Official Update :

“K-GHEALTH(UH)” เฟ้น “หุ้น Healthcare” ชั้นนำทั่วโลก…สร้างกำไรสม่ำเสมอ !!!

กองทุนติดดาว: กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ประจำสัปดาห์อย่าง กองทุนติดดาว กองทุนที่ได้เรทติ้ง Morningstar 5 ดาว” จัดเป็นกองทุนหัวกะทิที่มี ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง (Risk-adjusted returns) ดีสุด 10% แรกของกลุ่ม ตามสูตรลับเฉพาะของคนกลางอย่าง Morningstar” ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดอันดับกองทุนรวมที่ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนทั่วโลก


ครั้งนี้เป็นกองทุนในกลุ่ม Health Care” ที่มีจุดเด่นเน้นลงทุนใน “หุ้นสุขภาพ” ชั้นนำทั่วโลก


ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว ธีมการลงทุนที่สามารถเติบโตได้ในทุกช่วงของวงจรเศรษฐกิจย่อมเป็นทางเลือกที่นักลงทุนมองหา หนึ่งในนั้นก็คือ ธีม “หุ้นสุขภาพ” (Health Care) นั่นเอง


ถือเป็นหนึ่งใน Megatrendของโลกการลงทุนเช่นกันคู่ขนานไปกับสังคมผู้สูงวัย ที่ต้องการบริการด้านสุขภาพที่ดีตามไปด้วย


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มี “กองทุนหุ้นสุขภาพโลก” ที่น่าสนใจ ดีกรี “กองทุน 5 ดาว” จากทาง Morningstar” มาฝากกัน



K-GHEALTH(UH)” เฟ้นหุ้นชั้นนำทั่วโลกกลุ่ม “Healthcare” ตอบโจทย์ความมั่งคั่ง

สำหรับกองทุนรวมที่คัดมาแนะนำกันในครั้งนี้ มีชื่อว่า กองทุนเปิดเค โกลบอล เฮลท์แคร์ หุ้นทุน Unhedged” (K-GHEALTH(UH)) บริหารจัดการโดย บลจ.กสิกรไทยมีความเสี่ยง “ระดับ 7 (เสี่ยงสูง) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2558 มีนโยบายลงทุน “หุ้นสุขภาพ” ชั้นนำทั่วโลก เช่น บริษัทยา โรงพยาบาล ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง ผ่านกองทุนหลัก ‘JPMorgan Funds – Global Healthcare Fund, Class A (acc) - USD’ บริหารจัดการโดย JPMorgan Asset Management (Europe) S.à r.l.


ทั้งนี้กองทุนมีนโยบาย “จ่ายเงินปันผล” ด้วยไม่เกินปีละ 4 ครั้ง ซึ่งตั้งแต่จัดตั้งกองทุนมาจ่ายไปแล้ว 19 ครั้ง รวม 3.8 บาท/หน่วย



หน้าตาพอร์ต...สไตล์ “หุ้นใหญ่” ที่เป็น “หุ้นเติบโต”

จากนโยบายลงทุนทำให้หน้าตาหุ้นในพอร์ตของกอง K-GHEALTH(UH) มีบุคลิกของหุ้นสไตล์ “หุ้นขนาดใหญ่” ที่เป็น “หุ้นเติบโต” (Growth) เป็นสำคัญ


สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 24) มีการกระจายลงทุนใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย

  • Pharmaceutical 70%

  • Medtech 50%

  • Biotechnology 50%

  • Healthcare Services 70%


“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 ตัวแรก ได้แก่ Eli Lilly, UnitedHealth, Novo Nordisk, AstraZeneca และ AbbVie ตามลำดับ ซึ่งล้วนเป็นบริษัทชั้นนำของโลกทั้งสิ้น หลายชื่อคงคุ้นหูนักลงทุนไทยเป็นอย่างดี”



“ด้านผลการดำเนินงานของกองทุน ‘K-GHEALTH(UH)’ ตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 28 มิ.ย. 24) เฉลี่ยอยู่ที่ 6.51% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 9.10% ต่อปี) ขณะที่ความผันผวนของผลการดำเนินงานเฉลี่ยอยู่ที่ 16.12% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 15.27% ต่อปี) อย่างไรก็ดีในช่วง 5 ปีย้อนหลังกองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -22.77%


เงินลงทุนขั้นต่ำ “ครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” เพียง
500 บาท เท่านั้น

สำหรับนักลงทุนที่สนใจการลงทุน เงื่อนไขหรือมูลค่าขั้นต่ำของการ “ซื้อครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” จะอยู่ที่ 500 บาท ส่วนมูลค่าขั้นต่ำของการขายคืนจะอยู่ที่ 500 บาทเช่นเดียวกัน ขณะที่ยอดคงเหลือขั้นต่ำจะอยู่ที่ 50 บาท สำหรับระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนคือ 4 วันทำการหลังจากวันทำรายการขายคืน (T+4)



ส่วนช่องทางการซื้อขายสามารถทำได้ผ่านรูปแบบออฟไลน์อย่าง ธนาคารกสิกรไทยและผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนอื่นที่บริษัทได้แต่งตั้งขึ้น ขณะที่ช่องทางออนไลน์สามารถเปิดบัญชีและซื้อขายได้ผ่านแอพพลิเคชั่นอย่าง K-My Funds​​, K-Cyber และ KPLUS


ใครกำลังมองหาโอกาสการลงทุนที่ตอบโจทย์ได้ในทุกภาวะเศรษฐกิจ ธีม “Healthcare” ถือเป็นอีกหนึ่งธีมที่น่าสนใจ เป็นธุรกิจที่มีรายได้สม่าเสมอและยังมีโอกาสเติบโตได้อีกด้วย ทั้งจากดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนนวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ๆ รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยที่จะเข้าสู่ขาลง ทำให้ต้นทุนการเงินลดลงส่งผลบวกต่อกำไรของบริษัทให้ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน


ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

สรวิศ อิ่มบำรุง