Official Update :

“KF-BIC” ลุย “หุ้นตลาดเกิดใหม่”... ร่วมเติบโตไปกับศก.กลุ่ม “BIC” (บราซิล-อินเดีย-จีน) !!!

กองทุนติดดาว: กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ประจำสัปดาห์อย่าง กองทุนติดดาว กองทุนที่ได้เรทติ้ง Morningstar 5 ดาว” จัดเป็นกองทุนหัวกะทิที่มี ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง (Risk-adjusted returns) ดีสุด 10% แรกของกลุ่ม ตามสูตรลับเฉพาะของคนกลางอย่าง Morningstar” ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดอันดับกองทุนรวมที่ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนทั่วโลก


ครั้งนี้เป็นกองทุนในกลุ่ม Emerging Market ที่เน้นลงทุน “หุ้น” บริษัทต่าง ๆ ในประเทศบราซิล, อินเดีย และจีน อย่างน้อย 2 ใน 3 ของทรัพย์สินทั้งหมด


ซึ่งเป็น 3 ประเทศที่โดดเด่นในกลุ่ม BIC” ที่กำลังก้าวมามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในเวทีเศรษฐกิจโลก


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มี “กองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่” ที่น่าสนใจ ดีกรี “กองทุน 5 ดาว” จากทาง Morningstar” มาฝากกัน



KF-BIC” ร่วมเติบโตไปกับหุ้นกลุ่ม “BIC”

สำหรับกองทุนที่จะแนะนำในครั้งนี้ มีชื่อว่า KF-BIC: กองทุนเปิดกรุงศรีบริคสตาร์ ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ บลจ.กรุงศรี มีความเสี่ยง “ระดับ 6” (เสี่ยงสูง) จัดตั้งเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2550 มีนโยบายเน้นลงทุน “หุ้น” บริษัทต่าง ๆ ในประเทศบราซิล, อินเดีย และจีน อย่างน้อย 2 ใน 3 ของทรัพย์สินทั้งหมด ผ่านกองทุนหลัก ‘Schroder InternationalSelectionFund BIC (Brazil, India, China)’ ที่บริหารจัดการโดย Schroder Investment Management (Europe) S.A.



หน้าตาพอร์ต...สไตล์ “หุ้นใหญ่” ที่เป็น “หุ้นเติบโต”

จากนโยบายลงทุนทำให้หน้าตาหุ้นในพอร์ตของกอง ‘KF-BIC’ มีบุคลิกของหุ้นสไตล์ “หุ้นใหญ่” ที่เป็น “หุ้นเติบโต” (Growth) เป็นสำคัญ


สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธ.ค. 24) มีการจัดสรรการเงินลงทุนใน 3 ประเทศหลัก ประกอบไปด้วย

  • จีน 45.1%

  • อินเดีย 34.9%

  • บราซิล 11.0%


โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด ได้แก่

  • Consumer Discretionary 24.28%

  • Financials 21.44%

  • Communication Services 16.45%

  • Industrials 8.09%

  • Consumer Staples 6.56%


“โดยหุ้นที่ติดอยู่ใน Top5 เป็นหุ้นชั้นนำของแต่ละประเทศ ได้แก่ 1) Tencent Holdings 10.05%, 2) Meituan 4.45%, 3) HDFC Bank 4.09%, 4) ICICI Bank 3.43% และ 5) Tata Consultancy Services 3.38% ตามลำดับ”



“ด้านผลการดำเนินงานของกองทุน ‘KF-BIC’ ตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ธ.ค. 24) เฉลี่ยอยู่ที่ -3.18% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด -2.38% ต่อปี) ขณะที่ความผันผวนของผลการดำเนินงานเองเฉลี่ยอยู่ที่ 23.35% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 23.89% ต่อปี) แต่อย่างไรก็ดีในช่วง 5 ปีย้อนหลังกองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงสุด (Maximum Drawdown) อยู่ที่ -40.37%


เงินลงทุนขั้นต่ำ “ครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” เพียง 500 บาท เท่านั้น

สำหรับนักลงทุนที่สนใจอยากลงทุนในกองดังกล่าวก็สามารถใช้เงินลงทุนเริ่มต้นที่ 500 บาท ตามเงื่อนไขของมูลค่าขั้นตํ่าของการ “ซื้อครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” เช่นเดียวกันกับเงื่อนไขการขายที่ระบุขั้นไว้ที่ 500 บาท หรือ 50หน่วย โดยมียอดคงเหลือขั้นต่ำที่ 50 หน่วย ซึ่งมีระยะเวลาในการรับเงินค่าขายภายใน 4 วันทำการหลังจากวันทำรายการขายคืน(T+4)



ส่วนรายละเอียดการซื้อขายในปัจจุบันสามารถทำได้ง่ายๆ โดยผ่านทั้งช่องทางออฟไลน์ธนาคาร กรุงศรี จำกัด(มหาชน)และบริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงศรีจํากัดทุกสาขาหรือตัวแทนสนับสนุนการซื้อขายหน่วยลงทุนอื่นๆที่บริษัทแต่งตั้งขึ้นและช่องทางออนไลน์ผ่านโมบายแอพพลิเคชั่น @ccess Mobile Application


ช่วงที่ผ่านมา “หุ้นตลาดเกิดใหม่” ค่อนข้างจะ Underperform “หุ้นตลาดัฒนาแล้ว” แต่มุมมองของนักลงทุนทั่วโลกเริ่มเป็นบวกมากขึ้น หลังตลาดพัฒนาราคาค่อนข้างตึงตัว ในขณะที่เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ยังโตดี กำไรบจ.ยังโตดี จึงน่าจะกลับมาสร้างผลตอบแทนได้ดีหลังจากนี้ได้ ซึ่งตลาดที่น่าสนใจก็ต้องยกให้ 3 ตลาด “บราซิล-อินเดีย-จีน” นั่นเอง สำหรับใครที่มองหาโอกาสลงทุนในตลาดที่มีศักยภาพและราคาไม่แพง เชื่อว่า “หุ้นตลาดเกิดใหม่” น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี


ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’