“กอง RMF-หุ้นจีน” แชมป์เงินไหลเข้าครึ่งปีแรก...คาดทั้งปีตัวเลขลงทุน RMF ไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา !!!
ครึ่งแรกปี2021 กลุ่ม “กองทุนประหยัดภาษี” ทั้ง “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” และ “กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)” ยังคงมีการเติบโตที่ดีทั้งคู่
โดย ‘กอง RMF’ มีสินทรัพย์สุทธิเพิ่มเป็น 3.5 แสนล้านบาท สูงกว่าสิ้นปีที่แล้ว 7.7% ส่วน ‘กอง SSF’ ก็มีสินทรัพย์สุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.7% จากสิ้นปี2020
โดยมีเงินไหลเข้าสุทธิกองทุนทั้ง 2 ประเภทนี้ในช่วงครึ่งปีแรกกว่า 4.2 พันล้านบาท ซึ่งอาจดูไม่มากแต่ก็เป็นสัญญาณที่ดี แม้จะไม่ใช่ช่วงสิ้นปีซึ่งเป็นฤดูกาลของกองทุนกลุ่มนี้ก็ตาม
ในขณะที่กลุ่ม “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)” ซึ่งไม่มีประโยชน์ทางภาษีแล้วในปัจจุบัน ช่วงครึ่งปีแรกมีเงินไหลออกสุทธิทั้งสิ้น 1.1 หมื่นล้านบาท แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ “ตลาดหุ้นไทย” แต่ประการใด โดยดัชนี SET TRI ในช่วงครึ่งปีแรกยังคงบวกได้ 11.47%
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีข้อมูลสถิติของกองทุนกลุ่มนี้ในช่วงครึ่งปีแรกจาก “Morningstar” มาอัพเดทให้ฟังกัน
เงิน “กอง SSF” ส่วนใหญ่ไปลงทุน ‘ต่างประเทศ’...คาดปีนี้ตัวเลข ‘เงินไหลเข้าสุทธิ’ ทั้งปีอาจจะต่ำกว่าปีที่ผ่านมา
จากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี2021 นั้น “กองทุนเพื่อการออม (SSF)” มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ2.6 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้น 16.7% จากสิ้นปี 2020 หรือ 5.9% จากไตรมาสก่อนหน้า ภาพรวมไตรมาสล่าสุดมีการเติบโตมาจากกองทุนหุ้นที่ลงทุนต่างประเทศ เช่น กลุ่ม ‘กองหุ้นโลก (Global Equity)’ เติบโต 21.9% และ ‘กองทุนหุ้นจีน (China Equity)’ เพิ่มขึ้น 25.0% จากไตรมาสก่อนหน้า ทำให้รอบครึ่งปีแรกมีการเติบโต 32.2% และ 42.3% ตามลำดับ

“ในไตรมาสล่าสุดมีเม็ดเงินไหลเข้าเร่งตัวขึ้นกว่าไตรมาสแรกเล็กน้อยด้วยมูลค่ารวม 1.3 พันล้านบาท รวมครึ่งปีแรกมีเงินไหลเข้า 2.2 พันล้านบาท กลุ่ม ‘กองหุ้นโลก’ ยังคงเป็นกลุ่มที่มีเม็ดเงินไหลเข้ามากที่สุด 817 ล้านบาท เป็นเงินไหลเข้าไตรมาสล่าสุดรวม 378 ล้านบาท”
ทาง Morningstar ประเมินว่า เม็ดเงินที่ไหลเข้ามาในกลุ่ม SSF ดังกล่าวก็สะท้อนว่านักลงทุนมีความสนใจลงทุนมากขึ้น แม้ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศอาจไม่สู้ดีนักจากการระบาดของ COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีเงินลงทุนไหลเข้ามาลงทุน โดยกลุ่มที่มีเงินไหลเข้าสุทธิมากสุด 5 อันดับแรกเป็นกองหุ้นต่างประเทศถึง 4 อันดับ
“สำหรับภาพรวมทั้งปีนี้ยังยากที่จะประเมินได้ แต่ก็มีโอกาสที่เม็ดเงินไหลเข้าสุทธิในภาพรวมของปีนี้จะน้อยกว่าในปีที่ผ่านมา เพราะต้องไม่ลืมว่าในปีที่แล้ว มี ‘กอง SSFX’ ด้วย ในขณะที่ปีนี้ไม่มีแล้วเหลือเพียง ‘กอง SSF’ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น”
“บลจ.กสิกรไทย” แชมป์ส่วนแบ่ง ‘กอง SSF’ สูงสุด 25%....ในขณะที่กลุ่ม ‘กองหุ้นใหญ่’ มีส่วนแบ่งมากสุด
ในภาพรวมผู้ลงทุนยังให้ความสนใจในกองทุนเดิมที่ได้รับความนิยมเช่น ‘กองทุน K Positive Change Equity-SSF’ เงินไหลเข้าสะสมสูงสุด 362 ล้านบาท ทำให้ขยับขึ้นมาเป็นกองทุนขนาดใหญ่เป็นอันดับสองด้วยมูลค่า 2.2 พันล้านบาท “บลจ. กสิกรไทย” มีส่วนแบ่งตลาด ‘กอง SSF’ มากสุด ที่ 25%
ส่วน ‘กองทุนหุ้นขนาดใหญ่’ มีเงินไหลเข้ารวม 419 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรก (308 ล้านบาท ในไตรมาสล่าสุด) ‘กองทุน SCB Dividend Stock 70/30 Long Term Equity (SSF)’ เป็นกองทุนที่มีเงินไหลเข้าสูงสุดของกลุ่มที่ 67.8 ล้านบาท มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 683 ล้านบาท โดยรวม “บลจ.ไทยพาณิชย์” มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ2 ที่ 22%

‘กองทุน Bualuang Thai Equity Super Saving Fund’ เป็นกองทุนขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มที่ 2.1 พันล้านบาท ซึ่งเปิดขายมาตั้งแต่ช่วงแรกจึงมีส่วนเงินลงทุนการออมพิเศษด้วย แม้กองทุนจาก “บลจ.บัวหลวง” จะเป็นการลงทุนในตราสารทุนเป็นหลัก ต่างจากบลจ.อื่นที่มีกองทุนให้เลือกที่หลากหลาย แต่ก็ยังสามารถมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 3 ด้วยสัดส่วน 17%
“โดยกลุ่ม ‘กอง SSF’ ที่มีขนาดใหญ่สุดยังเป็นกลุ่ม ‘กองหุ้นขนาดใหญ่’ และ ‘กองทุนผสม’ ซึ่งเป็นกองทุนในประเทศ แต่ในแง่การเติบโตในช่วงครึ่งปีแรกจะเห็นการเติบโตไปในกลุ่มกองหุ้นต่างประเทศชัดเจนทั้งกองหุ้นโลกและกองหุ้นจีน ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอับ 3 และ 4 ตามมา”
ครึ่งปีแรก “กอง LTF” เงินไหลออกสุทธิ 1.1 หมื่นลบ.-ไม่กระทบตลาดหุ้นไทย...ส่วน “กอง RMF” คาดปีนี้เงินไหลเข้าสุทธิไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา
สำหรับ “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)” มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ 3.6แสนล้านบาท สูงกว่าสิ้นปี 2020 เล็กน้อย แต่ลดลงจากไตรมาสแรก 3.4% โดยในไตรมาสล่าสุดมีเงินไหลออกสุทธิ 4.2 พันล้านบาท มากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ 2.3 พันล้านบาท รวมครึ่งปีแรกมีเงินไหลออกสุทธิจากกองทุน LTF มูลค่าทั้งสิ้น 1.1 หมื่นล้านบาท ตามทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้น (SET TR 11.5%) เทียบกับช่วงครึ่งปีแรกของ 2020 ที่มีเงินไหลออก 9.2 พันล้านบาท จากที่ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวลงจากช่วงแรกของการระบาด (SET TR -13.2%)
“จะเห็นว่าเงินไหลออกสุทธิจาก ‘กอง LTF’ เองไม่ได้มีผลกระทบกับตลาดหุ้นไทยแต่ประการใด และโดยปกติเมื่อตลาดหุ้นปรับขึ้นก็จะมีเงินลงทุนที่ครบเงื่อนไขขายออกมาเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันกอง LTF ก็มีเปลี่ยนไปเป็นกองแบบปกติที่ไม่มีประโยชน์ทางภาษีแล้ว เงินลงทุนบางส่วนก็ยังลงทุนต่อเช่นกัน”

ส่วน “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” นั้น มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 3.5 แสนล้านบาท สูงกว่าสิ้นปีที่แล้ว 7.7% โดยมูลค่าที่เพิ่มขึ้นนั้นมีส่วนมาจาก
1) มูลค่าการลงทุนหุ้นไทยที่เป็นสัดส่วนหลักใน ‘กองทุน RMF-Equity’ ที่เพิ่มขึ้นตามภาวะตลาด
2) เม็ดเงินไหลเข้ากองทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะ ‘กองทุนหุ้นจีน’ ที่มีเงินไหลเข้าสุทธิครึ่งปีรวม 5.9 พันล้านบาท นำโดย ‘กองทุน K China Equity RMF’ ที่มีเงินไหลเข้าสูงสุดในประเภทกองทุน RMF ประเภทตราสารทุนด้วยมูลค่ารวมเกือบ 2 พันล้าน ตามมาด้วย ‘กองทุน Bualuang China A-Shares Equity RMF’ ที่มีเงินไหลเข้าสูงเป็นอันดับสองที่ 1.2 พันล้านบาท นอกจากนี้ยังมีกลุ่มกองทุนหุ้นทั่วโลก และหุ้นเทคโนโลยีที่มีเงินไหลเข้าสุทธิรวม 2.8 พันล้านบาทและ 1.4 พันล้านบาท ตามลำดับ
“ในภาพรวมของเม็ดเงินลงทุนสุทธิของ ‘กอง RMF’ ในปีนี้น่าจะใกล้เคียงหรือมากกว่าในปีที่ผ่านมาได้ หากดูในปี20 ที่เกิดวิกฤติ COVID-19 ยังมีเงินไหลเข้าสุทธิทั้งปี 3.6 หมื่นล้านบาท สูงกว่าปี19 ที่มีเงินไหลเข้าสุทธิ 3.3 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะฐานนักลงทุนเป็นกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้สูงที่อาจจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่คงต้องติดตามดูตัวเลขจริงกันอีกครั้ง”
ทั้งหมดนี้ คือ ความเคลื่อนไหวในช่วงครึ่งปีแรกของกลุ่ม “กองทุนประหยัดภาษี” หวังว่าจะเป็นข้อมูลต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
