Official Update :

“กองทุนน้ำมัน” ปีนี้ผลงานซบยังติดลบเฉลี่ย -1.56%... ด้าน “JPMorgan” มองราคาน้ำมันมีโอกาสพุ่งแตะ 130 ดอลล์ หาก “สงครามตะวันออกกลาง” เลวร้าย !!!

สาระ Fund วันละนิด: หลัง “อิสราเอล” เปิดศึกกับ “อิหร่าน” แบบเปิดหน้าเต็มตัวและยังยิงถล่มกันต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน จนหลายฝ่ายหวั่นจะลุกลามขยายตัวกลายเป็น “สงครามภูมิภาค” ไปในที่สุด


พัฒนาการของเหตุการณ์ยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด หลัง “สหรัฐ” มีท่าทีจะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย (ไม่รู้ว่าจะรูปแบบไหน)


ทำให้ราคา “น้ำมัน” (WTI) ปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมาก่อนจะปรับตัวลงอีกครั้งแต่ก็ยังยืนเหนือระดับ 70 ดอลลาร์/บาเรล ปีนี้ยังติดลบเล็กน้อย -1.59%


“กองทุนน้ำมัน” ปีนี้ผลงานก็ไม่ดีนักติดลบเฉลี่ย -1.56% ส่วนใหญ่ 78% ผลงานยัง “ติดลบ”


ที่หนักกว่าคือ ETF-หุ้นพลังงาน” ที่ปีนี้ร่วงไปแล้วกว่า -13.93% เลยทีเดียว !!!


ผลงาน “กองทุนน้ำมัน” ทั้ง 9 กอง เป็นยังไง? ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปอัพเดทพร้อมๆ กันได้เลย


"
กองทุนน้ำมัน" ผลงานยังซบ ปีนี้เฉลี่ยติดลบ -1.56%... “TOIL6” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +2.71% ส่วน “ES-OIL” ร่วงหนักสุด -4.55%

สำหรับผลงานของ “กองทุนน้ำมัน” (ณ วันที่ 16 มิ.ย. 25) ทั้ง 9 กอง ปีนี้ซบตามราคาน้ำมันโลก (WTI) ที่ยังติดลบอยู่ -1.59% ทำผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -1.56% มี 7 กอง คิดเป็น 78% ที่ผลงานยัง “ติดลบ” มีเพียงส่วนน้อย 22% ที่ผลตอบแทนเป็น “บวก”


โดยกองที่มีผลงาน “ดีสุด” ทำผลตอบแทนได้ +2.71% ส่วนกองที่มีผลงาน “แย่สุด” ผลตอบแทนยังติดลบอยู่ -4.55% หรือต่างกันอยู่ 7.26%



สำหรับผลงานของ 9 “กองทุนน้ำมัน” ที่ล้วนลงทุนในกองทุน ETF ที่ลงทุนในสัญญาฟิวเจอร์สน้ำมันดิบโลกทั้งสิ้น ส่วนใหญ่อ้างอิง WTI นำมาโดย

  • TOIL6” ของบลจ.ทิสโก้  +2.71%

  • “I-OIL” ของบลจ.เอ็มเอฟซี  +0.79%

  • “SCBOIL” ของบลจ.ไทยพาณิชย์  -0.41%

  • “K-OIL” ของบลจ.กสิกรไทย  -0.95%

  • “KF-OIL” ของบลจ.กรุงศรี  -1.37%

  • “TISCOOIL” ของบลจ.ทิสโก้  -1.53%

  • “KT-OIL” ของบลจ.กรุงไทย  -4.28%

  • “ASP-OIL” ของบลจ.แอสเซท พลัส  -4.45%

  • “ES-OIL” ของบลจ.อีสท์สปริง  -4.55%


JPMorgan” มองราคาน้ำมันเฉลี่ย 60 ดอลล์ แต่ถ้า “สถานการณ์เลวร้าย” มีโอกาสพุ่งแตะ 130 ดอลล์...ด้าน “ETF-หุ้นพลังงาน” ปีนี้ร่วงหนักสวนตลาด -13.93%

การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธระหว่าง “อิสราเอล-อิหร่าน” อย่างต่อเนื่องดูจะยังไม่สร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเท่าไรนัก เพราะตลาดบางส่วนก็คาดว่าสถานการณ์ทุกอย่างอาจจะจบลงโดยเร็วก็เป็นไปได้และไม่ได้ขยายวงไปจนกลายเป็นสงครามภูมิภาคแต่ประการใด


“อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงต่อตลาดน้ำมันยังคงมีนัยสําคัญหากสถานการณ์ยังทวีความรุนแรงมากขึ้นต้องไม่ลืมว่า อิหร่าน เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ3 ของกลุ่ม OPEC มีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 3.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน สถานการณ์ที่อันตรายมากขึ้นคือความพยายามของอิหร่านที่จะปิด ช่องแคบฮอร์มูซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลประมาณ 1 ใน 5 ของโลก รองรับน้ำมันดิบของโลกประมาณ 30% ซึ่งส่วนใหญ่มุ่งหน้าไปยังเอเชีย ”



ทาง JPMorgan” ล่าสุดยังคงคาดราคา “น้ำมันดิบ” (Brent) ปีนี้ในกรณีฐานที่ระดับ 60 ดอลลาร์/บาเรล ต้นๆ - กลาง และเฉลี่ย 60 ดอลลาร์/บาเรลในปี26 อย่างไรก็ตามในกรณีเลวร้ายสุดขีด เช่น ความขัดแย้งทางทหารเต็มรูปแบบ หรือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะระดับ 120 –130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้เช่นกัน


ในขณะที่กองทุน ETF-หุ้นพลังงาน” ที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานของไทยนั้น ปัจจุบันมี 1 กอง แต่ผลตอบแทนปีนี้ก็ทุดสวนทางกับราคาน้ำมันโลกที่ติดลบเพียงเล็กน้อย -1.59%


โดย ENGY” ของบลจ.อีสท์สปริง ปีนี้ผลงานติดลบอยู่ -13.93%


แต่ก็เป็นอีกทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่สนใจจะลงทุนใน “หุ้นพลังงานไทย” แต่ไม่อยากจะเลือกหุ้นรายตัวก็ลงเป็นตะกร้าหุ้นได้เลยเช่นกัน


การลงทุนใน “น้ำมันโลก” เป็นกลุ่ม “สินทรัพย์ทางเลือก” ที่สำคัญไปลงในสัญญาฟิวเจอร์สน้ำมัน WTI เป็นหลัก ไม่ได้เหมาะกับทุกคน และควรลงไม่เกิน 10 – 15% ของพอร์ต ในมุมมองของการกระจายความเสี่ยง เพราะหากดูราคาของ “กองทุนน้ำมัน” ในปัจจุบันทั้ง 9 กองเฉลี่ยอยู่ที่ 4.62 บาท (จากราคา IPO ที่ 10 บาท) ก็สะท้อนถึงความผันผวนของราคาในช่วงที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี


ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’