“เศรษฐกิจโลก” จะไม่โตเท่าในอดีต... แต่ “ตลาดหุ้น” ให้ผลตอบแทนมากกว่า 10% ยังมี ชู “หุ้น DM” & “EM” (จีน-อินเดีย-เวียดนาม-เกาหลีใต้) เด่นสุด !!!
สาระ Fund วันละนิด: หลังวันที่ 1 ส.ค. 25 นี้ ความชัดเจนในเรื่อง “ภาษี Trump” จะมีความชัดเจนขึ้นและนั่นจะทำให้ตลาดการลงทุนทั่วโลกมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้นด้วยเช่นกัน
ภาพการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง “ตลาดหุ้นทั่วโลก” ยังมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ต่อได้ นำโดย “ตลาด หุ้นสหรัฐ” ที่ได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งและแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed)
อย่างไรก็ตามบนราคาหุ้นที่ “ไม่ถูก” เมื่อเทียบกับอดีต ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์ “อ่อนค่า” อาจทำให้ตลาดหุ้นเผชิญกับความผันผวนที่สูง
และนักลงทุนสถาบันมีแนวโน้มกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่นๆ มากขึ้น ทำให้ความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและอาจอ่อนไหวต่อปัจจัยลบในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม “ทุกวิกฤติ...ย่อมมีโอกาส” ตลาดไหน สินทรัพย์ใดยังน่าสนใจ มีโอกาสสร้าง “ผลตอบแทนเหนือตลาด” (Alpha) บ้างนั้น
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจจาก “บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น” มาอัปเดตให้ฟังกัน

“เศรษฐกิจโลก” จากนี้จะไม่โตเท่าในอดีต...แต่ “ตลาดหุ้น” ที่น่าสนใจ ให้ผลตอบแทนมากกว่า 10% ยังมีให้เลือกลงทุน
โดย “ปิยะทัศน์ พาโสมนัสสกุล” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และหัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุน บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น บอกว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันรวมถึงแนวโน้มใน 1-2 ปีจากนี้ไปยังไม่ได้กลับมาที่จุดเดิมโตต่ำกว่าในอดีต แม้วันนี้จะเห็น “ตลาดหุ้นสหรัฐ” (S&P500) ทำ “จุดสูงสุดใหม่” (All Time High) เป็นประวัติการณ์กว่า 9 ครั้งในปี 2025 (ณ วันที่ 21 ก.ค. 25) ส่วนมาตรการ “ภาษี Trump” นั้น จะนำไปสู่การเจรจราการค้าที่ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบันและมีความชัดเจนขึ้นหลังวันที่ 1 ส.ค. 25 นี้ แต่ส่วนใหญ่ก็มีพัฒนาการเชิงบวกและสามารถตกลงอัตราภาษีระหว่างกันได้ ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลและมีความคาดหวังต่อเนื่องไปว่า คู่ค้าอื่นๆ ที่อยู่ระหว่างการเจรจาจะได้ผลลัพธ์ที่ดี ซึ่งจะลดความเสี่ยงของเศรษฐกิจรวมถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนได้เช่นกัน

(ปิยะทัศน์ พาโสมนัสสกุล)
“กลยุทธ์ในช่วงครึ่งปีหลังคือการมองหาสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้าง ‘ผลตอบแทนเหนือตลาด’ (Alpha) ที่ดี ผลตอบแทนมากกว่า 10% ขึ้นไปถือว่าน่าสนใจ ซึ่งอยู่ในกลุ่ม ‘ตลาดพัฒนาแล้ว’ (DM) และ ‘ตลาดกำลังพัฒนา’ (EM) ทั้งหุ้นจีน (H-Share), เวียดนาม, อินเดีย และเกาหลีใต้”
“หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว” ทรงยังดี...ทิ้งไม่ได้ทั้ง “สหรัฐ-ยุโรป-ญี่ปุ่น”
“หุ้นสหรัฐ” แม้นักลงทุนจะตั้งคำถามว่าจะไปต่อได้หรือไม่? หลังจากที่วิ่งมาต่อเนื่องก่อนหน้านี้และยังทำ “All Time High” ต่อเนื่อง แต่นี่คือตลาดพัฒนาแล้วที่ไม่ควรละเลย ล่าสุดมีการปรับเป้าดัชนี “S&P500” ขึ้นเป็น 7,100 จุด ซึ่งมี Upside จากปัจจุบันประมาณ 10% ก็ตาม แต่ถือว่าเป็นระดับที่ดีและลงทุนได้ เศรษฐกิจสหรัฐเองก็แข็งแกร่งกว่าคาด ทำให้ Fed อาจจะลดดอกเบี้ยได้ช้ากว่าที่คาด รวมถึงโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ “ภาวะถดถอย” (Recession) ก็มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลงเช่นกัน เหลือเพียง 25 – 30% จากก่อนหน้า 50 – 50 เลยทีเดียว นั่นทำให้ “หุ้นสหรัฐ” ยังน่าสนใจ โดยเฉพาะในหุ้นขนาดกลาง-เล็ก รวมถึงหุ้นที่มี Thematic มากขึ้น
“ตลาดหุ้นยุโรปก็น่าสนใจเช่นเดียวกัน หลังหลายประเทศมีการปลดล็อกเพดานหนี้สาธารณะทำให้มีเงินมาใช้จ่ายต่างๆ มากขึ้นคล้ายนโยบาย ‘One Big Beautiful Bill Act’ ของสหรัฐ แม้เศรษฐกิจของยุโรปจะโตไม่สูงมากเฉลี่ย 1 – 2% ก็ตาม แต่บริษัทจดทะเบียนนั้นส่วนใหญ่เป็นบริษัทข้ามชาติมีรายได้จากทั่วโลก ที่สำคัญบริษัทที่ขายของให้สหรัฐเองนั้นส่วนใหญ่จะมีโรงงานผลิตในสหรัฐด้วยเช่นกัน ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจาก ‘ภาษี Trump’ มากนัก”
เช่นเดียวกับ “หุ้นญี่ปุ่น” ก็กลับมาน่าสนใจเช่นกัน หลังมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น และมีการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยช่วยปลดล็อกให้หลายอย่าง ภาครัฐมีการสนับสนุนการบริโภคในประเทศมากขึ้น แต่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจากนี้อาจไม่ได้ขึ้นแรงเหมือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามยังคงเป็นอีกตลาดที่น่าสนใจเช่นกัน
“หุ้นตลาดเกิดใหม่” เป้าหมายเงินลงทุนทั่วโลก...ชู “หุ้นจีน H-Share, อินเดีย-เวียดนาม-เกาลหลีใต้” เด่นสุด
ส่วน “หุ้นตลาดเกิดใหม่” (Emerging Market) นั้น น่าสนใจเช่นเดียวกันเพราะเป็นเป้าหมายของเงินลงทุนในช่วงที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า โดยเฉพาะตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียที่มีความน่าสนใจและมี Character เฉพาะตัวที่มีความโดดเด่น ตัวอย่าง “ตลาดหุ้นจีน” ที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นน่าจะผ่าน “จุดต่ำสุด” ไปแล้ว แต่เศรษฐกิจยังคงมีปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นปัญหาใหญ่และส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจจีนค่อนข้างมาก “หุ้นจีน (H-Share)” ยังเป็นตลาดที่น่าสนใจสุด เพราะมีหุ้นเทคโนโลยีจำนวนมากให้ลงทุนและยังเป็นเป้าหมายหลักของเงินลงทุนต่างชาติด้วยเช่นกัน
“ส่วนหุ้นจีน (A-Share) ดัชนี ‘CSI 300 Index’ จะพบว่าปัจจุบันราคาหุ้นยังอยู่อยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดในปี 2021 ไม่น้อยกว่า 30% อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของตลาดหุ้นยังใช้เวลา รวมถึงต้องการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนจากรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อแก้ไขปัญหาในด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้การฟื้นตัวของตลาดหุ้นจีนในปี 2025-2026 มีแนวโน้มที่จะถูกนำโดยหุ้นใน ‘กลุ่มเทคโนโลยี’ ทำให้หุ้นเทคโนโลยีจีนเองยังคงน่าสนใจลงทุนนั่นเอง”
อีกตลาดที่น่าสนใจ คือ “หุ้นอินเดีย” แม้ราคาจะค่อนข้างแพง แต่เศรษฐกิจยังมีแนวโน้มการเติบโตของ GDP สูงในระดับมากกว่า 6% ต่อปีโดยเฉลี่ยต่อเนื่องตลอด 10 ปี มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลกที่ 1.46 พันล้านคน (ณ ไตรมาสที่ 2/25) แซงหน้าจีน คิดเป็นสัดส่วนราว 17.8% ของประชากรโลก ไม่เพียงเท่านี้อินเดียยังมีข้อได้เปรียบด้านประชากรศาสตร์และแรงงานวัยหนุ่มสาวที่มีสัดส่วนสูง และมีการขยับฐานะขึ้นสู่ระดับชนชั้นกลางของประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราการเติบโตของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์อินเดียซึ่งมีผลทางตรงสะท้อนการบริโภคของอินเดียเติบโตในระดับ High Single Digit – Double Digit นับตั้งแต่ปี 2022 จนถึงปัจจุบัน
“หุ้นเวียดนาม ก็มีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เศรษฐกิจเติบโตสูงเช่นเดียวกับอินเดีย อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นเวียดนามยังคงมีความผันผวนสูงตามบุคลิกของ ‘ตลาดชายขอบ’ (Frontier Market) นั่นเอง ปิดท้ายด้วย ‘หุ้นเกาหลีใต้’ ที่ตามรอยตลาดหุ้นญี่ปุ่นผ่านการทำ ‘Value Up Program’ ที่มุ่งเน้นยกระดับมาตรฐานจรรยาบรรณ การกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนและการปรับปรุงอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญของหุ้นเกาหลีใต้ โครงสร้างตลาดที่มีหุ้น ICT, อุตสาหกรรม และการเงินรวมกันกว่า 65% ของตลาด มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะผลักดันให้ตลาดหุ้นเหลีใต้ยังมี Upside เปิดอยู่ ทางผู้นำคนใหม่ก็มีเป้าหมายอยากเห็นดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) ไปแตะ 4,500 จุด ภายใน 5 ปี ซึ่งมี Upside จากปัจจุบันกว่า 30% เลยทีเดียว”
ทั้งหมด คือ ตลาดที่มีศักยภาพที่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีมากกว่า 10% ขึ้นไปให้กับผู้ลงทุนได้ แต่สำคัญสุด คือ เรื่องของ “การกระจายการลงทุน” (Asset Allocation) เป็นสำคัญ เพื่อเพิ่มโอกาสของผลตอบแทนและลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนของคุณนั่นเอง
