Official Update :

ตั้งเป้า AUA ปีหน้า “โตเท่าตัว” แตะ 3 หมื่นลบ. ก้าวสู่ “Wealth Tech” เต็มตัว... ชูกลยุทธ์ “Asset Allocation” ฝ่าตลาด “ปีม้าไฟ” ส่วน “หุ้นไทย” ให้เป้าหมายเต็มที่ 1,320 จุด !!!

Fun of Funds: ท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรม “กองทุนรวม” นั้น “ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน” ก็เติบโตตามไปด้วยเช่นกัน


แต่ไม่ใช่ทุก “บลน.” หรือ “บล.” ที่ทำธุรกิจนี้จะประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ ส่วนใหญ่ตัวเลขผลประกอบการยัง “ขาดทุน”


โดย “บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น” เป็น 1 ใน 3 แห่งที่เป็นผู้นำในธุรกิจนี้และโชว์ตัวเลขผลประกอบการเป็น “กำไร” ได้อย่างต่อเนื่อง


ที่สำคัญตัวเลขสินทรัพย์สุทธิภายใต้การแนะนำ (AUA) ที่ระดับ 1.8 หมื่นล้านบาท ในปัจจุบันนั้น ครอบคลุมค่าใช้จ่ายของบริษัททั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นการทำธุรกิจเหลือแค่จะกำไรมากหรือน้อยเท่านั้นเอง ซึ่งถือเป็น “จุดแข็ง” ที่สำคัญและ “แตกต่าง” จากผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในอุตสาหกรรม


ปี2026 ทาง “บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น” ตั้งเป้า AUA “โตเท่าตัว” ทะยานแตะ 3 หมื่นล้านบาท พร้อมมองหมุดหมายสำคัญที่ 1 แสนล้านบาท ใน 3 ปีข้างหน้าอีกด้วย


วันนี้ โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ จะพาไปเปิดทิศทางธุรกิจและมุมมองการลงทุนจาก “ผู้บริหารสูงสุด” ขององค์กรแห่งนี้กัน



ก้าวสู่ “
Wealth Tech” เต็มตัว โฟกัสลูกค้า “HNW” ช่วงชิงเค้ก...ตั้งเป้า AUA ปีหน้า “โตเท่าตัว” แตะ 3 หมื่นลบ.

โดยพงศกร พูนพิเชฐธรรม” กรรมการผู้จัดการ บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น บอกว่า “บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น” เป็นลูกของ “บลจ.วรรณ” เราตั้งบริษัทมาเมื่อ 5 ปีก่อนเพื่อให้บริการด้าน Wealth Solution” ตั้งแต่เริ่มต้น โดยธุรกิจหลัก คือ “การซื้อขายกองทุนรวม” ที่มีให้เลือกครบทุกบลจ. ด้วยระบบที่สะดวกสบาย ตอบโจทย์นักลงทุนได้ทุกกลุ่มและที่สำคัญเราจะแนะนำ “กองทุนที่ดี” ที่ผ่านการคัดเลือกแล้วให้กับผู้ลงทุนของเราซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นกองทุนของ “บลจ.วรรณ” ซึ่งเป็นแม่ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามกลุ่มลูกค้าที่เราโฟกัสจริงๆ จะเป็น “ลูกค้าที่มีความมั่งคั่ง” (HNW: High Net Worth)


(พงศกร พูนพิเชฐธรรม)


“กลุ่มลูกค้า HNW ในระบบมีเม็ดเงินกว่า 1 แสนล้านบาท ปัจจุบันเรามี AUA อยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท ยังไม่ถึง 10% เลย ดังนั้นในแง่ของโอกาสและศักยภาพมีอยู่และนั่นทำให้เราตั้งเป้าการเติบโตที่ค่อนข้างสูง โดยปีหน้าตั้งเป้า AUA โตเท่าตัวเป็น 3 หมื่นล้านบาท และเป้าหมายระยะกลางที่อยากเห็นคือ 1 แสนล้านบาท ภายใน 3 ปี ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ โดยเราจะเข้าไปแก้ Pain Point ของนักลงทุนกลุ่มนี้ทั้งคำแนะนำที่ดีและเชิงลึก ดูแลทั้งในช่วงที่ตลาดดีและแย่ ไม่ทิ้งลูกค้าไปไหน พร้อมดูแลต่อเนื่องซึ่ง RM ของแบงก์ให้ไม่ได้ ปกติจะเปลี่ยนกันทุก 2 ปี ที่สำคัญช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายการเงินตามที่ตั้งใจไว้ด้วยคำแนะนำและโพรดักต์ต่างๆ ที่เรามีอยู่”  


พร้อมวางเป้ารายได้ปี26 เติบโตที่ระดับ 35% และกำไรโตเพิ่มขึ้น 40% พร้อมกับการขยายทีมงานเพื่อรองรับการเติบโตด้วย โดยจะเพิ่ม “ผู้แนะนำการลงทุน (In-House)” เป็น 22 คน (จากเดิม 11 คน) และทีมงาน “ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน” เป็น 11 คน (จากเดิม 8 คน) ไม่นับรวม “ตัวแทนขายอิสระ” ซึ่งเราก็มีระบบที่ช่วยให้ทำงานได้ง่ายและทำได้ทุกที่ทุกเวลา ตลอดจนส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมที่เป็นธรรมและน่าสนใจเช่นเดียวกัน


ใช้ “
AI” ยกระดับบริการให้ "มั่นคงและเป็นอิสระ" ภายใต้สโลแกน “Secure Your Wealth, Liberate Your Time”

จากแผนการขยายทีมที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล (Private Wealth) ควบคู่ไปกับแผนการ Upselling ผ่านผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย โดยทาง “บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น” ยังคงทำหน้าที่ให้คำปรึกษาออกแบบกลยุทธ์การลงทุนเฉพาะบุคคลให้แก่ลูกค้าแต่ละรายตามวัตถุประสงค์การลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Personalize Portfolio Management)


“เรายังคงแนวคิด ‘One-Stop Financial Service’ ให้กับนักลงทุน โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล (Private Wealth) เพื่อช่วยแนะนำการลงทุนให้เหมาะกับนักลงทุนตามสถานการณ์เศรษฐกิจแบบ ‘Asset Allocation’ บนโมเดล ‘Open Architecture’ ในการลงทุนระยะกลางถึงยาว ร่วมกับการลงทุนแบบจับจังหวะตลาดให้เหมาะกับสไตล์การลงทุนของลูกค้า”


ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา เราได้พัฒนาตนเองผ่านเทคโนโลยี AI เราเริ่มต้นจากการพัฒนา โปรแกรม AI-Powered Multi-Asset Investment Intelligence” เป็นการพัฒนาระบบภายในควบคู่ไปกับทีมกลยุทธ์การลงทุนของเรา โปรแกรมนี้ นำเสนอทั้งด้าน “Technical & Fundamental Outlook”


“ที่ผ่านมาผมเลือกนำร่องโปรแกรมนี้ สำหรับที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล (Private Wealth) ของเราก่อน และคาดว่าภายในปีหน้า เราจะนำเทคโนโลยี ด้าน AI เข้ามา Full System ภายในบริษัท เพื่อเป็นเครื่องมือพิเศษที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมที่ปรึกษาทางการเงิน (Private Wealth) ของบริษัทในการดูแล ให้บริการและให้คำแนะนำแก่ลูกค้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดของบริษัท คือ การช่วยให้ลูกค้ามีเวลาเพื่อไปใช้กับสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ธุรกิจ หรือสุขภาพของลูกค้าเองให้ได้มากที่สุด โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความั่งคั่งและมั่นคงทางการเงินอีกต่อไป (Secure Your Wealth, Liberate Your Time) และในฐานะบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนเชิงกลยุทธ์ เรามุ่งเน้นการสร้างพอร์ตการลงทุนที่ยืดหยุ่น (Resilient Portfolio)”


มองการลงทุนปี26 “
Normalization After the AI Hype and Rate Easing”…พร้อมให้เป้า “หุ้นไทย” ปีหน้า 1,320 จุด

ส่วนมุมมองการลงทุนใน “ปีม้า-2026” นั้น “ปิยะทัศน์ พาโสมนัสสกุล” ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น บอกว่า ภาพการลงทุนในปี26 จะเป็นแบบ “Normalization After the AI Hype and Rate Easing” โดยตลาดหุ้นทั่วโลกในปีหน้า แม้จะยังอยู่บนแนวโน้มขาขึ้นแต่การปรับตัวขึ้นต่ออาจเป็นการแกว่งตัวในกรอบหรือปรับตัวขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะราคาหุ้นในปัจจุบันได้สะท้อนปัจจัยบวกไปค่อนข้างมากแล้วในขณะที่ระดับการประเมินมูลค่ามีความตึงตัวอย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นในปีหน้า ยังมีแนวโน้มที่รักษาทิศทางขาขึ้นได้ต่อ แต่การปรับตัวขึ้นอาจไม่ร้อนแรงเหมือนในช่วงที่ผ่านมา และมีโอกาสสูงที่จะไม่กระจุกตัวอยู่เพียงแค่ในสหรัฐ - กลุ่มเทคโนโลยีเหมือนเดิม นักลงทุนเริ่มมองหาตลาดหุ้น-สินทรัพย์การลงทุนอื่นๆ ที่เป็นทางเลือกมากขึ้น


(ปิยะทัศน์ พาโสมนัสสกุล)


“สำหรับการจัดการพอร์ต ‘Asset Allocation’ ในปี26 นอกจากวัตถุประสงค์ของการสร้างผลตอบแทนให้ได้ตามเป้าหมายของแต่ละประเภทพอร์ตการลงทุนแล้ว เราให้ความสำคัญกับการควบคุมความเสี่ยงโดยรวมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม สืบเนื่องจากบทนำ ที่เราตั้งคำ ถามเกี่ยวกับวิวัฒนาการการใช้ AI ในแง่มุม AI Adoption Rate ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ งานว่ามีส่วนช่วยมากน้อยแค่ไหนในอุตสาหกรรมต่างๆ ขณะเดียวกันการลงทุนในหุ้นที่อยู่ใน Supply Chain ของ AI ในปัจจุบันเผชิญกับความท้าทายในด้าน Valuation ที่ตึงตัวและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีน้ำหนักในดัชนีค่อนข้างมากโดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐทำให้ตลาดหุ้นมีความเปราะบางหากราคาหุ้นกลุ่มดังกล่าวปรับตัวลง”


และจากการประยุกต์แนวคิดของ Howard Marks” และ Ray Dalio” ซึ่งเป็นนักลงทุนระดับโลกผู้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงและการเตรียมพร้อมสำหรับหลายสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น (Multiple scenarios) เราได้มีการปรับพอร์ตโดยลดน้ำหนักของตลาดหุ้นที่มี Valuation ที่แพงอย่างสหรัฐลงเล็กน้อยและเพิ่มน้ำหนักในกลุ่ม Alternative DM” อย่างยุโรปและญี่ปุ่น ควบคู่กับการลงทุนในตลาดหุ้นจีนและตลาดหุ้นไทยซึ่งมีระดับ Valuation ที่ถูกกว่าโดยเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐ


ส่วน “หุ้นไทย” ในปี26 มีความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยให้เป้าดัชนี SET ที่ 1,300-1,320 จุด จากเดิม 1,350 จุด  และมีแนวรับที่ 1,120 - 1,100 จุด ทั้งนี้มองว่า รัฐบาลใหม่น่าจะเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งอาจจะไม่มีเสถียรภาพ และหากมีการเลื่อนตั้งออกไปจากเดิมตลาดจะปรับตัวลงได้เร็วกว่าที่คาด เพราะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้าจะทำให้งบประมาณปี27 ล่าช้าไปด้วย และอาจจะกระทบกับความมั่นใจของนักลงทุนนั่นเอง


ทั้งหมดนี้ คือ บางส่วนของแผนธุรกิจของ “บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น” ที่ค่อนข้าง Aggressive และน่าจะทำให้ผู้ร่วมธุรกิจต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดแน่นอน ในขณะที่การลงทุนใน “ปีม้า-2026” นั้น “Asset Allocation” ยังคงสำคัญ พร้อมมองเป้า “หุ้นไทย” ปีหน้าที่ 1,320 จุด

โต๊ะกองทุน Wealthy Thai