication Services 10.2%         


“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย 1) Sanrio 4.9%, 2) Canon 4.6%, 3) Toyota 4.2%, 4) ORIX 4.2% และ 5) Keyence 4.1% ตามลำดับ”


ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน LHJAPE-A เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -19.44%


ใครที่อยากจะลงทุนใน “หุ้นโลก” และ “หุ้นญี่ปุ่น” แต่ปีนี้ยังไม่มีโอกาส หากมีปรากฎการณ์ “Sell in May” หรือตลาดปรับฐานในช่วงไตรมาสที่2 เกิดขึ้นจริง ก็ถือเป็นจังหวะที่ดีในการลงทุนได้ด้วยพื้นฐานที่รองรับและมีแรงส่งให้ไปต่อได้ในระยะยาว และนี่เป็น “4 กองทุนเด่น” พฤษภา-ปีมะโรง ที่คัดมาฝากกัน ซึ่งน่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์ให้กับผู้ที่สนใจได้บ้างไม่มากก็น้อย


ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’