Official Update :

มั่นใจ “ตลาดหุ้นกู้” ปี25 กลับมาคึกคัก “ผลตอบแทนเด่น-รับดอกเบี้ยขาลง”... พร้อมชูกองทุน 2 ธีมเด่น “สหรัฐ-เอเชีย” พื้นฐานแกร่ง-หนุนผลตอบแทนดี !!!

Fun of Funds: สำหรับ Blue Bell” เริ่มต้นทำธุรกิจครั้งแรกเมื่อเดือนก.ค.2022 โดยมีโมเดลในการทำธุรกิจเป็นตัวกลางในการจัดจำหน่ายหุ้นกู้คุณภาพ กองทุนรวม และผลิตภัณฑ์การเงินอื่นๆ


ซึ่งสามารถสร้างรายได้รวมให้เติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีแรกที่เปิดตัวมาจนถึงปัจจุบัน โดยคาดว่าในปี25 นี้ จะมีรายได้รวมที่ 250 ล้านบาท เป็นการเติบโต 77.80% ต่อเนื่องจากปี23 ที่โต 95.48%      


พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิด “Make It Great” ที่มุ่งมั่นสร้างประสบการณ์การลงทุนที่ดีที่สุดให้กับนักลงทุน ตลอดจนสร้างความแข็งแกร่งและขยายศักยภาพอย่างต่อเนื่อง


โดยมีหมุดหมายสำคัญในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai” ให้ได้ใน 3 ปี (ช่วงปี2026-2027) ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทหลักทรัพย์ที่มีโมเดลธุรกิจที่ลงตัวและน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง


การเติบโตที่ผ่านมาและมุมมองการลงทุนในปีหน้าของ Blue Bell” จะเป็นเช่นไรนั้น ตามทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัพเดทพร้อมๆ กันได้เลย


ปลื้มรายได้โตแข็งแกร่งต่อเนื่อง
คาดจบสิ้นปี24 ที่ 250 ล้านบาท เพิ่มขึ้น +77.80%...ตั้งเป้าเข้าตลาด “mai” ใน 3 ปี

โดย “นริสรา ชัยวัฒนะ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลูเบลล์ บอกถึงผลงานของบริษัทในช่วงที่ผ่านมาว่า “Blue Bell” มีการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่งต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มดำเนินการในเดือนก.ค.2022 โดยมีรายได้ 68.18 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 133.29 ล้านบาทในปี23 ก่อนที่จะเติบโตต่อเนื่องเป็น 216.43 ล้านบาทในเดือนต.ค.24 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการจำหน่ายหุ้นกู้ 48%, การขายกองทุนรวม 26% และกำไรจากธุรกรรมตลาดรอง 11% ที่เหลือมาจากธุรกิจอื่นๆ (บริการ Filing 6%, บริการผู้ถือหุ้นกู้ 5%,



(นริสรา ชัยวัฒนะ)


“ปัจจุบัน ‘Blue Bell’ ก้าวขึ้นเป็น อันดับที่ 5 ของบริษัทที่มียอดจำหน่ายหุ้นกู้สูงสุดของบริษัทหลักทรัพย์ฯ ตามข้อมูลจากสมาคมตราสารหนี้ไทย และมีแนวโน้มจะรักษาอันดับนี้จนถึงสิ้นปี โดยคาดว่าจะมียอดจำหน่ายหุ้นกู้ทั้งปีที่ 13,500 ล้านบาท จากเป้า 15,000 ล้านบาท สำหรับ AUA (Assets Under Administration) ของกองทุนรวมตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนต.ค. เติบโตขึ้น 32% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 50% ภายในสิ้นปีนี้ได้ ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ให้ได้ภายใน 3 ปี ซึ่งตั้งใจว่าจะเข้าได้ในช่วงปี26 -27”


“ตลาดหุ้นกู้” ปี25 ยังน่าสนใจ...“ดอกเบี้ยขาลง” หนุน
Demand เพิ่ม-เหตุนักลงทุนหวังล็อกผลตอบแทน

สำหรับ “ตลาดตราสารหนี้ไทย” ในปี25 น่าจะมีแนวโน้มที่คึกคักและได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง หลัง “ธนาคารแห่งประเทศไทย” (BOT) ลดดอกเบี้ยลงเหลือ 2.25% และตลาดคาดว่าจะมีการปรับลงอีก 1 ครั้งในช่วงไตรมาสที่1/25 สู่ระดับ 2.00% แม้ว่าท่าทีของ “คณะกรรมการนโยบายการเงิน” (กนง.) ซึ่งค่อนข้าง “Dovish” (มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย) น้อยกว่าธนาคารกลางในประเทศหลักอื่นๆ ก็ตาม แต่จะส่งผลให้ความต้องการหุ้นกู้ในตลาดมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนจะต้องการล็อกผลตอบแทนจากดอกเบี้ยในระดับสูง ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวลดลงในระยะถัดไป จึงทำให้การลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอายุยาวและคุณภาพดีมีโอกาสที่จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้น


สำหรับกลยุทธ์การลงทุน หุ้นกู้ ที่แนะนำคือการเพิ่มระยะเวลาลงทุนในตราสารหนี้ให้ยาวขึ้น เช่น เลือกลงทุนในหุ้นกู้อายุ 3-5 ปี เพื่อให้นักลงทุนสามารถล็อกผลตอบแทนจากดอกเบี้ยในระยะยาว และได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยนโยบายที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงในอนาคต ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถขายทำกำไรได้ในอนาคต  ทั้งนี้ แนะนำให้ลงทุนในหุ้นกู้ ‘Investment Grade’ หรือ ‘Non-Rated’ ที่มีคุณภาพสูงและมีอายุยาว ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนผ่านตลาดแรกหรือตลาดรอง”


ทั้งนี้ ทาง Blue Bell” มีบริการหุ้นกู้ในทั้งตลาดแรกและตลาดรอง พร้อมด้วยทีมวิเคราะห์หุ้นกู้ที่เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำเชิงลึกและเป็นประโยชน์ เพื่อช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจ



ชู “กองทุนรวม” 2 ภูมิภาค “สหรัฐ-เอเชีย” คาดให้ผลตอบแทนที่ดีปี25...แนะ “จัดสรรเงินลงทุน” ตอบโจทย์การลงทุน

ส่วนการลงทุนใน “กองทุนรวม” ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้น, ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์อื่นๆ มาจากแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักทั่วโลก ทั้ง Fed และ ECB ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินของบริษัทจดทะเบียน หนุนให้กำไรของบริษัทมีแนวโน้มดีขึ้น และส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างมีเสถียรภาพ โดย 2 ตลาดที่น่าสนใจ ได้แก่


“หุ้นสหรัฐ” ที่มีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี25 จากการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนและแนวโน้ม AI ที่แข็งแกร่ง แม้เศรษฐกิจจะมีการเติบโตที่ชะลอลงเล็กน้อย รวมถึงการที่ Fed ยังคงผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการลดดอกเบี้ย รวมถึงผลการเลือกตั้งที่พรรค Republican ชนะยังเป็นสัญญาณให้คาดการณ์ถึงนโยบายการคลังที่ผ่อนคลายขึ้น ซึ่งพร้อมสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐในระยะถัดไปด้วยเช่นกัน


“หุ้นเอเชีย” หลายประเทศยังคงมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและน่าจับตามอง เช่น อินเดีย เกาหลีใต้ และเวียดนาม โดยเฉพาะประเทศจีนที่แม้อาจเผชิญแรงกดดันจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ แต่มีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นทางการเงินและการคลังที่ธนาคารกลางและรัฐบาลจีนนำออกมาใช้เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียในปี25 มีแนวโน้มที่ดี


“อย่างไรก็ตาม การจัดพอร์ตการลงทุนในกองทุนรวมและการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายยังคงเป็นสิ่งสำคัญ แนะนำให้ผู้ลงทุนจัดสรรพอร์ตโดยมีการกระจายการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นและกองทุนรวมตราสารหนี้ในสัดส่วนที่เหมาะสมตามระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้เป็นสำคัญ”


นี่คือมุมมองการลงทุนของ “Blue Bell” ที่สะท้อนภาพการลงทุนในปีหน้า ตลอดจนความสำเร็จของธุรกิจในปีนี้ที่สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตที่โดดเด่นภายใต้แนวคิดในการทำธุรกิจ “Make It Great” ที่มุ่งมั่นสร้างประสบการณ์การลงทุนที่ดีที่สุดให้กับนักลงทุน โดยการการใช้ประสบการณ์ องค์ความรู้ การวิเคราะห์ ความทุ่มเทใส่ใจในรายละเอียดและเคียงข้างอย่างจริงใจ สู่ผลลัพธ์ที่เป็นเลิศนั่นเอง

โต๊ะกองทุน Wealthy Thai