“บลจ.อีสท์สปริง” ลั่นทำธุรกิจ PVD “ไม่แข่งราคา-ขอแข่งคุณภาพ”... ชู “หุ้นสหรัฐ-อินเดีย” เด่นสุด ส่วน “หุ้นไทย” ลุ้น “Digital Wallet” ส่งถึง 1,400 จุด !!!

Fun of Funds: รู้หรือไม่?...“บลจ.อีสท์สปริง” นั้น ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็น “อันดับ1” ในกลุ่ม “กอง FIF-ตราสารหนี้” 19%, ครอง “อันดับ2” ในกลุ่ม “กอง FIF-หุ้น” และ “กอง FIF-Allocation” ด้วยส่วนแบ่ง 13% และ 12% ตามลำดับ


และครอง “อันดับ6” ใน “ธุรกิจกองทุนรวม” 6.39% (ที่มา: aimc.or.th, วันที่ 30 มิ.ย. 24)


ถือเป็น “บลจ.ระดับภูมิภาค” ที่มีการลงทุนระดับโลก และยังมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนทั้ง “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” ในปีนี้ หลัง “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) น่าจะปรับดอกเบี้ยลงได้ในช่วงปลายปีนี้ได้


ทิศทางการเติบโตและมุมมองการลงทุนของ “บลจ.อีสท์สปริง” ในปีนี้จะเป็นเช่นไร ตามทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปฟังมุมมองจากเหล่าผู้บริหารพร้อมๆ กันได้เลย


Term Fund & “กองตราสารหนี้ระยะสั้น” เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การเติบโต

โดย ดารบุษป์ ปภาพจน์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.อีสท์สปริง บอกว่า บลจ.อีสท์สปริงเป็น “บลจ.ระดับภูมิภาค” ที่พร้อมพานักลงทุนไทยเปิดประตู่ไปสู่การลงทุนทั่วทุกมุมโลก ด้วยทีมงานคุณภาพและพันธมิตรระดับโลก แต่เราก็ไม่ละเลยฐานลูกค้าเงินฝาก “ธ.ทหารไทยธนชาต” (ttb) ดังนั้น “Term Fund” และ “กองตราสารหนี้ระยะสั้น” จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การเติบโตของเราด้วยเช่นกัน ซึ่งจะมีออกมาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง การจะให้ฐานลูกค้าเงินฝากขยับไปสู่โพรดักท์การลงทุนเต็มตัวที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเลยนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ยาก และฐานลูกค้าส่วนใหญ่ของบลจ.อีสท์สปริงเองก็เป็นฐานลูกค้าเงินฝากของ ttb ดังนั้นการหาโพรดักท์กองทุนที่ใกล้เคียงกลุ่มเงินฝากประจำ หรือที่มีความเสี่ยงต่ำให้เขาได้ขยับออกมาเรียนรู้จึงเป็นอะไรที่น่าจะตอบโจทย์ได้ดีกว่า ซึ่งหลังจากเริ่มกลยุทธ์นี้ กองทุนของเราก็ได้รับการตอบรับที่ได้จากลูกค้าและนักลงทุน



“ปัจจุบันบริษัทได้เปลี่ยนชื่อกองทุนรวมให้เป็น
อีสท์สปริง เหมือนกันเรียบร้อยแล้ว และยังคงเดินหน้าควบรวมกองทุนที่มีนโยบายเหมือนกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ขนาดกองทุนของบริษัทเฉลี่ยต่อกองจะค่อนข้างใหญ่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอหลังจากนี้ก็ยังจะมีการยุบควบรวมกองทุนที่มีนโยบายเหมือนกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการยกระดับมาตรฐานสู่ บริษัทระดับโลก เช่นกัน”


ปลื้ม “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ได้รางวัลพระราชทาน
8 ปีซ้อน...ย้ำชัด “ไม่แข่งด้านราคา” แต่ “แข่งที่คุณภาพ”

การขับเคลื่อนของ “บลจ.อีสท์สปริง” ในระยะยาวมุ่งเน้นเรื่องการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้คนในสังคมเพื่อรองรับการเกษียณ โดยหลังจากได้พัฒนานวัตกรรมใหม่พร้อมเปิดตัวโมบายแอปพลิเคชัน “Eastspring M Choice TH” เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เรายังได้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เพื่อการบริการเพิ่มเติมโดยให้สมาชิกสามารถปรับสัดส่วนอัตราเงินสะสมผ่านช่องทางดิจิทัลได้ไม่ต้องกรอกแบบฟอร์มกระดาษ ด้วยจุดแข็งของการมีผลิตภัณฑ์ที่มีทางเลือกการลงทุนที่หลากหลายกว่า 30 นโยบาย ตลอดจนการพัฒนาด้านการบริการอย่างต่อเนื่อง  ส่งผลให้บริษัทมีจำนวนลูกค้าผู้ใช้บริการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


“ที่สำคัญ ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทไม่ได้แข่งขันด้านราคา แต่แข่งขันกันที่คุณภาพ เรามีทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้า ผลตอบแทนที่ได้ขึ้นกับการเลือกของลูกค้าเอง แม้บริษัทจะไม่ใช่บลจ.ที่มีธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขนาดใหญ่ แต่ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ TMBAM M Choice ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ก็ได้รับรางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระกนษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีประเภทกองทุนร่วม Pooed Fund ที่มีขนาดมากกว่า 10,000 ล้านบาท ถึง 8 ปีซ้อน ก็ตอกย้ำถึงศักยภาพและความเป็นเลิศในการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทได้เป็นอย่างดี”


“จุดเริ่มต้นดอกเบี้ยขาลง”
: โอกาสลงทุนทั้ง “หุ้น” & “ตราสารหนี้”

หันมาดูมุมมองการลงทุนในครึ่งหลังของปี24 กันบ้าง ทาง “ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ” รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.อีสท์สปริง มองว่า หากดูผลตอบแทนการลงทุนในช่วงครึ่งแรกที่ผ่านมา ฝั่งของ “หุ้น” เองในภาพรวมให้ผลตอบแทนที่ดี ยกเว้น “อินโดนีเซีย” และ “ไทย” ที่ติดลบไป -0.23% และ -6.07% ตามลำดับ ในฝั่งของ “ตราสารหนี้” เองก็ให้ผลตอบแทนที่ดีเช่นเดียวกัน จะมีเพียงกล่มของ “REIT” ที่ผลตอบแทนยังติดลบซึ่งเป็นผลกระทบจากดอกเบี้ยสูงในช่วงที่ผ่านมา มองไปในช่วงครึ่งปีหลัง จากทิศทางดอกเบี้ยของ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) ที่มีแนวโน้มจะปรับลดลงได้ 1-2 ครั้ง ก็ยังจะส่งผลดีต่อการลงทุนในตลาด “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” ในภาพรวมต่อเนื่อง แต่ก็ต้อง “เลือกลงทุน” (Selective) ด้วยเช่นกัน


“เศรษฐกิจสหรัฐยังคงเติบโตได้ แต่เริ่มมีสัญญาณชะลอตัวให้เห็นจากดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงแต่ก็น่าจะเป็น Soft Landing ที่ไม่น่ากังวลแต่ประการใด ส่วน เงินเฟ้อลงแต่ไม่เร็ว คาดจะถึงเป้าหมาย 2% ในปี2026 หรือใช้เวลาประมาณ 1.5 – 2.0 ปี กว่าจะถึงเป้าหมายเงินเฟ้อที่วางไว้ ในขณะที่ ตลาดแรงงาน เข้าสู่สมดุล เป็นจุดที่ Fed น่าจะสบายใจและเริ่มลดดอกเบี้ยได้ (ตลาดคาดจะลดได้ 1-2 ครั้ง ในปีนี้) อย่างไรก็ตามถ้า โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้ง 3 นโยบายของเขาจะนำสู่เงินเฟ้อ 1) การขึ้นภาษีการค้า 2) จำกัดแรงงานต่างชาติ 3) การลดภาษี ต้องดูว่า Fed จะลดดอกเบี้ยก่อนมั้ย หรือรอ ?


ในช่วงดอกเบี้ยเข้าสู่ขาลง ทั้ง “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” ยังน่าสนใจลงทุน โดยเราชอบหุ้นโลก, หุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐที่ได้ประโยชน์จากธีม AI  ขณะที่ตลาดหุ้นอินเดียเป็นอีกตลาดที่คาดว่าจะสามารถเติบโตได้โดดเด่นในภูมิภาคเอเชีย และหุ้นเวียดนาม ขณะที่ประเด็นการเลือกตั้งสหรัฐ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เราประเมินว่าผลกระทบดังกล่าวจะสร้างความผันผวนแค่ชั่วคราว และจะเป็นจังหวะในการสร้างโอกาสการลงทุน



“หุ้นไทย”
: ไม่ได้คาดหวังกับ “ThaiESG” มองเป้าปีนี้ 1,350 – 1,370 จุด

เช่นเดียวกับบดินทร์ พุทธอินทร์” ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง ที่มองว่า “หุ้นสหรัฐ” ยังไปต่อได้ และ “หุ้นเทคฯ สหรัฐ” ก็ยังไม่เป็นฟองสบู่ โดยคาดว่ากำไรของบริษัทในสหรัฐยังโตจากนี้ไปถึงสิ้นปีประมาณ 7% ถ้าหุ้นเทคฯ จะโต 15% เพียงแต่ต้องเลือกหุ้นขนาดใหญ่และมีปันผล กลุ่มนี้จะสามารถปรับตัวได้ดีในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว เช่นเดียวกับ “หุ้นอินเดีย” ยังน่าสนใจมากแม้ว่ารัฐบาลปัจจุบันจะเป้นรัฐบาลผสมก็ตาม แต่ก็คุมกระทรวงหลักถึง 25 เก้าอี้ จาก 30 เก้าอี้ ดังนั้นการขับเคลื่อนนโยบายไม่น่ากังวลแต่ประการใด การสานต่อนโยบายยังต่อเนื่อง เศรษฐกิจก็ยังโตได้ดี กำไรบจ.ก็ยังโตได้ดีต่อเนื่อง จึงเป็น 2 ตลาดที่เราชอบ


เศรษฐกิจโตขึ้นแต่ยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ทำให้ความน่าสนใจลดลง มองดัชนี SET Index สิ้นปีที่ 1,350 – 1,370 จุด บนกรณีฐานที่นายกยังอยู่บริหารต่อ ไม่มีนโยบายอะไรใหม่ๆ เข้ามา”


ถ้ามี Digital Wallet” เข้ามา อาจจะเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ “หุ้นไทย” ไปถึง 1,400 จุดได้ ส่วนเงื่อนไขใหม่ ThaiESG” มี ดีกว่าไม่มี แต่ไม่ได้คาดหวังเรื่องหนุนตลาดหุ้นไทยมากนัก เพราะไม่รู้เงินจะไปลงฝั่ง “หุ้น” หรือ “ตราสารหนี้” โดยกลุ่มหุ้นที่ชอบเป็นหุ้นท่องเที่ยว, การแพทย์ และหุ้นกลุ่มหุ้นใหญ่ที่มีปันผลสูง


ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนธุรกิจของ “บลจ.อีสท์สปริง” และมุมมองการลงทุนในช่วงครั้งปีหลัง ที่ยังชอบ “หุ้นโลก”, “หุ้นสหรัฐ”, “หุ้นอินเดีย” และ “ตราสารหนี้โลก” ที่จะมีโอกาสที่ดีในช่วงดอกเบี้ยขาลง ในส่วนของ “หุ้นไทย” ยังดูไม่น่าสนใจเมื่อเทียบกับประเทศอื่นโดยเปรียบเทียบ ในภาพรวมแล้วควรใช้กลยุทธ์ของการ “กระจายการลงุทน” (Asset Allocation) เป็นสำคัญจะดีที่สุด

โต๊ะกองทุน WealthyThai