ชี้โอกาสทำกำไร “หุ้นยั่งยืน” ในทุกภาวะตลาดด้วยกลยุทธ์...‘LONG–SHORT Strategy’ !!!

“การลงทุนอย่างยั่งยืน (Sustainability Investment)” หนึ่งในกระแสการลงทุนหลักของโลกที่กำลังมาแรงอย่างปฏิเสธไม่ได้


เป็นการสร้างเศรษฐกิจแบบรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งความนิยมนี้จะเห็นได้จากเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้า “กองทุนยั่งยืน” ต่างๆ ในตลาดได้เป็นอย่างดี


ในไทยเองก็มีการนำเสนอกองทุนยั่งยืนทั้งในและต่างประเทศอยู่บ้างพอสมควร แต่นี่จะเป็นครั้งแรกในไทยที่จะมีการนำกลยุทธ์ LONG  SHORT Strategy” เข้ามาใช้กับกองทุนยั่งยืน 


เป็นการสานต่อกลยุทธ์การลงทุนเพื่อความยั่งยืนจากทางKBank Private Banking” 


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มาอัพเดทกัน



ลุย 5
Theme ที่เป็น ‘Mega Trend’ หุ้นยั่งยืนทั่วโลก

โดย “ศิริพร สุวรรณการ” Managing Director  Financial Advisory Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย บอกว่า “KBank Private Banking” เชื่อว่าเทรนด์ลงทุนด้านความยั่งยืนเป็นโอกาสสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว จากหลักการธนาคารแห่งความยั่งยืนของธนาคารกสิกรไทย ที่เน้นเสริมสร้างความสมดุลทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ล้วนมีส่วนสำคัญในการผลักดันแนวคิดการลงทุนในธีมธุรกิจเพื่อความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง  เพื่อให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างยั่งยืน ในขณะที่ทุกเม็ดเงินที่ลงทุนยังสนับสนุนธุรกิจที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่โลกอย่างแท้จริง



(ศิริพร สุวรรณการ)



“การลงทุนอย่างยั่งยืน ไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ บริการทางการเงิน และโอกาสทางการศึกษา เพื่อช่วยยกระดับสังคม และความเป็นอยู่ของคนในสังคมให้เท่าเทียมกันด้วย”


ล่าสุด “KBank Private Banking” ร่วมกับ บลจ.กสิกรไทยนำเสนอกองทุนใหม่ “กองทุนเปิดเค Sustainable Long-Short ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (K-SUSTAIN-UI)” กองทุนยั่งยืนกองแรกของไทย ที่ใช้ LONG  SHORT Strategy เน้นลงทุนสร้างกำไร ทั้งจากหุ้นที่ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นไปสู่ความยั่งยืน ซึ่งอยู่ระหว่างขาย IPO วันนี้-28 พ.ค. 21 นี้





โดย ‘K-SUSTAIN-UI’ จะทำการลงทุนผ่านกองทุนหลัก ‘JPMorgan Funds - Multi-Manager Sustainable Long-Short Fund, Class JPM S2 (perf) (acc) – USD’ ในอัตราส่วนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน โดยกองทุนหลักจะโฟกัสการลงทุนใน 5 Theme ที่เป็น Mega Trend” ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและสร้างความเติบโตโดยไม่ทิ้งความเสียหายไว้กับโลก (Sustainability Megatrend) ได้แก่

  1. การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เช่น การใช้พลังงานสะอาดพลังงานลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น

  2. การดูแลสุขภาพ (Health and Wellness) การใช้เทคโนโลยีการแพทย์รักษาทางไกลหรือการใช้นวัตกรรมเพื่อสุขภาพทำให้ชีวิตดีขึ้น เป็นต้น

  3. โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาหรือบริการทางการเงินอย่างเท่าเทียม (Empowerment) บริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้คนเข้าถึงข้อมูล ความรู้และบริการทางการเงินจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำให้ลดลง เป็นต้น

  4. การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource Efficiency) บริษัทที่มีการผลิตสินค้าและบริการโดยใช้วัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่หรือใช้ซ้ำ เป็นต้น

  5. เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน (Technology for Sustainability) ถือเป็นกระดูกสันหลังของกลุ่มธุรกิจทุกธีมเลยก็ว่าได้ ก็จะมีเทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อความยั่งยืน

 


สร้างกำไรทุกสภาวะตลาดด้วยกลยุทธ์
 “LONG – SHORT Strategy”

โดยทั้ง 5 Theme-หุ้นยั่งยืนทั่วโลกดังกล่าวนั้น จะใช้กลยุทธ์ LONG  SHORT Strategy” ในการลงทุนซึ่งถือเป็นกองทุนยั่งยืนในไทยกองแรกที่ใช้กลยุทธ์นี้ โดยกลุ่มธุรกิจที่สามารถปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ จะได้รับประโยชน์จากกำไร และการเติบโตที่มากขึ้น จะกลายเป็น “ผู้ชนะ (Winner)” ในขณะที่บริษัทที่ไม่สามารถปรับตัวได้จะเผชิญกับความเสี่ยงกับการถดถอย และกำไรที่ลดลงของบริษัท แล้วกลายเป็น ผู้แพ้ (Loser)” ได้ในที่สุด  


ทั้งนี้ JP Morgan Asset Management” ผู้บริหารกองทุนหลัก มีประสบการณ์กว่า 25 ปี ทั้งในการซื้อหุ้น (Long) ที่มีโอกาสเติบโตมาถือไว้เพื่อกำไรในอนาคต และการขายหุ้น (Short) ที่มีแนวโน้มราคาลดลง หรือที่เรียกว่า ‘Long - Short Strategy’ ทำให้ กองทุน K-SUSTAIN-UI’ มีความพิเศษกว่ากองทุนยั่งยืนอื่นๆ ในไทย 





“เพราะไม่เพียงเข้าซื้อหุ้นอย่างเดียว แต่ จะซื้อหุ้น (Long) ที่คาดหวังว่าจะสร้างผลดำเนินงานได้ดี จากการปรับตัวไปสู่ความยั่งยืนในอนาคตเป็น Winner ซึ่งราคา ณ ปัจจุบันยังไม่ได้สะท้อนถึงความเติบโต และ จะขายหุ้น (Short)ที่ราคาแพงเกินไปในปัจจุบัน หรือหุ้นที่อาจจะเสียโอกาสจากการไม่ยอมปรับตัวเป็น Loser  หรือไม่มีความสามารถในการปรับตัวไปสู่ความยั่งยืนเพื่อลดความเสี่ยงในช่วงตลาดขาลง ด้วยกลยุทธ์นี้ ทำให้สามารถสร้างโอกาสและผลตอบแทนจากทั้งหุ้นที่จะเป็นผู้ชนะและผู้แพ้ ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนอีกด้วย”


ทั้งนี้ จากตารางจะพบว่าโดยปกติการลงทุนใน ‘พลังงานสะอาด (MSCI Renewable)’ จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า พลังงานแบบดั้งเดิม (MSCI Energy)’ แต่ด้วยกลยุทธ์การ Long พลังงานสะอาด 100% และ Short พลังงานดั้งเดิม 60% ทำให้กองทุนมีการลงทุนสุทธิในหุ้นเพียง 40% ก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในทุกช่วงภาวะตลาดเลยทีเดียว โดยปกติกองทุนจะ Short Position ระหว่าง 20-60%


“ในช่วงตลาดขาขึ้น ได้กำไรจากพลังงานสะอาดที่ขึ้นกว่า ในช่วงตลาดขาลงก็ได้กำไรจากการ Short พลังงานดั้งเดิม ซึ่งหากถือลงทุนระยะยาวโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีก็จะมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน โอกาสขาดทุนน้อยสำหรับกลยุทธ์นี้หากถือ 3 ปี หรือ 5 ปี ต่อเนื่อง จากการทดสอบสถิติย้อนหลัง (Back Test)



มี “
Sub-Advisor” ช่วยบริหารกองทุน นอกเหนือจาก “ผู้จัดการกองทุนหลัก”

ด้วยประสบการณ์ของ JP Morgan Asset Management”  ที่สามารถเฟ้นหาผู้จัดการกองทุนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม มาเป็น “ผู้จัดการกองทุนย่อย (Sub-Advisor)” ทั้งหมด กอง (โดยสามารถเลือกได้ 7 – 10 ราย) ได้แก่ 1.ตลาดเกิดใหม่ 2.ตลาดจีน 3.ตลาดยุโรป 4.กลุ่มสุขภาพ 5.กลุ่มสาธารณูปโภค 6.กลุ่มผู้บริโภค เทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคม และ7.การมีส่วนร่วมการเปลี่ยนแปลงบริษัทผ่านการถือหุ้น


“ซึ่งผู้จัดการกองทุนเหล่านี้ จะมาช่วยบริหารการลงทุนภายใต้ 5 ธีมความยั่งยืนที่กล่าวข้างต้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้กลยุทธ์ Long  Short สามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกในทุกวัฏจักร จัดการผ่านช่วงเวลาที่หุ้นมีความผันผวนได้ดี และสามารถทำกำไรจากการ Short หุ้นได้” 


ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนหลัก ‘JPMorgan Funds - Multi-Manager Sustainable Long-Short Fund, Class JPM S2 (perf) (acc) – USD’ เมื่อเดือนก.พ. 20 ให้ผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุน 15.53% (ข้อมูล ณ วันที่ 20 พ.ค. 21) และด้วยกลยุทธ์ Long-Short และความสามารถของ Sub-Advisor ในปี 20 ในช่วงเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ดัชนีตลาดหุ้นโลก (MSCI World) ปรับลงไปกว่า -21% แต่กองทุนหลักปรับลงเพียง -9.44% เท่านั้น เรียกว่ามีความผันผวนน้อยกว่าตลาดในช่วงตลาดลง แต่สามารถทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกับหุ้นโลกในช่วงตลาดขาขึ้น แม้จะมี Net Position ในหุ้นเพียงประมาณ 40% ก็ตาม


สุดท้าย KBank Private Banking” แนะนำให้นักลงทุนที่สนใจลงทุนในระยะยาว เพราะยิ่งลงทุนระยะยาว และลงทุนผสม จะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้เป็นอย่างดี เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นและยังช่วยโลกยั่งยืนได้อีกด้วย

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Stock of the Day
GUNKUL เซ็น PPA ใหม่ คว้าโรงไฟฟ้า 3 โครงการ หนุนพอร์ตพลังงานสีเขียวโตต่อ ดันกำลังผลิตรวมพุ่งแตะ 2,121 MW
Updated 1 day ago
Stock of the Day
เปิดโผหุ้นรับอานิสงส์ 4 ยักษ์ใหญ่จีนลงทุนไทย อัดงบ 7 หมื่นล้าน ลุย EV-AI นิคม ยานยนต์ ชิ้นส่วน พลังงานเด่น
Updated 1 day ago
Fun of Funds
มองครึ่งปีหลัง “สินทรัพย์เสี่ยง” ยังน่าสนใจ แต่ต้องเลือก... มองบวก “หุ้นไทย” ให้เป้าปีนี้ 1,630 – 1,660 จุด !!!
Updated 1 day ago
Stock of the Day
SCGP โชว์ Q2/69 กำไรพุ่ง 128% รับอานิสงส์อินโดฯ พลิกบวก มั่นใจ Q3/69 ผลงานโตต่อเนื่อง เจรจาดีล M&P เพียบ ลุ้นบางส่วนชัดเจนปีนี้
Updated 11 hours ago
Stock of the Day
แบงก์กลาง-เล็กกำไรแกร่ง TTB-KKP เซอร์ไพรส์ตลาด โบรกฯ มองงบกลุ่มอาจดีกว่าคาด แนะสะสมหุ้นเด่น KBANK-KTB
Updated 17 hours ago
Follow Us