ปี’25 มองบวก “หุ้นสหรัฐ-หุ้นโลก” รับอานิสงส์ “ดอกเบี้ยขาลง”... พร้อมหั่นเป้าดัชนี “หุ้นไทย” ปีหน้าเหลือ 1,500 – 1,550 จุด พร้อมชู “K-WealthPLUS Series” เป็น “Core Port” ตอบโจทย์การลงทุน !!!
Fun of Funds: ตลาดกองทุนของประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และใหญ่พอสำหรับทุกบลจ.ที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้ เพราะนี่ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการ “แข่งขันเสรี” ธุรกิจหนึ่งเลยทีเดียว
ช่วงที่ผ่านมา เราเห็นการเข้ามาของ “บลจ.ใหม่ๆ” และการเติบโตที่โดดเด่นของเหล่า “บลจ.ขนาดเล็ก” เป็นสำคัญ จนคิดว่า “บลจ.ลูกแบงก์” ขนาดใหญ่ถึงจุดอิ่มตัวไปแล้วหรือไม่ ยังสามารถจะโตได้อีกมากน้อยแค่ไหน?
ปีนี้ “บลจ.กสิกรไทย” พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “บลจ.ใหญ่” ก็โตได้ หลังโชว์ตัวเลขเงินใหม่ไหลเข้าธุรกิจกองทุนรวมกว่า 1 แสนล้านบาท ยังครองความเป็น “ผู้นำ” ในธุรกิจกองทุนของไทยอย่างต่อเนื่อง
พร้อมตั้งเป้าหมายระยะกลางใน 3 ปี จะดันสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) ไปสู่ระดับ 2 ล้านล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.7 ล้านล้านบาท ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น
ส่วนการลงทุนในปี2025 นั้นยังมีทิศทางที่ดีขึ้นกว่าในปีนี้ โดยเฉพาะในกลุ่ม “หุ้นสหรัฐ” และ “หุ้นโลก”
แผนธุรกิจกองทุน และมุมมองการลงทุนในปี2025 จะเป็นเช่นไร ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัพเดทพร้อมๆ กันได้เลย

“K-WealthPLUS Series” ชูเป็น “Core Port” ตอบโจทย์การลงทุน
โดย “วิน พรหมแพทย์” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย บอกว่า ปีนี้บริษัทเติบโตค่อนข้างดีมาก มีเงินใหม่ไหลเข้าธุรกิจกองทุนมากว่า 1แสนล้านบาท การเติบโตดังกล่าวนับเป็นการเติบโตที่สูงที่สุดนับตั้งแต่จัดตั้งบริษัทขึ้นมา ซึ่ง 1 ใน 3 เป็นการไหลเข้ามาในกลุ่มกองทุนผสม “K-WealthPLUS Series” ซึ่งเราร่วมมือกับทาง “J.P. Morgan Asset Management’” ลงทุนผสมแบบจัดพอร์ตให้สำเร็จ ซึ่งทั้ง 3 กอง ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย 6 – 9% ขึ้นกับระดับความเสี่ยงของแต่ละกองเป็นสำคัญ จึงแนะนำให้เป็น “Core Port” สำหรับนักลงทุน มีการจัดสรรเงินลงทุนกระจายไปในสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี นั่นทำให้บริษัทเองไม่เพียงเป็น “ผู้นำ” ในธุรกิจ “กองทุน” เท่านั้น ยังเป็นผู้นำในกลุ่ม “กองทุนผสม” ของไทยอีกด้วย

(วิน พรหมแพทย์)
“ปีหน้าเรายังคงขยายแนวคิดการจัดพอร์ตแบบ ‘Core & Satellite Portfolio’ อย่างต่อเนื่อง โดยจะขยายกองทุนในกลุ่ม ‘K-WealthPLUS Series’ ให้เป็น Core Port ทั้งในกลุ่มลูกค้ากองทุนรวม ซึ่งเป็นฐานลูกค้าของ ธ.กสิกรไทย ที่มีกว่า 1 ล้านคน ปัจจุบันมีการจัด Core Port เพียง 100,000 ราย หรือประมาณ 10% เท่านั้น ตรงนี้ก็จะขยายให้เพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายไปยังฐานลูดค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทที่มีสมาชิกกว่า 500,000 ราย แต่พบปัญหาเดียวกัน คือ ไม่ได้มีการจัดสรรเงินลงทุนอย่างเหมาะสม เราก็จะแนะนำให้แบ่งเงิน 80% เป็น Core Port และอีก 20% เป็น Satellite Port โดยจะมองหาโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจมาเพิ่มเติมในส่วนของ Satellite เพิ่มเติมให้มากขึ้นอีกด้วย”
“เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน-ปรับลดจำนวนกองทุน”...ตั้งเป้า AUM สู่ระดับ 2 ล้านล้านบาท ใน 3 ปี
นอกจากนี้ในปี25 นั้น บริษัทจะเพิ่ม “ประสิทธิภาพในการทำงาน” (Productivity) ด้วยการใช้เทคโนโลยี, AI, Robot มาทำงานร่วมกับคนมากขึ้น จำนวนคนยังคงเท่าเดิม แต่ผลิตภาพจะปรับตัวดีขึ้นด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ ไม่เพียงเท่านี้ยังมีแผนที่จะ “ยุบรวมกองทุนรวม” ให้มีจำนวนลดลง สำหรับกองทุนที่มีนโยบายเหมือนกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารกองทุนให้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน โดยมีเป้าหมายที่จะลดให้เหลือประมาณ 50 กอง จากที่มีอยู่ในปัจจุบันประมาณ 100 กอง (ไม่นับรวมกองทุนประเภท Term Fund)
“แต่การยุบรวมกองทุนเองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในทางปฏิบัติ เพราะต้องขอมติผู้ถือหน่วย เป็นต้น ซึ่งเป็นไปได้อาจจะมีการหารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อหาวิธีที่จะทำให้เรื่องการควบรวมกองทุนสามารถทำได้สะดวกขึ้น และง่ายในทางปฏิบัติมากขึ้นด้วย”
ไม่เพียงเท่านี้ ในปี25 บริษัทจะมีการเพิ่มกองทุนรวมใหม่ๆ รวมถึงกองทุนในกลุ่ม “Private Asset” เพิ่มเติม จากปีนี้ที่การนำเสนอโพรดักท์ในส่วนที่เป็น Private Equity ไปแล้ว ก็อาจจะขยับไปสู่สินทรัพย์อื่นๆ เพิ่มเติม เช่น อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
“ทั้งหมดนี้ก็เพื่อขับเคลื่อนบริษัทสู่การเติบโตระดับ 2 ล้านล้านบาท ให้ได้ใน 3 ปี นั่นเอง”

“พร้อมขยับสู่บลจ.ระดับภูมิภาค”...มองปี25 “หุ้นสหรัฐ” & “หุ้นโลก” ยังน่าสนใจ รับ “ดอกเบี้ยขาลง”
“บลจ.กสิกรไทย” เองมีทีมลงทุนที่ลงทุนในต่างประเทศมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใน “หุ้นเวียดนาม” หรือการลงทุนในตราสารหนี้และเงินฝากต่างประเทศของกองทุนตราสารหนี้ หรือกอง K-PROPI ที่มีการลงทุนใน REIT ต่างประเทศด้วย การลงทุนในต่างประเทศเราก็ลงทุนเองใน REIT ทั่วโลก ดังนั้นเราก็ถือว่ามีประสบการณ์ของการลงทุนในต่างประเทศระดับหนึ่งเลยทีเดียว
ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีการทำงานร่วมกันกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง “J.P. Morgan Asset Management” ในฐานะ Strategic Partnership ที่มุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถในการคัดเลือกและจัดสรรสินทรัพย์ทั่วโลก กับอีกหนึ่งพันธมิตรที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน “Lombard Odier” ที่มุ่งเน้นการกำหนดยุทธศาสตร์ในการวางโครงสร้างการลงทุนอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเติมเต็มศักยภาพการบริหารจัดการกองทุน และยกระดับมาตรฐานการทำงานในทุกมิติ ซึ่งทีมลงทุนของเราทำงานใกล้ชิดและได้เรียนรู้ต่อเนื่อง
“ในอนาคตหากมีนักลงทุนต่างชาติสนใจจะลงทุนใน ‘หุ้นเวียดนาม’ แล้วมาติดต่อให้เราบริหารจัดการให้ เราก็ยินดีและสามารถทำได้ แต่คงจะเริ่มในจุดที่เราเองมีความถนัดเป็นสำคัญก่อนในเบื้องต้น แต่ก็มีโอกาสเช่นกัน”
ปี25 ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนใน “หุ้นสหรัฐ” และ “หุ้นทั่วโลก” ที่จะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง แต่หุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นมามากแล้ว อัพไซด์ค่อนข้างจำกัด อาจจะรอจังหวะตลาดย่อเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนจะดีกว่า
ส่วน “หุ้นไทย” นั้นเดิมเรามองเป้าดัชนีหุ้นไทยปีหน้าไว้ที่ 1,600 จุด แต่คงต้องมีการปรับลดลงมาเหลือ 1,500-1,550 จุด ที่กำไรเฉลี่ยต่อหุ้น 95บาท มีการเติบโตของกำไรบจ. (EPS) ประมาณ 5-7% โดยกลุ่มที่น่าสนใจเป็นหุ้นปันผลสูง เช่นหุ่นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มสื่อสาร เป็นต้น
ทั้งหมดนี้เป็นก้าวย่างที่สำคัญของ “บลจ.กสิกรไทย” ที่กำลังจะเดินมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายที่ท้าทาย AUM ระดับ 2 ล้านล้านบาท ใน 3 ปี รวมถึงมุมองการลงทุนในปี25 ที่เชื่อว่าภาพรวมการลงทุนยังดูดีกว่าปีนี้ โดย “หุ้นสหรัฐ” และ “หุ้นโลก” ยังมีโมเมนตัมที่ดี รับผลบวกจากวงจร “ดอกเบี้ยขาลง” นั่นเอง
