Official Update :

ชี้ “หุ้นเอเชียแปซิฟิก” ถูกกว่า “หุ้นสหรัฐ” 35-40% ของดีราคาถูก... พร้อมชู 5 ตลาดดาวเด่น “อินเดีย-จีน-ออสเตรเลีย-ไต้หวัน+เกาหลีใต้” !!!

สาระ Fund วันละนิด: วันนี้ จะพามาส่องดูอีกตลาดหุ้นที่น่าสนใจและมีศักยภาพ แต่ที่ผ่านมากลับ Perform ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก นั่นกก็คือ “ตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)” นั่นเอง


ในช่วง 5 เดือนแรก ดัชนี MSCI AC Asia Pacific ex Japan ปรับตัวขึ้นมา +3.52% มี P/E Fwd 13.39 เท่า และมี Div Yld 2.68% ในขณะที่ “หุ้นโลก” +8.71% มี P/E Fwd ที่แพงกว่า 17.42 เท่า และมี Div Yld ที่ต่ำกว่าอยู่ที่ 1.94% (ที่มา: msci.com, วันที่ 31 พ.ค. 24)


ทั้งนี้ตลาดคาดว่านี่คือภูมิภาคที่จะเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลก หลังจากที่ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) เริ่มลดดอกเบี้ยอีกด้วย


อะไรทำให้ “หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)” เป็นหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจ วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีมุมมองที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญมาอัพเดทให้ฟังกัน



“หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)” เป้าหมายเงินลงทุน...หลัง “
Fed” หั่นดอกเบี้ย

โดย พฤกษา เอี่ยมธงทอง” Deputy Head of Equities - Asia Pacific, Asian Equities บลจ.อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) มองว่า หลังจาก Fed จบดอกเบี้ยขาขึ้นและกำลังจะเข้าสู่วงจรดอกเบี้ยขาลง แม้จะล่าช้าออกไปจากเดิมที่มองว่าน่าจะลงได้ 3 ครั้งในปีนี้ ก็น่าจะเหลือเพียง 1ครั้ง ความล่าช้านั้นก็ส่งผลถึงเม็ดเงินลงทุนที่จะไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้วยเช่นกัน แต่บางส่วนก็เริ่มเห็นสัญญาณการไหลเข้ามาแล้ว ซึ่งหลังลดดอกเบี้ยค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นก็จะมีแนวโน้มอ่อนค่า จะเป็นปัจจัยหนุนให้เงินไหลออกจากสหรัฐกลับมาในเอเชียแปซิฟิกอีกครั้ง


ในขณะที่สหรัฐกำลังจะลดดอกเบี้ย แต่ภาพของประเทศในเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ตรงกันข้าม ยังไม่ลดดอกเบี้ยเพราะกังวลเรื่องค่าเงิน ถ้าจะมีบางประเทศลดก็ต้องตามหลังสหรัฐ ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปลายปีก็เป็นสิ่งที่ตลาดต้องจับตาเพราะอาจมีผลกระทบต่อการทำธุรกิจที่เป็นคู่ค้ากับสหรัฐด้วยเช่นกัน


(พฤกษา เอี่ยมธงทอง)


“ที่สำคัญมูลค่า หุ้นเอเชียแปซิฟิก มีมูลค่าที่ถูกกว่า หุ้นสหรัฐ อยู่กว่า 35-40% ในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว ในขณะที่เศรษฐกิจของเอเชียแปซิฟิฟกก็ยังเติบโตได้ดี กำไรบริษัทจดทะเบียนยังโตดี นี่ทำให้ภูมิภาคนี้น่าสนใจ แต่เงินจะไหลเข้าแต่ละประเทศไม่เท่ากันขึ้นกับพื้นฐานและความน่าสนใจของแต่ละตลาดเองด้วย”


ชู “หุ้นอินเดีย
-จีน-ออสเตรเลีย-ไต้หวัน+เกาหลีใต้”...เป็น 5 ตลาดที่น่าสนใจ

สำหรับตลาดที่น่าสนใจในเอเชียแปซิฟิกนั้น ตลาดแรก คือ “อินเดีย” เป็นประเทศที่มีการเติบโตสูง กำไรบริษัทจดทะเบียโตดี แม้ “หุ้นอินเดีย” จะดู “แพง” แต่ก็สมเหตุสมผล เพราะบริษัทมีปัจจัยพื้นฐานดี มีกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตสูงรองรับช่วยสนับสนุนตลาดได้ ส่วนปัจจัยการเมืองไม่น่ากังวล แม้ “นเรนทรา โมดี” จะไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวตามที่ตลาดคาดหวัง แต่ก็ได้คุมกระทรวงที่สำคัญๆ เอาไว้ และการเป็นรัฐบาลผสมก็ไม่น่ากังวลอะไรเพราะโครงการปฏิรูปขนาดใหญ่ต่างๆ ที่จำเป็นต้องทำนั้น ได้ทำไปแล้วในอดีตที่เหลือเพียงเป็นการมาสานต่อเท่านั้นเอง สำหรับ “หุ้นอินเดีย” แนะเป็นการลงทุนระยะยาวได้


ถัดมาเป็น “จีน” แม้ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ยังรบกวนอยู่แต่ก็ถือว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลนั้นมาถูกทางแล้ว เพียงแต่การจะนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อเห็นผลอาจจะต้องใช้ระยะเวลาและขนาดเม็ดเงินที่จะเข้ามาจัดการกับปัญหานี้อาจจะต้องมีขนาดที่ใหญ่กว่าทำกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งในเชิงมหภาค Top-Down ลงมาก็ยังมีอยู่ แต่ถ้ามองในรายบริษัทแบบ Bottom-Up ก็ยังมีบริษัทดีๆ ราคาถูก มีกำไรเติบโตดีให้เลือกลงทุนอยู่ ซึ่งในการลงทุนใน “หุ้นจีน” เราเน้นหุ้นที่มีกำไรเติบโตที่ดีเป็นสำคัญในการเลือก


“ปัจจุบัน หุ้นจีน ถูก แต่ก็สมเหตุผลเช่นเดียวกัน ถือเป็นอีกตลาดที่น่าสนใจทั้ง ‘A-Share’ และ ‘H-Share’ โดยมี กำไรเป็นกุญแจสำคัญในการเลือกหุ้นลงทุน”


อีกตลาดที่คนไทยไม่ค่อยได้เข้าไปลงทุนเท่าไรก็คือ “หุ้นออสเตรเลีย” ก็เป็นอีกตลาดที่น่าสนใจเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมี “หุ้นไต้หวัน” และ “หุ้นเกาหลีใต้” โดยหุ้นที่เราชอบจะโฟกัสไปที่บริษัทด้านเทคโนโลยีเป็นหลัก เพราะถือเป็นบริษัทที่เป็นผู้นำของโลกและมีศักยภาพในการแข่งขันที่สูง


สำหรับการจัดพอร์ต “หุ้นเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น)” เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว แนะนำสัดส่วนลงทุนใน “หุ้นจีน” ประมาณ 20%, “หุ้นอินเดีย” ประมาณ 19-20%, “หุ้นออสเตรเลีย” ประมาณ 8-10%, “หุ้นไต้หวัน+เกาหลีใต้” ประมาณ 20% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่น่าสนใจหลังจากนี้ รับเงินลงทุนที่กำลังจะไหลเข้าหลัง Fed ปรับลดดอกเบี้ยนั่นเอง

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’