Official Update :

“หุ้นสหรัฐ” ไม่ถูกแต่ลงทุนได้ แนะ “เปลี่ยนกลุ่มเล่น”... ชู “สาธารณูปโภค-พลังงาน-อุตสาหกรรม” เด่นสุด ส่วน “หุ้นเทคฯ” พื้นฐานแกร่ง-ราคาถูกลงหลังปรับฐานแรง !!!

Fun of Funds: ช่วงต้นเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงแรงจากความกังวลว่า “เศรษฐกิจสหรัฐจะถดถอย” (Recession) ที่หนักสุดก็คือ “หุ้นญี่ปุ่น” และ “หุ้นสหรัฐ”


หลังจากนั้น “ตลาดหุ้นทั่วโลก” ก็สามารถฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ เพราะคลายกังวลในเรื่องของ Recession และส่วนใหญ่ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ยังให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกอยู่ในปีนี้


สิ่งที่นักลงทุนถามกันมาก คือ “หุ้นสหรัฐ” ยังลงทุนได้หรือไม่? เพราะราคาค่อนข้างแพงและปรับตัวขึ้นมามากแล้วในช่วงที่ผ่านมา


คำตอบที่ได้ คือ “ลงทุนได้” เพียงแต่ต้องปรับกลยุทธ์ “เปลี่ยนกลุ่มเล่น” (Rotation) นั่นเอง ซึ่งน่าจะเอาไปประยุกต์ใช้ได้กับตลาดหุ้นอื่นได้เช่นกัน


ในช่วง 1 เดือน ดัชนี Nasdaq” -10.20% แต่ตั้งแต่ต้นปีมายังบวก +11.55% ในขณะที่ดัชนี Russell2000” ช่วง 1 เดือน +1.42% และตั้งแต่ต้นปี +2.66% (ที่มา: Morningstar Direct, ณ วันที่ 9 ส.ค. 24) จึงไม่น่าแปลกใจว่าธีม “หุ้นขนาดกลาง-เล็ก” ก็เป็นอีกหนึ่งธีมที่น่าสนใจในตลาดหุ้นสหรัฐเช่นกัน


แต่ใครยังชอบ “หุ้นไซส์ใหญ่” ก็อาจจะต้องพิจารณาเปลี่ยนกลุ่มเล่นเท่านั้นเอง วันนี้ ทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกัน


Rotation” กลยุทธ์รับ “ตลาดหุ้นปรับฐาน”...แนะโยกเข้าลงทุน 3 กลุ่มน่าสนใจ “สาธารณูปโภค-พลังงาน-อุตสาหกรรม”

การ Rotation ในตลาดหุ้น คือการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากอุตสาหกรรมหนึ่งที่เคยโดดเด่นไปยังอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่เริ่มมีความน่าสนใจมากกว่า


คำถามคือในตอนนี้นั้นอะไรคืออุตสาหกรรมที่น่าสนใจ? และควรจะจัดสถานะการลงทุนนี้อย่างไรดี?


หลังช่วงที่ผ่านมา “หุ้นเทคโนโลยี” เป็นหุ้นที่นำตลาดหุ้นสหรับปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรง แม้จะเกิดการ “ปรับฐานรุนแรง” ไปในช่วงต้นเดือนส.ค.ที่ผ่านมา แต่ “ตลาดหุ้นสหรัฐ” ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันยังคงเพิ่มขึ้นสุทธิกว่า 11% ในปีนี้ แต่ก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าในปีนี้นักลงทุนจะยังได้ผลตอบแทนที่ดีและง่ายเหมือนในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน



ทาง “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” มีมุมมองดีๆ จาก Paul Christopher” นักกลยุทธ์ที่ Wells Fargo Investment ที่แนะนำว่า ให้ลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพที่ดี มีงบการเงินที่แข็งแกร่ง หนี้ต่ำ และมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงในอนาคต นอกจากนี้ยังแนะนำให้ลงทุนในหุ้นกลุ่ม “สาธารณูปโภค พลังงาน และอุตสาหกรรม” เนื่องจากคาดว่าตลาดหุ้นมีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้นในไม่กี่เดือนจากนี้ และหุ้นกลุ่มนี้ก็ยังซื้อขายในระดับที่ต่ำ ส่วนหุ้นขนาดเล็กแม้ที่ผ่านมาราคาจะปรับเพิ่มขึ้นแต่เนื่องจากมีความผันผวนกับภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอสูงทำให้อาจไม่ได้เป็นกลุ่มที่น่าสนใจในรอบนี้ ให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มที่เป็นโครงสร้างของเศรษฐกิจ


“เชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนในการใช้จ่ายด้าน โครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยสนับสนุนการลงทุนในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้าง และพลังงานอีกด้วย ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้น่าสนใจเหมือนอย่างหุ้น Nvidia หรือ Microsoft แต่ก็นับเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของภาคเศรษฐกิจ โรงงาน และตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีน”


สำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนในกลุ่มที่เกี่ยวกับ AI ก็อาจลงทุนในหมวด “อุตสาหกรรม” และ “พลังงาน” ได้เช่นกัน เนื่องจากบางบริษัทในกลุ่มนี้มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ AI และ Data center ด้วย ทำให้ราคาหุ้นในหมวดนี้ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้นโดย Morningstar US Utilities Indexเพิ่มขึ้น +18% ในปีนี้ การลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมและพลังงานจึงเป็นเหมือนการลงทุนในธีม AI ได้เช่นกัน


“หุ้นขนาดใหญ่” ยังคงน่าสนใจ... “การปรับฐาน” ทำหุ้นที่เคยแพงกลับมาซื้อขายในราคาที่ต่ำลง รวมทั้ง “หุ้นเทคฯ”

แม้ว่าหุ้นที่มีมูลค่าตลาดไม่สูงมากอย่างกลุ่ม “หุ้นขนาดกลาง-เล็ก” (Small-cap) จะมีราคาปรับเพิ่มขึ้นในช่วงที่ราคา “หุ้นเทคโนโลยี” ปรับลงแรงที่ผ่านมา แต่ก็ถือว่าภาพรวมยังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ “แพ้ตลาดหุ้นโดยรวม” โดย Morningstar US Small Cap Index ปรับลดลง -3.6% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เทียบกับ Total Market Index ที่ลดลงเพียง -2.4%


และภาพรวมทั้งปี Morningstar US Large Cap Index ก็ยังคงปรับเพิ่มขึ้นชนะตลาดโดยรวม และชนะ Morningstar US Small Cap Index



“ในช่วงที่ตลาดเกิดการไหลเข้าออกของเงินทุนมักเป็นช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง ซึ่งจากสถิติในอดีตพบว่าตลาดหุ้นช่วงเดือนก.ย.และต.ค. มักให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีมาก ซึ่งยังไม่รวมถึงความผันผวนในช่วงการเลือกตั้งสหรัฐในเดือนพ.ย. อย่างไรก็ดีจังหวะที่ ตลาดปรับฐาน ลงนั้นถือเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าลงทุนสำหรับนักลงทุนระยะยาว เนื่องจากเชื่อว่ายังไม่ใช่จังหวะที่นับได้ว่าตลาดหุ้นอยู่ในระดับต่ำสุดแล้ว”


ข้อดีของ “ตลาดหุ้น” ที่ปรับลดลงในรอบนี้คือการที่ราคาหุ้นของบริษัทที่เคยแพงกลับมาซื้อขายในระดับที่ต่ำลงและน่าสนใจมากขึ้น อย่างเช่นหุ้นในกลุ่ม “7 นางฟ้า” (Magnificent Seven) ได้แก่ Nvidia, Tesla, Meta Platforms, Apple, Amazon.com, Microsoft, and Alphabet  แม้ว่าโดยรวมหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีจะยังไม่ถือว่าถูกมากๆ ก็ตาม


สุดท้าย “กำไรของบริษัท” คือสิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญ เน้นลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพที่ดี ในช่วงที่ตลาดเป็นขาลงหุ้นที่มีคุณภาพดีราคาน่าจะปรับลดลงน้อยกว่าตลาด และถือเป็น “จังหวะที่ดี” ในการซื้อลงทุนเพิ่มขึ้นในช่วงที่ราคาต่ำลงมามากๆ เพื่อรอจังหวะในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวนั่นเอง

โต๊ะกองทุน WealthyThai