ชูกลยุทธ์ “Core & Satellite Portfolio” ฝ่าตลาดผันผวนปี26... มอง “หุ้นไทย” ปีหน้าที่ 1,375 จุด กลุ่ม “หุ้นปันผลสูง” ยังโดดเด่น !!!
Fun of Funds: รู้หรือไม่?...การลงทุนทุกปีมีแต่ท้าทายและยากขึ้นทุกปี ใน “ปีม้า-2026” ก็เช่นเดียวกัน โหรว่าเป็น “ม้าลุยไฟ” ก็น่าจะเป็นอีกปีที่การลงทุนจะเต็มไปด้วย “ความผันผวน”
แต่กลยุทธ์ “การกระจายการลงทุน” (Asset Allocation) ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยให้คุณสามารถฝ่าตลาดที่ผันผวน มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีและช่วยลดความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี
โดยไม่จำเป็น “ต้องหนี” ออกจากตลาดจนทำให้พลาดโอกาสของการลงทุนที่ดีไป ยังช่วยให้คุณสามารถ “ลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง” (Stay Invest) อีกด้วย
สำหรับกลยุทธ์ที่น่าสนใจในการจัดพอร์ต ก็คือ “Core & Satellite Portfolio” ที่ตอบโจทย์การลงทุนทั้งระยะยาว และไม่พลาดโอกาสทำกำไรในระยะสั้นด้วยเช่นกัน
และทาง “บลจ.กสิกรไทย” มองว่า กลยุทธ์นี้จะช่วยให้นักลงทุนฝ่าความท้าทายและรับมือตลาดที่ผันผวนในปีหน้าได้อย่างเหนือชั้น
เศรษฐกิจและมุมมองการลงทุนปีหน้าจะเป็นเช่นไรนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัปเดตมุมมองจาก “ผู้บริหารบลจ.กสิกรไทย” พร้อมๆ กันได้เลย

ปี26 ตลาดจะผันผวนกว่าปีนี้...ชูกลยุทธ์ “Core & Satellite” รับมืออย่างเหนือชั้น
โดย “วิน พรหมแพทย์” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย บอกว่า เศรษฐกิจโลกในปี26 จะโตช้าลง ข้อดีคือ ไม่เป็นเศรษฐกิจถดถอย การขยายตัวทั่วโลกยังคงดำเนินต่อไปจากมาตรการการคลังและการเงินขนาดใหญ่ที่ช่วยให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจโลกเดินหน้าได้ ภาพรวมเศรษฐกิจในปีหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างครั้งใหญ่ ตลาดการเงินมีแนวโน้ม “ผันผวนมากขึ้น” กว่าปีนี้ จากเงินเฟ้อที่ได้รับผลกระทบจากภาษีนำเข้า การแบ่งขั้วจากภูมิรัฐศาสตร์ และการค้าโลกที่แยกตัวเป็นภูมิภาค อีกทั้งนวัตกรรมและเทคโนโลยีได้กลายเป็นปัจจัยการผลิตหลักในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก ชู 3 ธีมการลงทุนเด่นตามเมกะเทรนด์โลกที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุน ได้แก่ 1) The New Industrial Revolution การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ และภูมิทัศน์การลงทุนในยุคเปลี่ยนผ่าน 2) The Great Rewiring การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์และโลกาภิวัฒน์ และ 3) The Income Diversifiers การสร้างกระแสรายได้หลากหลาย

(วิน พรหมแพทย์)
“ผู้ลงทุนจึงควรเน้นความยืดหยุ่นให้กับพอร์ต เพื่อปรับตัวได้ทันตามเทรนด์โลก เน้นย้ำหลักการของความมีวินัยและการกระจายการลงทุน แนะกลยุทธ์จัดพอร์ตแบบ ‘Core & Satellite Portfolio’ โดยแบ่งเป็น ‘Core’ 80% และ ‘Satellite’ 20% เพื่อรับมือตลาดผันผวนได้อย่างมั่นใจ อย่างไรก็ตามปัญหาของนักลงทุนส่วนใหญ่คือไม่มีเวลา, ไม่มีข้อมูล และแม้จะมีข้อมูลและเวลาก็มักตัดสินใจผิดพลาด ซึ่งทางเลือกที่ง่ายกว่า คือ เลือกกองทุนในกลุ่ม ‘K-WealthPLUS Series’ เป็น ‘Core Portfolio’ ที่สามารถปรับพอร์ตได้ทันทีและทันเวลา”
ชู “K-WealthPLUS Series” เป็น “Core Portfolio”…ตอบโจทย์การลงทุนทั่วไปและเป้าหมายเกษียณ
สำหรับกลยุทธ์การจัด “พอร์ตหลัก” (Core Portfolio) แนะนำกลุ่มกองทุน “K-WealthPLUS Series” ที่ยึดหลักการกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ หุ้น และสินทรัพย์ทางเลือกทั่วโลก โดยร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับบลจ.ชั้นนำระดับโลกอย่าง “J.P. Morgan Asset Management” เพื่อเสริมความมั่นใจและเพิ่มศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว
ตัวอย่าง: ปี25 ที่ตลาดมีความผันผวนนั้น กองทุน ‘K-WPBALANCED’ สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นเหนือ SET Index ถึง 5% ในช่วงเดือนม.ค.–พ.ย. 25 (ที่มา: บลจ.กสิกรไทย ณ วันที่ 3 ธ.ค. 25)
การจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite Portfolio นอกจากจะช่วยให้การลงทุนระหว่างทางมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นการวางแผนชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีคุณภาพ โดยสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบลจ.กสิกรไทยสามารถปรับพอร์ตให้เติบโตพร้อมรับการเกษียณได้ 2 ทางเลือก ได้แก่ 1) เลือกกองทุนในกลุ่ม “K-WealthPLUS Series” มาเป็น “Core Portfolio” ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยสมาชิกสามารถปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนได้ตามอายุหรือสถานะทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป 2) เลือกแผนการลงทุน “Life Path Model” ที่ผู้จัดการกองทุนจะปรับลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงให้อัตโนมัติตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยการลงทุนแบบ Life Path จะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดในช่วงใกล้เกษียณ เพื่อให้สมาชิกมีเงินใช้จ่ายยาวนานขึ้นหลังเกษียณ
“หุ้นไทย” ปีหน้าให้เป้า 1,375 จุด...แนะโฟกัส “หุ้นปันผลสูง” ตอบโจทย์
ทางด้าน “วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย แนะนำว่า ปีหน้าหุ้นเทคโนโลยียังเป็นธีมหลักที่น่าสนใจ แต่จะมีการหมุนมาทาง “เอเชียเทคฯ” มากขึ้น นักลงทุนควรพิจารณากระจายไปยัง “หุ้นเทคฯ ทั่วโลก” และ “หุ้นเทคฯ เอเชีย” มากขึ้น

(วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์)
“หุ้นไทยปีหน้ามองไว้ที่ 1,375 จุด ที่ P/E ประมาณ 14 เท่า กำไรบจ.น่าจะโตไม่มากเป็นเลขหลักเดียว ในส่วนของ Downside เองมองไว้ที่ระดับ 1,200 – 1,150 จุด ถ้าลงไปต่ำกว่านี้ก็ถือว่าอยู่ในโซนที่น่าลงทุนแล้ว อย่างไรก็ตามจุดเด่นของตลาดหุ้นไทย คือ ‘อัตราปันผลสูง’ โดย SETHD ปีหน้าคาดปันผลอยู่ที่ 6.8% ถือว่าสูงมาก ดังนั้นถ้าจะลงทุนหุ้นไทยก็แนะนำให้โฟกัสที่หุ้นปันผลสูงเป็นสำคัญ”
แม้ตลาดการลงทุนใน “ปีม้า-2026” จะเต็มไปด้วยความ้ทาทายและความผันผวน แต่นักลงทุนก็สามารถจะฝ่าไปได้ด้วยกลยุทธ์ “Core & Satellite Portfolio” ได้เช่นที่เคยผ่านมาแล้วในปีนี้ ส่วน “หุ้นไทย” คงต้องเน้นไปที่จุดเด่นของตลาดในกลุ่ม “หุ้นปันผลสูง” เป็นสำคัญ ซึ่งถือเป็น “จุดเด่น” ของตลาดหุ้นไทยที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจในลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
