Official Update :

ปัญหา “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” เดือด...จังหวะลงทุน “หุ้นอุตฯ ป้องกันปท.”... ส่วน “หุ้นการเงินสหรัฐ” มีอัพไซด์ รับกำไรโตแกร่ง !!!

Fun of Funds: หนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่โลกการลงทุนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ก็คือ “ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitical Risk) ในหลากหลายภูมิภาคทั่วโลกนั่นเอง


แต่นั่นก็ทำให้เกิดโอกาสการลงทุนในกลุ่ม “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” ด้วยเช่นกัน หลังแต่ละประเทศต่างทุ่มงบประมาณการใช้จ่ายทางทหารทั่วโลก ผลักดันให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง


ธีมการลงทุนในกลุ่ม “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศรวมถึงความปลอดภัยไซเบอร์จึงเป็นโอกาสลงทุนที่น่าสนใจขึ้นมา


ส่วนอีกธีมการลงทุนที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นหลังการมาของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ก็คือ ธีม “หุ้นการเงินสหรัฐ” นั่นเอง ที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายในช่วงหาเสียงที่จะนำสู่การปฏิบัติจริง


ทั้ง 2 ธีมการลงทุนมีความน่าสนใจยังไงนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัพเดทมุมมองจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญพร้อมกันได้เลย



“หุ้นอุตฯ ป้องกันปท.” จังหวะลงทุน รับ “ภูมิรัฐศาสตร์โลกร้อน”

โดย “มนชญา รัชตกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารจัดการลงทุน บลจ.ดาโอ มองว่า ด้วยปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นเหตุให้การใช้จ่ายทางทหารทั่วโลกพุ่งทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในปี 2021 และ “เพิ่มสูงสุดเป็นประวัติการณ์” ที่ 2.44 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2023 และคาดว่าการใช้จ่ายทางการทหารจะเติบโตในอัตรา 5% ต่อปี จนถึงระดับ 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในสิ้นทศวรรษนี้ โดยประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐ, จีน, รัสเซีย และอินเดีย มีการเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศอย่างมีนัยสำคัญเพื่อเสริมสร้างความสามารถทางการทหารในการป้องกันประเทศ


นอกจากนี้ “พันธมิตร NATO” เองก็เพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมเช่นกัน คาดว่า ในปี 2024 สมาชิก 24 ประเทศจากทั้งหมด 32 ประเทศ จะสามารถบรรลุตามเป้าหมาย 2% ของ GDP ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเพียง 11 ประเทศ ในปี 2023 อีกด้วย


(มนชญา รัชตกุล)


“นอกจากนี้ การป้องกันทางดิจิทัล ก็มีบทบาทสำคัญในทางภูมิศาสตร์การเมือง จากรายงานพบว่า ทั่วโลกมีการโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงไตรมาส 3/24 ความปลอดภัยไซเบอร์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับกระทรวงกลาโหม เช่นเดียวกับ การใช้ระบบอัตโนมัติในระบบการป้องกัน ที่กำลังเร่งตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรนอัตโนมัติ ที่ไม่เพียงแต่ใช้ในการสอดแนม แต่ยังใช้ในการต่อสู้และการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ เพื่อลดการมีส่วนร่วมของมนุษย์และลดความเสี่ยงในสนามรบ คาดว่า ตลาดอากาศยานไร้คนขับทางทหารทั่วโลกจะเติบโตจาก 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี2023 เป็น 4.52 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในปี2030 เติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 12.20%”


ดังนั้น จึงเป็นจังหวะที่ดีในการลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ จากแนวโน้มความเสี่ยง ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว และการใช้จ่ายทางทหารที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อประเทศต่างๆ ทั่วโลกปรับกลยุทธ์การป้องกันประเทศ ทำให้หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศจึงมีโอกาสได้รับประโยชน์จากสัญญาระยะยาวและความต้องการที่ต่อเนื่อง


ตัวอย่าง: ลักษณะหุ้นกลุ่มบริษัทป้องกันประเทศที่น่าสนใจ ได้แก่

- ผลิตภัณฑ์และบริการทางอากาศและการป้องกัน

- ระบบและบริการด้านการสื่อสาร รวมถึงดาวเทียม

- ยานพาหนะไร้คนขับ

- ซอฟต์แวร์ด้านการตอบสนองเหตุการณ์ และความปลอดภัย

- ฮาร์ดแวร์และบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

- ซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

- ซอฟต์แวร์และผลิตภัณฑ์ด้านการฝึกอบรมและการจำลองสถานการณ์

- การสืบสวนดิจิทัล, อุปกรณ์ตรวจจับ และการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์/การระบุตัวตนทางชีวภาพ


“หุ้นการเงินสหรัฐ”
มีโอกาสปรับตัวขึ้นรับนโยบาย “โดนัลด์ ทรัมป์

ทางด้าน “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทิสโก้ มองว่า อีกธีมการลงทุนที่น่าสนใจเช่นกันนั่นก็คือ ธีม “หุ้นการเงินสหรัฐ” ที่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น หลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ และเดินหน้านโยบายที่หาเสียงไว้ คือ การลดความเข้มงวด Basel III ทำให้ธนาคารไม่ต้องสำรองเงินกองทุนมากจนเกินความจำเป็นจึงสามารถปล่อยสินเชื่อและลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ มากขึ้น ขณะที่การผ่อนปรนกฎเกณฑ์การควบรวมกิจการซึ่งจะส่งผลดีต่อธนาคารและบริษัทที่มีธุรกิจให้คำปรึกษาและจัดการเงินทุนในการควบรวมกิจการให้มีค่าธรรมเนียมส่วนนี้เพิ่มขึ้น รวมถึงผ่อนคลายข้อบังคับทางการเงินซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น  


(สาห์รัช ชัฏสุวรรณ)


“ขณะที่การลดภาษีนิติบุคคลจะช่วยเพิ่มกำไรหุ้นกลุ่มการเงินสหรัฐ โดย ‘Goldman Sachs’ คาดว่าทุกการลดภาษีนิติบุคคลลง 1% จะส่งผลให้บริษัทในกลุ่มการเงินสหรัฐมีกำไรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.9% นอกจากนี้ ‘FactSet’ คาดว่ากำไรไตรมาส 4/24 ของหุ้นกลุ่มการเงินสหรัฐ จะเติบโต 38.9% (YoY) ถือว่าเติบโตอย่างโดดเด่นเมื่อเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นในดัชนี S&P500 ซึ่งราคาหุ้นมีโอกาสปรับขึ้นหากบริษัทประกาศผลประกอบการในช่วงเดือนม.ค. 25”


ใครกำลังมองหาโอกาสลงทุนในธีมการลงทุนที่มีศักยภาพในการเติบโต ธีม “หุ้นอุตฯ ป้องกันประเทศ” ก็เป็นอีกหนึ่งที่สามารถแบ่งเงินกระจายมาลงทุนได้ สหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง ส่วนใครที่ยังชอบ “หุ้นสหรัฐ” แต่กลัวเรื่องราคาแพง “หุ้นการเงินสหรัฐ” ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ที่มาพร้อมความคาดหวังว่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ด้วยเช่นกัน

โต๊ะกองทุน Wealthy Thai