“กรกฎา-ปีมะโรง” เลือกของดี-ราคาถูก “หุ้นจีน” & “หุ้นเกาหลีใต้”... ดักเงินไหลกลับตลาดเอเชีย หลัง “Fed” หั่นดอกเบี้ย !!!
ลายแทงกองทุน: สำหรับนักลงทุนที่ชอบ “ของถูก” และมีโอกาสที่ดีในการลงทุน “หุ้นจีน” และ “หุ้นเกาหลีใต้” ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ เพราะมูลค่าตลาดยังไม่แพง โดยตั้งแต่แต่ต้นปีมา “หุ้นจีน” A-Share บวกมา +2.71% ส่วน “H-Share” +11.62% ในขณะที่ “หุ้นเกาหลีใต้” ก็บวกเช่นกัน +5.04% (ที่มา: Google Finance, วันที่ 1 ก.ค. 24)
ปัจจุบัน “หุ้นจีน” มี Forward 12M P/E ที่ 11.3 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 12.3 เท่า ส่วน “หุ้นเกาหลีใต้” มี Forward 12M P/E ที่ 9.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 10.4 เท่า (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 28 มิ.ย. 24)
ในขณะที่กำไรก็ยังเติบโตได้ดีทั้ง 2 ตลาด ตามทิศทางเศรษฐกิจที่ยังเติบโตได้ ทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) คาดเศรษฐกิจจีนจะโต 4.6% และ 4.1% ในปี2024 และ 2025 ตามลำดับ ล่าสุดนักเศรษฐศาสตร์ก็คาดว่าจะโตได้ถึง 5% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ ในส่วนของ “เกาหลีใต้” คาดจะโต 2.3% ในปี2024 และ 2025 ตามลำดับ
นี่จึงทำให้ทั้ง 2 ตลาดนี้เป็น “ดาวเด่น” ที่น่าสนใจของเอเชีย ที่น่าจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายเม็ดเงินลงทุนที่จะไหลกลับเข้ามา หลัง “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) เริ่มหั่นดอกเบี้ยลงในช่วงปลายปีนี้นั่นเอง
วันนี้ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ จึงได้คัดสรร “4 กองทุนเด่น” กรกฎา-ปีเถาะ กับ 2 ตลาดที่น่าสนใจ “หุ้นจีน” และ “หุ้นเกาหลีใต้” ซึ่งเป็นตลาดที่ “ไม่แพง” และมีพื้นฐานรองรับมาฝากกัน
"ASP-EVOCHINA" เปิดประตูลงทุนกับวิวัฒนาการ ของ "หุ้นจีน-ยุคใหม่"
เริ่มกันที่ “ASP-EVOCHINA: กองทุนเปิด แอสเซทพลัส อีโวลูชั่น ไชน่า อิควิตี้” ของบลจ.แอสเซท พลัส ที่เน้นลงทุนใน "หุ้นจีน” ที่มีรายได้หลักจากการประกอบกิจการในจีน/ฮ่องกง/ไต้หวัน ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก โดยผสมผสานการลงทุนในกองทุนรวม Active Fund ผ่าน ‘T. RowePrice CHINA EVOLUTION EQUITY FUND’ รวมถึง “การลงทุนตรงในหุ้น” ที่ได้รับประโยชน์จากวิวัฒนาการของประเทศจีนยุคใหม่ เป็น “New Economy” ที่เป็นผู้นำในนวัตกรรม และเทคโนโลยี รวมถึงภาคการบริโภคที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ช่วยสร้างสมดุลในการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวนั่นเอง

สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ วันที่31 พ.ค. 24) พบว่า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) CONSUMER DISCRETIONARY 31.74%, 2) Information & Communication Technology 6.41%, 3) Consumer Staples 5.20%, 4) Industrial Materials and Machinery 5.17% และ 5) INFORMATION TECHNOLOGY 2.72%
“ส่วน 5 อันดับหลักทรัพย์ที่ลงทุนมากสุดนั้น ประกอบด้วย 1) T. RowePrice CHINA EVOLUTION EQUITY FUND 31.95%, 2) ISHARES HANG SENG TECH E-HKD 10.50%, 3) TENCENT HOLDINGS 6.41%, 4) PINDUODUO INC-ADR 6.23% และ 5) ALIBABA GROUP HOLDING 6.15% ตามลำดับ ก็ผสมกันทั้งส่วนของกองทุนและหุ้นรายตัว”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ASP-EVOCHINA เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -72.98%
"DAOL-KOREAEQ" คัดเน้นๆ "หุ้นเกาหลีใต้" เพิ่มผลตอบแทนระยะยาว
มาต่อกันที่ “เกาหลีใต้” หนึ่งในประเทศเอเชียที่มีเศรษฐกิจและการลงทุนโดดเด่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการส่งออกในระดับโลก กับ “DAOL-KOREAEQ: กองทุนเปิด ดาโอ เกาหลี อิควิตี้” ของบลจ.ดาโอ ที่เน้นลงทุนใน “หุ้นเกาหลีใต้” ในกลุ่มธุรกิจชั้นดีมีการเติบโตตามเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุนในระยะยาว ผ่านกองทุนหลัก ‘JPMorgan Funds – Korea Equity Fund Class C USD’ ที่บริหารจัดการโดย JPMorgan Asset Management (Europe) S.à r.l.

“สำหรับการจัดพอร์ตโฟลิโอของกองทุนหลักนั้น จะมีการแบ่งสัดส่วนในหลักทรัพย์ที่มีการลงทุนระยะยาว 1 ปี ขึ้นไป ประมาณ 60-80% และลงทุนระยะสั้นไม่ถึง 1 ปี ประมาณ 20-40% เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ลงทุน”
หน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 พ.ค. 24) พบว่า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย 1) Electrical & Electronic Equipm 28.4%, 2) Finance 18.3%, 3) Chemicals 12.2%, 4) Transport Equipment 9.2% และ 5) Manufacturing 6.7%
“ส่วนหุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) Samsung Electronics 9.9%, 2) SK Hynix 9.4%, 3) Samsung Biologics 3.8%, 4) LG Chem 3.7% และ 5) Shinhan Financial 3.7% ตามลำดับ หลายบริษัทเชื่อว่านักลงทุนไทยเองก็คงคุ้นชื่อกันเป็นอย่างดีเช่นกัน”
"TISCOCH" ลุย "หุ้นจีน" H-Share สร้างผลตอบแทนตามตลาด
สลับกลับมาที่ “หุ้นจีน” อีกครั้ง แต่เป็นตลาด “H-Share” และเป็นกองทุนสไตล์บริหารเชิงรับ (Passive Fund) กับ “TISCOCH: กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า H-Shares อิควิตี้” ของบลจ.ทิสโก้ ที่เน้นลงทุนใน “หุ้นจีน" H-Share เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี 'Hang Seng China Enterprises' เป็นสำคัญ ผ่านกองทุนหลัก ‘Hang Seng China Enterprises Index ETF’ ที่บริหารจัดการโดย Hang Seng Investment Management Limited

สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 พ.ค. 24) มีการกระจายลงทุนใน 5 แตสาหกรรมหลักมากสุด ได้แก่ 1) Information Technology 37.78%, 2) Financials 25.25%, 3) Consumer Discretionary 10.95%, 4) Energy 9.73% และ 5) Telecommunications 6.56%
“โดยหุ้นในพอร์ตนั้น ประกอบด้วย 1) หุ้นฮ่องกงที่จดทะเบียนในแผ่นดินใหญ่ 49.14%, 2) H-Shares 35.71% และ 3) Red Chip Shares 14.18% ที่เหลือเป็นเงินสดและอื่นๆ ตามลำดับ”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน TISCOCH เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -59.45%
"PRINCIPAL KEQ" กระจายลงทุน "หุ้นเกาหลีใต้" ตามดัชนี
ปิดท้ายกันด้วย “PRINCIPAL KEQ: กองทุนเปิดพรินซิเพิล เกาหลี อิควิตี้” ของบลจ.พรินซิเพิล เป็นกองทุนสไตล์ Passive Fund ที่เน้นลงทุนใน "หุ้นเกาหลีใต้" เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงดัชนี 'MSCI Korea 25/50' ผ่านกองทุนหลัก ‘iShares MSCI South Korea ETF’ บริหารจัดการโดย BlackRock Fund Advisors

“สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 28 มิ.ย. 24) พบว่า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย 1) Information Technology 38.16%, 2) Industrials 15.24%, 3) Financials 12.10%, 4) Consumer Discretionary 11.05% และ 5) Materials 6.59%
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) SAMSUNG 22.28%, 2) SK HYNIX INC 10.62%, 3) HYUNDAI MOTOR 3.47%, 4) KIA CORPORATION CORP 2.92% และ 5) KB FINANCIAL GROUP INC 2.63% ตามลำดับ”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน PRINCIPAL KEQ เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -50.72%
ใครที่ไม่ชอบของแพง กำลังมองหา “ของดี-ราคาถูก” เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว เชื่อว่า “หุ้นจีน” และ “หุ้นเกาหลีใต้” เองเป็นอีก 2 ตลาดที่น่าสนใจและเป็นหมุดหมายอันดับต้นๆ ของเม็ดเงินลงทุนที่กำลังจะไหลกลับเข้ามาในเอเชียหลัง “Fed” เริ่มทยอยหั่นดอกเบี้ยอีกด้วย นี่เป็น “4 กองทุนเด่น” กรกฎา-ปีมะโรง ที่คัดมาฝากกัน ซึ่งน่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์ให้กับผู้ที่สนใจได้บ้างไม่มากก็น้อย
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
