“บลจ.กรุงไทย” ปลื้ม AUM ทะยานแตะ 1 ล้านล้านบาท ตามเป้า… แนะ “กระจายการลงทุน” รับมือ “ตลาดผันผวน” พร้อมมอง “หุ้นไทย” ไม่แพง ให้เป้าดัชนีปีหน้า 1,450 จุด !!!

สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาส่อง “บลจ.ล้านล้านบาท” รายล่าสุด นั่นก็คือ “บลจ.กรุงไทย” นั่นเอง จากสิ้นปี24 มีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) ประมาณ 9.5 แสนล้านบาท


ผ่าน 9 เดือนแรก ขยับมาอยู่ที่ “1.0 ล้านล้านบาท” ทะลุเป้าหมายที่วางไว้ในปี25 เรียบร้อยไปแล้ว


และยังคงเป้าในการรักษาระดับการเติบโตในระดับนี้ต่อเนื่อง


พร้อมเปิดกลยุทธ์การลงทุนไตรมาสที่4/25 ยังมองบวกการลงทุนทั้ง “ตราสารหนี้-หุ้น” รับ “ดอกเบี้ยขาลง”


แต่ท่ามกลางตลาดการเงินที่ผันผวน ยังแนะนำให้ “กระจายการลงทุน” (Asset Allocation) เพื่อลดความเสี่ยงและยังคงตอบโจทย์เป้าหมายการลงทุนได้อย่างเหมาะสม


ทิศทางธุรกิจและมุมมองการลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้จะเป็นเช่นไรนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปอัปเดตมุมมองจาก “บลจ.กรุงไทย” พร้อมๆ กันได้เลย


“บลจ.กรุงไทย” ปลื้ม
AUM แตะ 1 ล้านล้านบาท ถึงเป้าหมายปีนี้ก่อนกำหนด...แนะ “กระจายลงทุน” ฝ่าตลาดผันผวน-ชู “กองอสังหาฯ” Yield น่าสนใจ

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา “บลจ.กรุงไทย” ตั้งเป้าหมาย AUM สิ้นปีนี้ทะยานแตะ 1 ล้านล้านบาท ล่าสุดก็ถึงเป้าไปเรียบร้อยแล้ว


โดย “ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย บอกว่า ปีนี้ AUM ของบริษัทโตเพิ่มขึ้นประมาณ 5 – 6 หมื่นล้านบาท ทำให้ AUM ปัจจุบัน ณ ก.ย. 25 อยู่ที่ “1 ล้านล้านบาท” เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นการเติบโตหลักๆ จากธุรกิจกองทุนรวมเป็นสำคัญ และยังคงเป้าที่จะรักษาระดับ AUM ที่ระดับ 1 ล้านล้านบาท ไว้ต่อเนื่องพร้อมทั้งสร้างการเติบโตควบคู่กันไป โดยยังคงทำงานใกล้ชิดกับ “ธ.กรุงไทย” (KTB) เพื่อนำเสนอโพรดักท์การลงทุนที่หลากหลายให้กับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ช่วงปลายปี25 นี้ มีแผนจะออกกองทุน RMF-เทคฯ เพิ่มเติมและต้นปีหน้าจะมีกองทุนตราสารตลาดเงินสกุลเงินดอลลาร์เพิ่มเติม นอกจากนี้ยังเตรียมกองทุนกลุ่ม Structure Product และการทำให้กองทุนเดิมที่มีอยู่ให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน



“ตลาดการลงทุนยังคงผันผวน แนะนำให้ให้นักลงทุน กระจายการลงทุน (Asset Allocation) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและตอบโจทย์การลงทุน โดยกลุ่ม กองทุนผสม เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจที่มีการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย แนะนำ กลุ่มกองทุน KTMUNG, KTMEE, KTSRI และ KTSUK นอกจากนี้กลุ่ม กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันก็น่าสนใจเช่นเดียวกัน ให้ Yield เฉลี่ย 7 – 8% สูงกว่าดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ 1.5% พอสมควร แต่นักลงทุนต้องดูรายละเอียดแต่ละกองด้วยเช่นกัน แต่เชื่อว่าส่วนต่างของผลตอบแทนตรงนี้ จะค่อยๆ แคบลงในท้ายที่สุด นั่นจะทำให้ราคาของกลุ่มกองอสังหาฯ ปรับขึ้นได้อีกมากจากปัจจุบัน”


“ดอกเบี้ยขาลง” หนุน “ตราสารหนี้-หุ้น” ยังสดใส...ชู “ตราสารหนี้โลก” มีโอกาสทำผลตอบแทนโดดเด่น

โดย “วรรณจันทร์ อึ้งถาวร” รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย บอกว่า แนวโน้มดอกเบี้ยขาลงเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนทั้ง “ตราสารหนี้-หุ้น” ในส่วนของ “ตราสารหนี้ไทย” เองในปีที่ผ่านมาก็สร้างผลตอบแทนได้ดี หลังแบงก์ชาติปรับลดดอกเบี้ยลงมาเหลือ 1.5% ในปัจจุบัน จะเห็นว่ากลุ่ม “กองตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว” สร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามหากมองจากนี้ไปในปีหน้า ผลตอบแทนอาจจะไม่ได้มากเท่าที่เคยทำได้ เพราะดอกเบี้ยของไทยคงลงได้อีกไม่มากแล้วจากนี้ กองตราสารหนี้ไทยที่แนะนำ ได้แก่ KTSTPLUS และ KTFIXPLUS ยังน่าสนใจ มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดีเพิ่มเติมได้



“สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และมองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า ‘กองตราสารหนี้ในประเทศ แนะนำให้ลงทุนใน กองตราสารหนี้โลก ที่มีโอกาสจะสร้างผลตอบแทนในช่วงดอกเบี้ยขาลงที่ดีกว่า โดยเน้นไปที่คุณภาพ และอายุเฉลี่ยของตราสารที่ยาวขึ้น แนะนำ KT-BOND


เช่นเดียวกับ “ดร.สมชัย อมรธรรม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.กรุงไทย ที่มองว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะโตได้ 2.2% และปีหน้า 2.3% ส่วนดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าแบงก์ชาติจะลดดอกเบี้ยลง 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปีหน้าไปสู่ระดับ 1.00% และน่าจะไม่ลงไปต่ำกว่านี้แล้ว ในขณะที่ Fed เองคาดว่าจะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ และ 3 – 4 ครั้งในปีหน้า หลังจากตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอลง และเงินเฟ้อไม่น่ากังวล



“ผลกระทบจากภาษี Trump กระทบกับราคาสินค้าส่งออกเท่านั้น แต่สินค้าผลิตในประเทศไม่ได้รับผลกระทบไปด้วย ราคาน้ำมันก็ต่ำ ทำให้เงินเฟ้อดูไม่น่ากังวลที่พุ่งขึ้นไปสูงจนกดดันการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed แต่ประการใด โดยราดว่าเงินเฟ้อน่าจะอยู่ประมาณ 3% นิดๆ ซึ่งแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงก็ยังเอื้อต่อการลงทุนในตราสารหนี้อยู่ ส่วนค่าเงินดอลลาร์ก็มีแนวโน้มจะอ่อนค่าลงได้อีก”


“หุ้นสหรัฐ” ยังน่าสนใจ แต่แนะกระจายสู่ภูมิภาคอื่นที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้น...พร้อมมองบวก “หุ้นไทย” ให้เป้าสิ้นปีหน้าที่ 1,450 จุด

โดย “พีรพงศ์ กิจจาการ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายลงทุนทางเลือก บลจ.กรุงไทย บอกว่า การลงทุนต่างประเทศยังมีปัจจัยที่คงต้องติดตามใกล้ชิด ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะถัดไป ทั้งเรื่องการตัดสินของศาลสูงสุดในเรื่องอำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐในการจัดเก็บ Tariff, การส่งผ่านภาษี (Tariff Pass-Through) ไปยังผู้บริโภค, ตลาดแรงงานสหรัฐที่สมดุลบนความเสี่ยงจากที่เห็นการลดลงของทั้งอุปสงค์และอุปทานแรงงาน, การตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆ และปัญหาการขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้นในหลายประเทศ รวมไปถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และด้วยนโยบายที่ไม่แน่นอนของสหรัฐนี้ เราจึงแนะนำให้นักลงทุนเน้นการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น โดยมองว่าความโดดเด่นของหุ้นกลุ่มเทคฯ ยังคงมีอยู่ แต่อาจกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่นๆ ที่มีการเติบโตที่ชัดเจน กองหุ้นต่างประเทศที่แนะนำ ได้แก่ KT-AASIA, KT-WTAI และ  KT-US



“หุ้นกลุ่มเทคฯ ยังน่าสนใจ แต่อาจกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่นๆ ที่มีการเติบโตที่ชัดเจนมากขึ้น ส่วนความเสี่ยงเรื่องค่าเงินจากการลงทุนต่างประเทศ ประเมินได้ยาก ไม่แนะนำให้ไปเล่นกับค่าเงิน ปกติบริษัทจะมีการบริหารค่าเงินแบบ Dynamic ให้กับนักลงทุนอยู่แล้ว” 


ส่วนหุ้นไทยนั้น “ยืนยง เทพจำนงค์” ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานจัดการลงทุน งานลงทุนในตราสารทุน บลจ.กรุงไทย บอกว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี25 นี้ ดัชนี SET ปรับลดลงโดยมาจากปัจจัยภายนอกเรื่องความไม่แน่นอนเกี่ยวกับภาษีของสหรัฐ และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ประกอบกับปัจจัยภายในประเทศจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ไม่เป็นไปตามคาด และภาคการท่องเที่ยวที่ไม่ฟื้นตัว รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ อย่างไรก็ตาม ดัชนีฯ เริ่มฟื้นตัวต่อเนื่องตั้งแต่ ก.ค. ท่ามกลางความคาดหวังต่อการประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 และแนวโน้มการใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลใหม่พร้อมกับความพยายามฟื้นความเชื่อมั่นด้วยทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจมืออาชีพที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งอาจจะเป็นแรงส่งที่สำคัญสำหรับภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้



“บริษัทมองเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้ไว้ที่ 1,350 จุด และปีหน้าที่ 1,450 จุด หุ้นไทยเองปัจจุบันยัง ‘ไม่แพงและมีอัพไซด์พอสมควรหากมองไปในเป้าหมายปีหน้า ภาพเศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น การเลือกตั้งจะส่งผลดีต่อการจับจ่ายใช้สอยครั้งใหญ่จากนโยบายกระตุ้นต่างๆ ปัจจุบันหุ้นไทยยัง ไม่แพงโดยกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจได้แก่ พาณิชย์และโรงพยาบาล เรามีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มการลงทุนที่มีโอกาสในการทำกำไรได้อย่างยั่งยืน มีความผันผวนระดับต่ำ มีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง รวมทั้งได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ จึงแนะนำ 2 กองทุน ได้แก่ KTEF และ KT-HiDiv


ก้าวย่างของ “บลจ.กรุงไทย” ที่เลื่อนชั้นสู่ “บลจ.ล้านล้านบาท” ในครั้งนี้ เป็นอีกหมุดหมายในระหว่างการเดินทางเท่านั้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุดการเดินทางแต่ประการใด และน่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนไทยได้เป็นอย่างดี ส่วนทิศทางการลงทุนในปีหน้าก็น่าจะสดใสกว่าปีนี้ ทั้ง “หุ้น-ตราสารหนี้” จากแนวโน้ม “ดอกเบี้ยขาลง” ที่เป็นปัจจัยบวกที่สำคัญนั่นเอง


ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’