“ตุลา-ปีมะโรง” ช้อป “ของถูก-มีโอกาสเด้ง” กลับมา Outperform... ชู “หุ้นจีน” & “หุ้นกลาง-เล็กไทย” เด่นสุด รับศก.ฟื้นตัว !!!
ลายแทงกองทุน: เดือนต.ค. ต้อนรับการกลับมาอย่างร้อนแรงของ “ตลาดหุ้นจีน” รับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่หมายมั่นแก้ปัญหา เรียกความเชื่อมั่น และดัน GDP ปีนี้ให้ไปถึง 5% ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ให้ได้
แม้ว่า “หุ้นจีน” จะจุดพลุพุ่งขึ้นมาแล้วค่อนข้างมากในช่วง 1 เดือน (ณ วันที่ 2 ต.ค. 24) “A-Share” +23%, “H-Share” +29% และฮั่งเส็ง “HIS” +27%
แต่ในแง่มูลค่าก็ยังถือเป็นตลาดที่ “ถูก” อยู่นั่นเอง โดย “A-Share” มี Fwd P/E 12.31 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 12.78 เท่า ส่วนหุ้นฮั่งเส็ง “HSI” มี Fwd P/E 9.21 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 11.00 เท่า
อีกตลาดที่ยัง “ถูก” เช่นกัน ก็คือ “หุ้นไทย” ที่ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา (ณ วันที่ 2 ต.ค. 24) บวกไป +7.% ก็ยังมี Fwd P/E 14.80 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 16.02 เท่า ในขณะที่กำไรบจ.ทั้ง 2 ตลาดก็ยังโตได้เฉลี่ย 10% กว่าในปีนี้และปีหน้า (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 27 ก.ย. 24)
โดยเฉพาะกลุ่ม “หุ้นขนาดกลาง-เล็ก” ที่ Underperform ตลาดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ก็ยังคง Underperform “ตลาด” และ “หุ้นใหญ่” อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่ราคา “ถูกสุดๆ” เข้าไปอีก
ทำให้ทั้ง “หุ้นจีน” และ “หุ้นกลาง-เล็ก” ของไทยเองกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง ในธีมของ “หุ้นถูก-และมีโอกาสเด้ง” ได้ดีนั่นเอง
วันนี้ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ จึงได้คัดสรร “4 กองทุนเด่น” ตุลา-ปีมะโรง กับ 2 ธีมที่น่าสนใจ “กองหุ้นจีน” และ “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” มาฝากกัน
“K-CHINA-A(A)” ลุย "หุ้นจีน" กลุ่ม New Economy เติบโตสูง
มาเริ่มกันที่กองทุนแรก “K-CHINA-A(A): กองทุนเปิดเค ไชน่า หุ้นทุน-A ชนิดสะสมมูลค่า” ของบลจ.กสิกรไทย ที่เน้นลงทุน "หุ้นจีน" (All China) ไม่น้อยกว่า 67% ของ NAV รวมถึงอาจลงทุนในหุ้นจีน “A-Shares” ได้ไม่เกิน 40% ของ NAV ผ่านกองทุนหลัก ‘JPMorgan Funds – China Fund, Class JPM China I (acc) – USD’ บริหารจัดการโดย JPMorgan Asset Management (Europe) S.à r.l.

สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 31 ส.ค. 24) พบว่า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย 1) Consumer Discretionary 28.20%, 2) Communication Services 17.60%, 3) Information Technology 13.00%, 4) Financials 11.70% และ 5) Industrials 8.90%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) Tencent 9.90%, 2) Alibaba 6.90%, 3) Meituan 5.90%, 4) Pinduoduo 4.70% และ 5) China Merchants Bank 3.50% ตามลำดับ”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน K-CHINA-A(A) เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -65.87%
“ABSM” เฟ้น "หุ้นไซส์กลาง-เล็ก" คุณภาพดี
มาต่อกันที่ “หุ้นไทย” กับ “ABSM: กองทุนเปิด อเบอร์ดีน สมอล-มิดแค็พ” ของบลจ.อเบอร์ดีน ที่เน้นลงทุนใน "หุ้นขนาดกลาง-เล็ก" ในตลาด SET/mai รวมถึงการจองซื้อหุ้น IPO ทีมี Market capitalization ไม่เกิน 80,000 ล้านบาท ณ วันทำการก่อนหน้าวันที่ลงทุน ด้วยสไตล์การบริหารแบบ “อเบอร์ดีน”

สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 30 ส.ค. 24) นั้น มีการลงทุนใน 5 อุตสาหกรรมหลัก ประกอบด้วย 1) อาหารและเครื่องดื่ม 17.31%, 2) เทคโนโลยีสีารสนเทศและการสื่อสาร 16.45%, 3) การแพทย์ 10.93%, 4) พาณิชย์ 8.95% และ 5) ท่องเที่ยวและสันทนาการ 8.15%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) PR9 7.85%, 2) HUMAN 7.83%, 3) MEGA 7.09%, 4) SAPPE 5.07% และ 5) WHA 4.96% ตามลำดับ”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ABSM เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -38.54%
“ES-COF” คว้าโอกาสเติบโตไปกับ "หุ้นจีน" ที่มีศักยภาพ
สลับกลับมาที่ “หุ้นจีน” กันอีกครั้ง กับ “ES-COF: กองทุนเปิดอีสท์สปริง China Opportunity” ของบลจ.อีสท์สปริง ที่เน้นลงทุน "หุ้นจีน" ที่มีศักยภาพในการเติบโตในกลุ่ม New Economy อย่างน้อย 2 ใน 3 ของ NAV ผ่านกองทุนหลัก ‘UBS (Lux) Equity Fund - China Opportunity (USD) Class I-A1-acc’ ที่บริหารจัดการโดย UBS Asset Management (Hong Kong)

สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 30 ส.ค. 24) พบว่า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย 1) Communication Services 21.82%, 2) Financial Services 17.53%, 3) Consumer Discretionary 15.15%, 4) Consumer Staples 14.85% และ 5) Health Care 10.60%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) TENCENT HOLDINGS LTD 9.91%, 2) KWEICHOW MOUTAI CO LTD-A 9.19%, 3) NETEASE INC 8.43%, 4) ALIBABA GROUP HOLDING LTD 6.75% และ 5) CHINA MERCHANTS BANK-H 5.12% ตามลำดับ”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน ES-COF เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -64.29%
“KTMSEQ” คัด "หุ้นไซส์กลาง-เล็ก" แนวโน้มเติบโตดี
มาปิดท้ายกันด้วย “KTMSEQ: กองทุนเปิดกรุงไทยหุ้น Mid-Small Cap” ของบลจ.กรุงไทย ที่เน้นลงทุน "หุ้นขนาดกลาง-เล็ก" ในตลาด SET,mai ที่มีพื้นฐานดี และมีแนวโน้มเติบโต ที่บริหารจัดการโดยทีมงาน “บลจ.กรุงไทย” เอง

สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 30 ส.ค. 24) พบว่า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ประกอบด้วย 1) บริการ 32.12%, 2) เทคโนโลยี 17.45%, 3) เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร 13.31%, 4) ธุรกิจการเงิน 10.34% และ 5) อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 8.96%
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) PLANB 4.11%, 2) SYNEX 3.93%, 3) PR9 3.87%, 4) BA 3.62% และ 5) TCAP 3.58% ตามลำดับ”
ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน KTMSEQ เคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -38.82%
สำหรับใครที่มองหาโอกาสลงทุน ชอบ “ของถูก” และมีโอกาสที่หุ้นจะปรับตัวขึ้นได้ในอนาคต ในแง่ของ “Downside” ค่อนข้างจำกัด เชื่อว่าทั้ง “หุ้นจีน” และ “หุ้นขนาดกลาง-เล็ก” ของไทยเอง เป็นทางเลือกที่ยังตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
